Micro Influencer มดงานการตลาดทรงพลัง ขับเคลื่อนแบรนด์ สร้างยอดขาย

0

smmagonline – การสร้างแบรนด์ทำตลาดในยุคดิจิทัล ในยุคที่ผู้บริโภคไม่ฟังแบรนด์ ชอบคอนเทนต์มากกว่าโฆษณา ทำให้กลยุทธ์การ Influencer (อินฟลูเอนเซอร์) มาช่วย และล่าสุด ขยับลงลึกไปถึง Micro Influencer มาช่วยสร้างคอนเทนต์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดมากขึ้น   

  • 86% ของคนทั่วไปมักไม่เชื่อที่สินค้า หรือ แบรนด์ พูดถึงตัวเอง
  • 92% ของคนทั่วไปมักเชื่อในสิ่งที่คนอื่นพูดถึงแบรนด์
  • 90% ของผู้บริโภคไม่ได้อยากรู้เรื่องของสินค้า บริการ จากโฆษณา
  • 84% ของผู้บริโภค ตัดสินใจซื้อ ก่อนที่จะไปถึงหน้าร้าน โดยศึกษาข้อมูลสินค้าและบริการด้วยตัวเอง จากการดูรีวิว YOUTUBE รวมถึง เช็คเรตติ้ง จากเว็บไซต์ และ Social Media ต่างๆ

ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างแบรนด์ทำตลาดในยุคดิจิทัล ต้องทำอย่างแตกต่างไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กูรูแถวหน้าของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทย ที่วันนี้ตัดสินใจร่วมลงทุนทำธุรกิจใน บริษัท เทลสกอร์ จำกัด สตาร์ตอัพด้านไมโครอินฟลูเอนเซอร์ กล่าวว่า ตอนนี้คนไทยนิยมซื้อของผ่าน Social Media สูงกว่า e-Marketplace อย่าง Lazada, 11 Street, Shopee ฯลฯ ดังนั้นโอกาสของการขายของ ใน Social Media ยังมีอยู่เยอะมาก

พร้อมกันนี้เมื่อมาดูพฤติกรรมของผู้บริโภคก็เริ่มเปลี่ยนไป คือ เดิมที่นักการตลาด พยายามโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้บริโภคมาที่ร้านค้า แต่พอ Social Media เข้ามา ทำให้เกิดการทำตลาดแบบใหม่ๆ เพราะ ผู้บริโภคเข้าไปที่โลกโซเชียล อ่านรีวิว อ่านคอมเมนต์ หาข้อมูลแทนการไปที่ร้านค้า จากจุดนี้เองทำให้เกิดแทรนด์ เทรนด์การสื่อสารการตลาด ที่ต้องใช้ ควบคู่ไปกับการสื่อสารการตลาดในช่องทางอื่นๆ

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

Micro Influencer (ไมโคร อินฟลูเอนเซอร์) กำลังเป็นที่นิยม เนื่องมาจากผู้บริโภคในยุคปัจจุบันเริ่มไม่เชื่อในการใช้เซเลบริตี้ในการสื่อสาร เพราะจะมองว่าเป็นการจ่ายเงินเพื่อโฆษณา แต่ในทางกลับกันเมื่อนักการตลาดหันมาจับ Micro Influencer ความถี่ในการเข้าถึงกลับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีรูปแบบการดำเนินชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจเข้าถึงง่าย มีความเป็นมิตรกับผู้บริโภคมากกว่า เหมือนมีเพื่อนมาแนะนำของที่น่าใช้ให้กับเรา ทำให้ผู้บริโภคฟัง และเชื่อในสิ่งที่ Micro Influencer พูดมากกว่าเรื่องราวที่แบรนด์นั้นๆ ออกมาสื่อสารเอง

ตอนนี้นักการตลาด ส่วนใหญ่เริ่มหันมาให้ความสนใจและสำคัญกับการสร้างแบรนด์ สร้างยอดขายผ่าน ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ มากขึ้น พร้อมเผยข้อมูลจากการทำสำรวจของ Linqia Linqia ที่ได้ทำการสอบถามนักการตลาด 200 คน เมื่อต้นปีแล้วพบข้อมูลที่ตอกย้ำความเชื่อดังกล่าวว่า

  • 39% มีแผนในการเพิ่มงบการใช้ อินฟลูเอนเซอร์ ในปีนี้เพิ่มมากขึ้น
  • 92% ยอมรับว่าการใช้อินฟลูเอนเซอร์ ส่งผลให้แคมเปญการตลาดของแบรนด์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • 52% ของนักการตลาดที่ใช้กลยุทธ์อินฟลูเอนเซอร์ในปีนี้ มีแนวคิดการใช้ เซเลบริตี้ บล็อกเกอร์ ควบคู่ไปกับไมโครอินฟลูเอนเซอร์ด้วย

ส่องเหตุผลที่แบรนด์ เริ่มให้น้ำหนัก

Micro Influencer มากกว่า Celebrity

ทั้งนี้ สุวิตา จรัญวงศ์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เทลสกอร์ จำกัด ให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้ อินฟลูเอนเซอร์ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  • Macro Influencer หรือ Celebrity คนดังที่มีคนติดตามในออนไลน์จำนวนหลายแสนขึ้นไป
  • Medium Influencer  คือ มีฐานคนติดตามตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน
  • Micro Influencer คือ คนที่มีคนติดตามไม่เกิน 10,000 คน

สุวิตา จรัญวงศ์

Micro  Influencer ทำไมวันนี้ถึงทรงพลัง ?

ข้อแรก คือ ผู้บริโภคไม่ได้เชื่อสิ่งที่คนดังๆ พูดอีกต่อไป แต่รู้สึกว่า สิ่งที่ Micro Influencer  พูด เหมือนเพื่อนคุยกับเพื่อน ซึ่ง Micro Influencer แต่ละรายก็จะมีวิธีการสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจ และทำแตกต่างกันออกไป

ถัดมาคือ เวลาที่ Micro Influencer  โพสท์อะไรใน FACEBOOK ก็ตาม คนที่เป็นเพื่อนหรือติดตามอยู่มีโอกาสที่จะเห็นโพสท์เหล่านั้น ได้มากกว่าที่ คนดังโพสท์ หรือพูดง่ายๆ คือ มี Micro  Influencer มี Organic Reach ที่สูงกว่านั้นเอง

  • มีคนติดตามไม่ถึง 1,000 คน Organic Reach 9%
  • มีคนติดตาม 1,000 – 10,000 คน Organic Reach8 %
  • มีคนติดตาม 10,000 – 50,000 คน Organic Reach9 %
  • มีคนติดตาม 50,000 – 100,000 คน Organic Reach1 %
  • มีคนติดตาม 100,000 – 500,000 คน Organic Reach 7 %
  • มีคนติดตาม 500,000 – 1,000,000 คน Organic Reach4 %
  • มีคนติดตาม 1,000,000 คนขึ้นไป Organic Reach1 %

เมื่อไรที่แบรนด์ลงทุนไปกับ อินฟลูเอนเซอร์ ที่มีคนติดตามเยอะ ก็หมาย ความว่าแบรนด์ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อโปรโมทโพสท์นั้นๆ เพื่อให้คนเห็นมากขึ้น ใน

ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ที่คนติดตามน้อยๆ ไม่ต้องโปรโมทโอกาสที่คนจะเห็นก็มีมาก หรือจ่ายเงินโปรโมทเพียงนิดเดียว ก็ได้คนเห็นมากขึ้นไปอีก ซึ่งหากมองในแง่ของการซื้อโฆษณาเพื่อกระจายข่าวก็ถือว่าคุ้มเกินคุ้ม

รวมถึงเรื่องของการฉ้อโกง (AD FRAUD) ทุกวันนี้ การทำโฆษณาผ่านออนไลน์ มีการทำวิจัยพบว่า ทุก 3  เหรียญสหรัฐ จะพบว่า 1 เหรียญจะถูกซอฟท์แวร์ที่แฝงมากับออนไลน์ อาทิ Behavioral Anomalies, Bots, Click Flood, Device Farms, Install Hijacking ฯลฯ โกงไป ดังนั้นรายงานที่สวยหรู จริงๆ แบรนด์อาจไม่รู้เลยว่า โฆษณานั้นๆ เข้าถึงกลุ่มคนจริงแค่ไหนกันแน่ ดังนั้นจึงดีกว่าหรือเปล่า ถ้าเราเปลี่ยนมาใช้คนที่มีตัวตนจริงๆ มาช่วยในการทำตลาดสร้างแบรนด์ในแบบที่จับต้องได้มากกว่า

วันนี้ Micro  Influencer เป็นทั้งคนทำคอนเทนต์เอง มีช่องทางมีเดียออนไลน์ของตัวเอง ถ้าแบรนด์ลงทุนไปกับ Micro  Influencer พร้อมๆกันหลายสิบ หลายร้อยเจ้า ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดได้อย่างแน่นอน

สรุปแล้ว ต้นทุนโฆษณา คนดัง แพงกว่า ไมโคร อินฟลูเอนเซอร์ ดังนั้นถ้ามองในแง่ของแบรนด์ คนทำการตลาด การใช้เม็ดเงินไปกับ Micro  Influencer มีความคุ้มค่าแน่นอน

เมื่อไรที่ แบรนด์ควรใช้

Macro  – Micro Influencer

จริงๆ แล้ว Celebrity หรือ Macro Influencer ก็ยังสำคัญ แต่ถ้าจะใช้แบรนด์ก็ต้องเข้าใจจุดแข็งของแต่ละ Influencer

“Micro  Influencer จะทำหน้าที่ Exercise Brand หรือ Product คือให้ ข้อมูลว่า ซื้อที่ไหน กินยังไง รสชาติเป็นอย่างไร”

แต่ถ้าเป็น Celebrity หรือ Influencer ที่มีชื่อเสียงมากๆ กลุ่มนี้ต้องยอมรับว่า เขาช่วยสร้างการรับรู้ได้ดี ดังนั้นเขาจึงเหมือนทำหน้าที่มาบอกว่า มีสินค้า บริการแบบนี้อยู่ด้วย และพูดถึงจุดเด่นขึ้นมาเพียงเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ไม่ได้ลงลึกเหมือนพวก Micro  Influencer

“คนดัง จะช่วยสร้างการรับรู้ และ Influencer รายเล็กๆ จะช่วยโน้มน้าวให้คนอยากติดตาม อยากทดลองซื้อใช้ บทบาทของสองกลุ่มนี้ต่างกันค่อนข้างชัดเจน”

ทั้งนี้ปัจจุบัน เทลสกอร์  มีกลุ่ม Micro  Influencer ที่พร้อมเป็นเครื่องมือในการทำตลาดให้กับแบรนด์ต่างๆ อยู่ราว 20,000 ราย แบ่งออกได้เป็น 12 กลุ่มหลักๆ

  1. Food, Drinks, Restaurants
  2. Social Trends, Happening, News
  3. Women, Beauty, Fashion
  4. Travel
  5. Health, Sports, Parenting
  6. Entertainment, Movies, TV, Celebs
  7. Tech, Gadgets, Games, Men
  8. Cars, Motorsports
  9. Investment, Real Estale
  10. Design, Art, Decor, Music
  11. Lifestyle, Hobby, Cooking, Pets, DIY
  12. Guru

“แบรนด์ส่วนใหญ่จะชอบ Influencer ที่มีคนติดตามอยู่ที่ไม่เกิน 10,000 ราย แต่ปีหน้าทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปตัวเลขอาจไม่หยุดอยู่ที่ 50,000 รายก็ได้ ซึ่งการทำการตลาดแบบนี้เปลี่ยนแปลงเร็วและไว ต้องติดตามให้ทัน”

สำหรับ กลุ่มธุรกิจที่หันมาใช้ Micro  Influencer มากขึ้นนั่น “สุวิตา” ตอบว่า ตอนนี้ที่มาเป็นอันดับหนึ่งเลยคือ กลุ่ม Telco ซึ่งร่วมถึงธุรกิจโอเปเรเตอร์, มือถือ, แกดเจ็ท ฯลฯ

ที่น่าสนใจคือ ตอนนี้เริ่มเห็นกลุ่มธุรกิจที่ลองทำการตลาดอย่างอื่นแล้วไม่ค่อยได้ผล ก็จะหันมาให้ Micro  Influencer ช่วย อย่าง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ หรือกลุ่มการเงิน ซึ่งสินค้าประเภทนี้ที่ยังต้องการให้คนมาช่วยอธิบาย เพราะไปทำป้ายโฆษณาแบบทั่วไป ผู้บริโภคไม่เข้าใจสินค้าอย่างลึกซึ้ง แต่ถ้าได้คนมาช่วยบอก ช่วยขยี้ให้เห็นภาพถึงจะเข้าใจมากขึ้น

ติดตามข่าวธุรกิจการตลาด และกลยุทธ์การตลาด ได้ทางนิตยสารเอสเอ็ม (SM Magazine) และ www.smmagonline.com

Share.