“ฟู้ดอินกรีเดียนท์ เอเชีย” พัฒนาธุรกิจส่วนผสมอาหาร และเครื่องดื่ม ครบวงจร

0

smmagonline – ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารสำเร็จรูปอันดับที่ 13 ของโลก ศักยภาพทางด้านสินค้าเกษตร และอาหารของไทยไม่เป็นสองรองประเทศใดในภูมิภาค โดยคาดว่าในปีนี้การส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวจะสูงถึง 900,000 ล้านบาท ภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารของไทยมีโอกาสเติบโต เป็นผู้นำในเวทีโลกได้ด้วยการนำนวัตกรรมมาพัฒนาธุรกิจยกระดับอุสาหกรรม

ซึ่งหนึ่งในเวทีที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มครั้งสำคัญ และช่วยเพิ่มโอกาสในการเจรจาการค้าในระดับเอเชียและยุโรป คือ งานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยี ส่วนผสมอาหาร และเครื่องดื่ม หรือ ฟู้ดอินกรีเดียนท์ เอเชีย 2017 (Fi Asia 2017)

Fi Asia ที่กำลังจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 กันยายน ศกนี้ ที่ไบเทค บางนานับเป็นครั้งที่ 22 ที่ทางบริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) ผู้นำด้านธุรกิจการจัดงานแสดงสินค้า จัดขึ้นเพื่อพัฒนา และเพิ่มโอกาสให้เหล่าบรรดา เอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ได้พัฒนาธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของตัวเองผ่านกระบวนการคิดนำนวัตกรรมมาช่วยลดต้นทุนการผลิต สร้างมูลค่า และผลิตคิดค้นสินค้าใหม่ เพื่อตอบสนองกับความต้องการในระดับโลก

รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์

ก่อนเจาะลึกถึงไฮไลท์ของงาน และประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับโดยเฉพาะการทำตลาดในต่างประเทศ รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ-ภูมิภาคอาเซียน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) เปิดใจถึงเหตุผลสำคัญที่งาน Fi (Food ingredients) ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ที่จัดขึ้นในยุโรปมานานกว่า 30 ปี ได้ถูกนำมาจัดแสดงขึ้นสลับกันระหว่างที่ประเทศไทย และประเทศอินโดนีเซีย ทุกๆ 2 ปี

ศักยภาพประเทศไทย
กับการเป็นศูนย์กลางธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

งาน Fi เริ่มต้นที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากเมื่อราว 30 ปีก่อนยุโรปถือเป็นศูนย์กลางของการผลิตอาหาร แต่ในช่วงระยะหลังเอเชียเริ่มมีศักยภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีการตัดสินใจจัดงานครั้งนี้ขึ้นที่ประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของทางภาครัฐที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก (Kitchen of the World) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยที่มีการส่งออกอาหารแปรรูป และเครื่องดื่ม ไปยังกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, พม่า) เป็นอันดับหนึ่งอยู่ในตอนนี้

ทั้งนี้ “รุ้งเพชร” กล่าวถึงภาพรวมของการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทย ว่าในอดีต สินค้าส่วนใหญ่จะส่งออกไปยังตลาดหลักคือยุโรป และญี่ปุ่น แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV สูงถึง 15% ซึ่งมากกว่าการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นตลาดนี้จึงเป็นโอกาสของนักธุรกิจไทย

Fi Asia
พื้นที่พัฒนาศักยภาพธุรกิจไทย

สำหรับการจัดงาน Fi Asia 2017 งานระดับอินเตอร์เนชั่นแนล ที่เป็นศูนย์รวมผู้ประกอบการส่วนผสมอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนกันยายนนี้ “รุ้งเพชร” เชื่อว่างานในปีนี้จะมีผู้ประกอบการส่วนผสมอาหารและเครื่องดื่มกว่า 700 ราย จากกว่า 56 ประเทศเข้าร่วม และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมเจรจาธุรกิจทั้งที่มาจากในประเทศเอเชีย และทางฝั่งยุโรปไม่น้อยกว่า 17,000 รายซึ่งเท่ากับว่า เอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพของไทย จะได้พบปะ เจรจา และได้ไอเดียในการพัฒนาธุรกิจกับบริษัทชั้นนำในระดับโลก โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปไกลยังต่างแดน

พร้อมกันนี้ตลอด 3 วันที่จัดงาน ผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้าร่วมประชุมวิชาการ และสัมมนาเกี่ยวกับเทรนด์ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นผลงาน การวิจัย และข้อมูลที่สามารถนำไปปรับใช้และพัฒนาธุรกิจได้จริงๆ

การจัดงานในปีนี้ยังคงเน้นไปที่เรื่องของนวัตกรรม เพื่อพัฒนาธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มของเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ เนื่องจากวันนี้บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ มีอินโนเวชั่น แต่ผู้ประกอบการขนาดกลาง และเล็กยังมีการพัฒนาในส่วนนี้น้อยมาก ซึ่งถ้าอยากยกระดับทั้งอุตสาหกรรม จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ความรู้ และไอเดียแก่เอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ใกล้กับวัตถุดิบ พืชผลทางการเกษตรฯลฯ โดยเราหวังเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้เกิดการนำนวัตกรรมมาใช้กับวัตถุดิบแล้วสิ่งใหม่ๆ ที่มีมูลค่ามากกว่าเดิม”

“ยกตัวอย่างเช่น รำข้าว ที่นำไปเลี้ยงสัตว์ ขายกันอยู่กิโลกรัมละ 4 บาท แต่ถ้ามีการนำนวัตกรรมมาช่วย ก็สกัดเป็นน้ำมันรำข้าวแคปซูล ขายกล่องละ 500-900 บาท คือ เรา อยากให้ผู้ประกอบการมาเห็นว่า วัตถุดิบที่คุณมีอยู่ สามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นอะไรได้บ้างแล้วส่งขายได้ไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่ทำตลาดต่างประเทศได้ด้วย เหล่านี้เป็นต้น

ดังนั้น ภายในงานจึงมีทั้งการจัด Innovation Zone หรือโซนจัดแสดงนวัตกรรมส่วนผสมอาหารและเครื่องดื่มจากเทรนด์อาหารที่น่าสนใจ การประกาศผลการประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มให้กับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ การจัดสัมมนาวิชาการนานาชาติในหัวข้อการพัฒนานวัตกรรมส่วนผสมอาหารสำหรับสังคมผู้สูงอายุ พร้อมด้วย หัวข้ออื่นๆ ที่น่าสนใจ เป็นต้น

ทั้งนี้ “รุ้งเพชร” คาดว่าการจัดงานในครั้งนี้นอกจากองค์ความรู้ที่จะได้รับแล้ว ผู้ประกอบการยังมีช่องทางในการทำตลาดใหม่ๆ ซึ่งคาดว่ายอดการเจรจาธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในงานนี้จะมีไม่น้อยกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ

CLMV ตลาดใหญ่
เอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ ต้องจับตา

โอกาสของสินค้าส่วนผสมอาหาร และเครื่องดื่มของไทยในการทำตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขามั่นใจในคุณภาพของสินค้าไทย โดยวันนี้ไทยเป็นอันดับหนึ่งในการส่งออกไปยัง 4 ประเทศ กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, พม่า

แต่ก่อนที่จะเข้าไปทำตลาด “รุ้งเพชร” แนะว่าควรทำความเข้าใจพฤติกรรม ความชื่นชอบของคนในประเทศนั้นๆ ให้แน่ชัดก่อน เพื่อที่จะได้ขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สินค้าไทยที่ขายดีในประเทศพม่า คือ พวกเบเกอรี่ วาฟเฟิลอบกรอบ ส่วนคนลาว,กัมพูชา, เวียดนาม นิยมซื้อเครื่องดื่มผลไม้ ซอสปรุงรส เพราะคนส่วนใหญ่ยังนิยมทำอาหารทานกันเองที่บ้าน ซึ่งจะต่างกับผู้บริโภคในประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ที่ชอบทานอาหารนอกบ้าน และนิยมซื้ออาหารสำเร็จรูป
ผลไม้อบแห้งต่างๆ ของไทยเรา”

ส่วนผู้ประกอบการที่ยังไม่เคยเข้าไปในตลาดนี้มาก่อน จริงๆ ตอนนี้ในไทยมีหลายหน่วยงานที่สามารถช่วยคุณได้ทั้งในแง่ของการพาไปพบกับสภาการค้าของประเทศต่างๆ เพื่อที่จะได้เข้าใจพฤติกรรม กฎระเบียบการค้า และทำได้อย่างถูกต้องเหมาะสมการทำตลาดในแต่ละประเทศก็ต่างกัน อย่าง ประเทศลาว อาจทำตลาดได้ง่ายที่สุด เพราะนิยมใช้สินค้าไทยกันมาก การสื่อสารไม่เป็นปัญหา เพราะภาษามีความใกล้เคียงกัน ส่วนประเทศกัมพูชา โอกาสของสินค้าไทยก็ไปได้ดีเช่นกัน สำหรับประเทศพม่า ก็เปิดรับสินค้าไทยแต่การจะไปทำธุรกิจ ไม่ง่าย เพราะมีกฎระเบียบค่อนข้างมาก

สุดท้ายคือ ประเทศเวียดนาม ซึ่งถือว่ายากสุดในบรรดา 4 ประเทศ เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษา วัฒนธรรมไม่มีอะไรที่คล้ายไทยเลย เนื่องจากเขารับอิทธิพลมาจากไต้หวัน จีน เยอะ เวลาเลือกซื้อสินค้า แบรนด์ไทยจึงยังไม่ใช่คำตอบแรกๆ ที่เขาเลือก ประกอบกับการเป็นรัฐคอมมิวนิสต์กฎหมาย ระเบียบการนำเข้าสินค้าทำได้ยาก ในกลุ่มของอาหารและเครื่องดื่มต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานโดยเฉพาะ คล้ายๆกับ อย.ในบ้านเรา ซึ่งการอนุญาตจะยากพอสมควรเพราะเขาต้องการป้องกันการค้าภายในประเทศด้วย เพราะเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามตอนนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว

ในช่วงท้ายนี้ “รุ้งเพชร” ฝากย้ำว่า แม้ตอนนี้สินค้าไทยจะได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศ CLMV แต่นักธุรกิจไทยก็ต้องระวัง และเตรียมตัวให้พร้อม เพราะแม้ไทยจะเป็นประเทศเกษตร มีวัตถุดิบในการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม มากพอที่จะป้อนตลาดไปได้อีกนาน แต่อย่าลืมว่าในแต่ละประเทศของ CLMV ก็มีมากไม่ต่างกับเรา ดังนั้นต้องมองไปให้ไกลว่าจะใช้กลยุทธ์ใดมาทำตลาด ซึ่งการใช้นวัตกรรมมาช่วย สร้างสินค้า เพิ่มมูลค่า ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้

เป้าหมายของ Fi Asia คือ ช่วยให้เกิดการเจรจาการค้าระหว่างธุรกิจไทยกับต่างชาติ และสร้างแรงบันดาลใจ ให้แก่เอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพของไทย ในการนำอินโนเวชั่น มาพัฒนาสินค้า หรือผลิตส่วนผสมอาหารเพื่อป้อน สู่ตลาดโลก เป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจมากขึ้น

Share.