Pinterest มาแปลก! ลั่นยื้อเวลายูเซอร์ไว้หน้าเว็บไม่ใช่แนว

0

 

smmagonline-หนึ่งในดัชนีชี้วัดความสำเร็จในการสร้าง ‘Engagement’ ของหลายเว็บไซต์ คือ การวัดค่า Dwell Time  เพราะหลายแบรนด์มองว่า ถ้า Dwell Time เยอะ แสดงว่าคอนเทนต์ของเว็บไซต์นั้นมีประโยชน์ ทำให้ผู้ใช้ ใช้เวลาในเว็บไซต์นั้นๆ นาน ในทางกลับกันถ้าน้อย แสดงว่า คอนเทนต์ของเว็บนั้นอาจไม่มีประโยชน์หรือไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ใช้ กำลังค้นหาเลย ทำให้ผู้ใช้เปลี่ยนใจไปเข้าเว็บไซต์อื่นๆ แทน แต่วิธีคิดแบบนี้ไม่ใช่แนวทางของ Pinterest

อะไรคือ Dwell Time

  • Dwell Time  หมายถึงระยะเวลาตั้งแต่ผู้ใช้ (User) คลิกที่ผลการค้นหาเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ อ่านเนื้อหาที่อยู่ในเว็บไซต์ แล้วคลิกปุ่ม Back กลับไปยังหน้าผลการค้นหาอีกครั้ง

สำหรับ Pinterest (พินเทอเรสต์) เว็บไซต์และแอพลิเคชั่นยอดนิยมที่เปิด ให้ผู้ใช้สามารถนำรูปภาพ หรือสินค้าต่างๆ ที่น่าสนใจมาจัดแสดงและอัปโหลดไว้ในบัญชีส่วนตัว ซึ่งภายในเว็บและแอพพลิเคชั่น จะมีระบบฟอลโลว์ (follow) หรือติดตาม เพื่อเอาไว้ให้ตามติดผู้ใช้ที่มีความน่าสนใจ

อีกทั้งถ้าหากรูปภาพใดๆ ที่ผู้ใช้ชอบก็สามารถที่จะกดพิน (Pin) รวมไปถึงกดไลค์ (Like) แล้วนำมาแชร์ในโลกออนไลน์ได้ กลับคิดต่าง และมองว่า การที่ผู้ใช้ต้องเสียเวลาอยู่ในเว็บไซต์นานๆ แสดงว่าเว็บไซต์นั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ไอเดียนี้ได้รับการยืนยันจาก ทิม เคนดัลล์ ประธานของ Pinterest  เขากล่าวอย่างน่าสนใจว่า

แบรนด์ส่วนใหญ่มักยึดเอา Dwell Time  เป็นดัชนีชี้วัดการสร้าง Engagement แต่สำหรับ Pinterest กลับมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ต้องการให้ผู้ใช้เสียเวลาอยู่ในเว็บไซต์น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อค้นหาไอเดียหรือสิ่งที่ต้องการ เพราะ Pinterest ไม่ได้ต้องการส่งเสริมพฤติกรรมของคนยุคใหม่ที่ทั้งวันเสียเวลาอยู่กับหน้าจอ จนเป็นต้นเหตุของความเครียดและความกังวล

 “ที่ Pinterest  เราไม่สนใจระยะเวลาที่ผู้ใช้อยู่ในเว็บฯ แต่เราพยายามให้ผู้ใช้เวลาน้อยที่สุดบนเว็บไซต์หรือแอพฯของเรา เพราะเราแค่ต้องการให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีๆกลับไป โดยมีเราเป็นศูนย์กลางช่วยจุดประกายไอเดียและแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้ สำหรับการ Engagement เรามีแนวทางใหม่ในการวัดผล นั่นคือ “Time well spent” ซึ่งยังคงวัดผลจากเวลาที่ผู้ใช้อยู่บนเว็บ เพียงแต่ประมวลเวลาตั้งแต่ผู้ใช้ค้นพบข้อมูลที่พวกเขาต้องการ และมีการนำไปใช้จริง

”เรามีวิธีประเมินผลดังกล่าว 2-3 วิธี เริ่มตั้งแต่การติดผลการสืบค้นผู้ใช้ หากมีการสืบค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากไอเดียที่สนใจในเว็บไซต์ ก็เท่ากับผู้ใช้มีแนวโน้มจะนำไอเดียดังกล่าวไปใช้จริง ตลอดจนการติดตามผลผ่านฟีเจอร์ Tried it ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถฟีดแบ็คได้ว่าได้ลองนำไอเดียที่ค้นเจอไปใช้จริง เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลส่วนตัว และ ทำให้ผู้ใช้คนอื่นๆได้รู้ด้วยว่า ไอเดียนี้ถูกเอาไปใช้จริงและได้ผลเป็นอย่างไร”

 

 

 

Share.