“ไปกันมั้ย” ไมโคร อินฟลูเอนเซอร์สายเที่ยว ย้ำความเชื่อ อย่าตามใคร อย่าหยุดพัฒนา เดี๋ยวดังเอง

0

smmagonline –   เสน่ห์ของ ไมโคร อินฟลูเอนเซอร์ อยู่ตรงไหนจึงทำให้คนรุ่นใหม่ต้องมนต์ เชื่อ และกลายเป็นเครื่องมือการตลาดสร้างแบรนด์ ที่ธุรกิจ และองค์กรใหญ่ๆ ยังต้องพึ่งพาอาศัย ลองไปฟังแนวคิด ไมโคร อินฟลูเอนเซอร์ สายท่องเที่ยวอย่างเพจ “ไปกันมั้ย” กันดู

“ไปกันมั้ย”

อย่าตามใคร และ อย่าหยุดพัฒนา

กว่าที่ เพจ ไปกันมั้ย (Paigunmai) จะกลายเป็นที่รู้จัก มีคนติดตามกว่า 6,000 ราย อย่างทุกวันนี้ พัทธนันท์ สัณห์ธฤติโชค ผู้ปั้นเพจนี้มากับมือ ยอมรับว่า ลองผิด ลองถูกมาเยอะ เพราะกว่าจะจับจุดทำคอนเทนต์ ทำเพจให้โดนใจคนอ่าน ก็ต้องเรียนรู้ ปรับเปลี่ยน จนถึงวันนี้แม้จะทำเพจมาได้เกือบปี ก็ยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไปพร้อมๆกับใส่ใจลูกเพจ ดูแลทุกคอมเมนต์ เพราะการสื่อสารกับลูกเพจ คือ หัวใจของการสร้างความผูกพันระหว่างกันและกัน

ทุกอย่างเกิดจากความชอบ

และอยากแชร์ประสบการณ์

ส่วนตัวชอบท่องเที่ยวเดินทาง ประกอบกับแฟนเป็นช่างภาพ ทำให้มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ พัทธนันท์ จึงเกิดไอเดียอยากทำเพจท่องเที่ยวขึ้นมา เพื่อแชร์ประสบการณ์ มุมมองในการท่องเที่ยวในมุมต่างๆ

“ทุกวันนี้ยังทำงานประจำอยู่ เวลาที่จะได้เที่ยวก็คือช่วงเสาร์ อาทิตย์ ซึ่งเราก็นำโจทย์ที่เจอตรงนี้มาเป็นต้นเรื่องในการทำเพจว่า ถ้าคนทำงานอยากไปเที่ยว อยากไปเที่ยวแบบไหน ที่ไหน  หรือถ้าไปในที่ที่คนไปเยอะๆ พอจะมีแง่มุมไหนที่ยังมีความสดใหม่ น่าสนใจอยู่บ้าง”

คอนเทนต์ในเพจ ส่วนใหญ่เน้นไปที่สถานที่ท่องเที่ยวที่ใกล้กทม. แต่ไปยังที่ใหม่ๆ ที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก อย่างที่ นครนายก มีน้ำตกดังๆ เยอะมาก แต่เราไม่ได้หยุดที่น้ำตกที่เห็น เราเข้าไปลึกกว่านั้นเพื่อสัมผัสธรรมชาติที่ซ่อนอยู่

“การทำคอนเทนต์ที่ตรงกับใจคนทำงานแต่ชอบเที่ยวแบบนี้ ทำให้ทุกวันนี้เรามีลูกเพจที่เป็นแฟนพันธ์แท้อยู่ในวัย 20  ปลาย ถึง 35 ปี เป็นกลุ่มคนที่ทำงานจริงๆ ซึ่งตรงกับเป้าหมายของเราในตอนแรก”

ทำคอนเทนต์ไม่ยาก

แต่ทำให้โดนใจไม่ง่าย

ช่วงแรกๆ ที่ทำ เพจขึ้นมา ก็มีท้อบ้าง เพราะทำไปแล้วทุกอย่างนิ่ง มีคนเข้ามาดู หรือกดถูกใจค่อนข้างน้อย จึงหันกลับมามองว่า สิ่งที่ทำอยู่ ติดปัญหาตรงไหน ไม่มีความน่าสนใจหรือเปล่า คนถึงไม่ดู ไม่แชร์ ก็ค่อยๆ ลองปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ค่อยๆ หาแนวทางในแบบของเรา

“คอนเทนต์ในช่วงที่เริ่มทำจะเน้นใช้ภาพเป็นตัวเล่าเรื่อง ถ่ายมาเท่าไรก็ใส่ไปหมด ต่อมาก็เริ่มเลือกภาพ จัดองค์ประกอบ หรือถ้าไปสถานที่ท่องเที่ยวที่คนนิยมไป เราก็จะหามุมถ่ายภาพใหม่ เพื่อให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่ง ถัดมาก็ลองเขียนใส่คำบรรยายเข้าไป จากเขียนเยอะๆ ก็เปลี่ยนมาเขียนสั้นๆ เพราะคนไม่ขอบอ่านอะไรเยอะ ใช้ภาษาแบบคำพูดที่เป็นกันเอง จนได้สไตล์ในแบบเราที่คนอ่านเริ่มชอบ เริ่มแชร์ แต่ก็คงไม่ใช่สูตรสำเร็จ เพราะวันนี้ก็ยังคงต้องปรับไปเรื่อยๆ เพื่อตรงใจคนอ่าน”

“สาเหตุที่ภาพถ่ายส่วนใหญ่จะมีคน เพราะเราได้ไอเดียมาจากการสังเกตพฤติกรรมของคนยุคนี้จะชอบถ่ายภาพเซลฟี่ เราก็เลยใช้ตัวเองเป็นแบบในการถ่ายภาพ พยายามถ่ายทอดมุมมองการถ่ายรูปใหม่ๆ ซึ่งพอลองทำแล้ว ก็พบว่าคนให้ความสนใจมากขึ้น ก็ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง”

ทั้งนี้ พัทธนันท์ ย้ำว่า ความถี่ในการโพสท์ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ เพราะถ้าทิ้งห่างไปเลย ลูกเพจก็จะหายไปเรื่อยๆ ซึ่งทุกวันนี้ เพจ ไปกันมั้ย จะโพสท์ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเฉลี่ยวันเว้นวัน แต่จะมีเรื่องใหญ่ๆ ที่น่าสนใจสัปดาห์ละ 1 เรื่อง ที่สำคัญถ้าลูกเพจทักทาย หรือสอบถามเข้ามา ต้องตอบ ต้องพูดคุย เพราะนี้คือช่องทางสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ทำให้ลูกเพจรู้สึกว่าเราคือเพื่อนที่พร้อมพูดคุยปรึกษาได้

ปัจจุบันนอกจากทำเพจไปกันมั้ย แล้ว พัทธนันท์ เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ก็มีเขียนเรื่องท่องเที่ยวลงใน blog.chillpainai. ด้วย รวมถึงอีกหลายที่อย่าง Readme.me, Pantip, Instagram ฯลฯ เพื่อให้เข้าถึงคนมากขึ้น เมื่อมีคนเห็นเรื่องราวของเราขึ้นเท่าไร โอกาสที่เขาจะมาสนใจติดตามเราก็มีมากขึ้นนั้นเอง

ติดตามข่าวธุรกิจการตลาด และกลยุทธ์การตลาด ได้ทางนิตยสารเอสเอ็ม (SM Magazine) และ www.smmagonline.com

Share.