จอย แอนด์ คอยน์ เติมเต็มแพลตฟอร์ม มุ่งสร้าง Business Ecosystem สู่ความยั่งยืน

0

smmagonline – จอยแอนด์คอยน์ ถือเป็นหนึ่งในบริษัทขายตรงที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ปีนี้ยังคงเดินหน้าเติมเต็มแพลตฟอร์มให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งสร้าง Business Ecocystem ให้พัฒนาไปสู่ความยั่งยืน เตรียมความพร้อมเติบโตแบบก้าวกระโดดในยามที่เศรษฐกิจทรงตัว

จากแนวคิด PEST (P – Political, E – Economics, S – Social และ T – Technology) ซึ่งเป็นเครื่องมือวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมภายนอกทางการตลาดระดับมหภาคที่ใช้กันทั่วไป เพราะไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรในโลก ล้วนหลีกเลี่ยงที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเล่านี้ไม่ได้

แต่ในช่วงหลังแนวคิดหรือทฤษฎีนี้ ถูกปรับเพิ่มเป็น PESTEL หรือการเพิ่มการวิเคราะห์ในส่วนของ E – Environment และ L – Legal ซึ่งเคยถูกมองว่าไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจ เพราะแท้จริงแล้วทั้งสองปัจจัยนี้ได้เพิ่มบทบาทกลายเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะโลกหลังยุคเศรษฐกิจไร้พรมแดน ที่หลายประเทศนิยมใช้ประเด็นเรื่องของกฎหมายท้องถิ่น และสิ่งแวดล้อมมาเป็นเกราะกำบังอย่างดีให้กับธุรกิจในประเทศของตน

ทฤษฎีนี้อาจจะดูยิ่งใหญ่จนไม่รู้ว่าจะมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเครือข่ายขายตรงอย่างไร แต่นั่นไม่ใช่ในมุมมองของ บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (J&C) ที่เชื่อว่า

หากธุรกิจได้รับการวิเคราะห์อย่างละเอียดครบถ้วนรอบด้าน โดยเฉพาะถ้ามีทฤษฎีอย่าง PESTEL มารองรับด้วยแล้ว จะเป็นการสร้างฐานที่มั่นคงให้กับธุรกิจ ซึ่งแม้จะไม่ช่วยทำให้ธุรกิจหวือหวาตลอดเวลา แต่ในยามที่เศรษฐกิจทรงตัวหรือไม่มีการเติบโต ทฤษฎีนี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับธุรกิจได้อย่างดีจากการมองถึงผลกระทบต่อธุรกิจอย่างรอบด้านเรียกว่าเป็นการอุดจุดอ่อนและปิดช่องว่างระหว่างรอเศรษฐกิจฟื้นไปได้ในตัวได้ดีอีกด้วย

แต่เมื่อไรที่ธุรกิจฟื้นตัวเต็มที่ บริษัทที่วางรากฐานไว้ดีย่อมได้เปรียบและมีโอกาสของการก้าวกระโดดที่สูงกว่า โดยเฉพาะต่อคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน

ทั้งนี้ แม้จะดูเหมือนว่า PESTEL เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยเศรษฐกิจระดับมหภาค แต่อย่างไรก็ต้องไม่ลืมว่า ธุรกิจในภาพรวมจะเข้มแข็งได้ธุรกิจขายตรง ซึ่งเป็นธุรกิจที่เปิดโอกาสให้คนเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยตัวเองได้ง่ายที่สุดจากหน่วยที่ย่อยที่สุดในสังคมจากการเริ่มต้นธุรกิจได้ด้วยบุคคลเพียงคนเดียวที่ต่อเชื่อมเข้ากับเครือข่ายขนาดใหญ่ ย่อมมีบทบาทในการสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจใหญ่ ไม่ต่างจากคนหรือครอบครัวที่ถือเป็นหน่วยย่อยที่สุดในสังคมนั่นเอง

เพียงแต่จะว่าไปแล้ว โดยทั่วไปคนไทยอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับภาพธุรกิจขายตรงในไทยหรือที่ไหนๆ ในโลก ที่จะหยิบยกเรื่องแบบนี้มาพูดคุยกัน และน้อยนักที่จะเห็นว่าบริษัทใดออกมาประกาศเดินหน้าสร้างฐานธุรกิจภายใต้แนวคิด PESTEL

ฉะนั้นถ้าจะพูดว่า จอย แอนด์ คอยน์ เป็นรายที่พยายามสร้าง Ecosystem ของบริษัทให้มั่นคงด้วยทฤษฎีนี้ก็ไม่ผิดเลย

“จะเห็นว่า จอย แอนด์ คอยน์ เราไม่ได้มุ่งมั่นกับการทำยอดขายที่หวือหวา แต่สิ่งที่เราเน้นมาตลอดทุกปี คือสร้างและพัฒนาพื้นฐานธุรกิจ โดยเฉพาะในส่วนของดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เรามีให้แข็งแกร่งและครบถ้วนยิ่งขึ้น ภายใต้ Ecosystem ที่เรามีเพื่อให้เป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์ทั้งเจ้าของธุรกิจในเครือข่าย ลูกค้า รวมถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างแท้จริง”

ดร.สมชาย หัชลีฬหา

นี่คือสิ่งที่ ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (J&C) ย้ำอยู่เสมอ และเป็นเหตุผลว่า เหตุใดธุรกิจของบริษัทฯ จึงต้องติดตามและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน โดยนำเอาทฤษฎี PESTEL มาวิเคราะห์เพราะนั่นคือแนวคิดที่เชื่อว่าจะทำให้บริษัทปรับตัวได้อย่างทันท่วงทีและเหมาะสมกับทุกสถานการณ์

อีกทั้งในยุคนี้ ยุคที่ธุรกิจขายตรงเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสร้างโอกาสของเหล่าสตาร์ทอัพหน้าใหม่ด้วยแล้ว หากไม่มีการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เหมาะสมกับยุคสมัย หรือมีแพลตฟอร์มที่รองรับผู้ประกอบการทั้งเก่าและใหม่ให้ได้ในทุกๆ ด้าน

ไม่เพียงแต่บริษัทจะไม่สามารถจูงใจนักธุรกิจเดิมให้อยู่และเติบโตไปกับบริษัทได้เท่านั้น แต่บริษัทก็ย่อมจะไม่เป็นที่ดึงดูดใจให้นักธุรกิจรุ่นใหม่สนใจเข้ามาต่อยอดการเติบโตของบริษัทได้อีกด้วย

“ส่วนนี้ก็เป็นเหตุผลที่จะเห็นว่า จอย แอนด์ คอยน์ เรามีการวางโครงสร้างในการพัฒนาแพลตฟอร์ม และค่อยๆ ทรานส์ฟอร์มตัวเองสู่การเป็นดิจิทัลโพรไวเดอร์ในทุกๆ รูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งเรื่องขององค์ความรู้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการค้าการขายหรือการทำธุรกิจเท่านั้น เพราะเราไม่ได้มองตลาดอย่างที่คนอื่นมอง เรามองไปที่โอกาสในอนาคต ทำอย่างไรให้เกิดการทำธุรกิจได้อย่างยั่งยืนโดยแท้จริง” ดร.สมชาย กล่าวพร้อมกับอธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า

การเผชิญการเปลี่ยนแปลง และการปรับเปลี่ยนตัวเอง เป็นเรื่องที่ไม่ว่าธุรกิจไหนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะฉะนั้นในส่วนของ จอย แอนด์ คอยน์ จึงมีการทรานส์ฟอร์มตัวเองมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในด้านดิจิทัล ดังที่ได้กล่าวย้ำอยู่เสมอนั่นเอง

ขณะที่ด้านกายภาพการขยายศูนย์ในแต่ละภาคก็ยังขยายสร้างเครือข่ายต่อเนื่อง เพราะไม่ว่าโลกดิจิทัลจะพัฒนาเข้าถึงผู้บริโภคได้ดีแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดสินค้าก็ยังต้องถูกส่งถึงมือผู้บริโภคในเวลาที่จำกัด และทันความต้องการ

เพราะฉะนั้นระบบของออนไลน์ทูออฟไลน์ (O2O) รวมทั้ง OMNI Chanel ที่เกิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในทุกช่องทางก็ต้องพัฒนาควบคู่กันไปให้เกิดความต่อเนื่องและไม่สะดุดด้วยเช่นกัน

แนวทางการพัฒนาเหล่านี้ ไม่ได้อิงแค่ทฤษฎีแต่ยังมาจากแนวคิดของตัว ดร.สมชาย เอง ที่จับตาสภาพเศรษฐกิจในสังคมอยู่เสมอ และพบว่านอกจากปัจจัยทางสังคมที่เปลี่ยนไปแล้ว เทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วก็ส่งผลกระทบต่อสังคมค่อนข้างมาก ทำให้แพลตฟอร์มต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นต้องปรับตัวให้สอดรับความต้องการของคนในสังคม การทำธุรกิจก็ต้องทำให้เกิดระบบใหม่ที่ล้อไปกับการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศเศรษฐกิจที่ไม่เหมือนเดิม

“จอย แอนด์ คอยน์ เราจึงเน้นมากที่จะมองไปข้างหน้าและเน้นสร้างแพลตฟอร์มขายตรงที่ต่างไปจากค้าปลีกปกติ เพราะขายตรงคือ หาคน ใช้คน และสร้างคนเพื่อให้เกิดความเป็นเจ้าของ เรามุ่งมั่นว่าจะต้องให้เกิดซัพพลายเชนที่สามารถให้สิ่งที่คนที่เข้าร่วมกับเราสามารถเอ็นเกจเมนท์ได้จริง ในรูปแบบของการแชร์ประโยชน์ร่วมกัน หรือ Sharing Economy เขาได้ เราก็ได้”

ดร.สมชาย เชื่อว่า โมเดลธุรกิจที่ช่วยให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์บนแพลตฟอร์มเดียวกันนี้ จะเป็นตัวไดร์ฟให้เกิดความยั่งยืนของธุรกิจได้อย่างแท้จริงจากประโยชน์ที่ทุกฝ่ายได้รับ

แพลตฟอร์มที่เรามีจะทำให้คนเดินเข้ามาหาเราในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของซัพพลายเชน เพราะเขาเห็นคุณค่าของธุรกิจที่จะเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มเดียวกัน ถ้าทุกคนได้ประโยชน์ก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำให้คนเดินออกไปจากแพลตฟอร์มที่เราโพรไวด์ให้และจะทำให้มีจำนวนผู้ประกอบการในเครือข่ายที่ค่อยๆ สะสมเพิ่มขึ้นและทำให้ระบบนิเวศที่เราพัฒนาแข็งแกร่งขึ้น

“เรายอมรับว่าที่ผ่านมาขายตรงเป็นธุรกิจที่มีคนเข้ามาแล้วก็ออกไป แต่ก็มั่นใจว่าแนวคิดที่เราใส่เข้าไปในการพัฒนาแพลตฟอร์มนี้จะสามารถพิสูจน์ความสำเร็จได้ด้วยตัวมันเอง เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง”

J&C Sharing Economy Platform การเชื่อมต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นแบบไร้รอยต่อ

ดร.สมชาย เล่าว่า รากฐานของ จอย แอนด์ คอยน์ เกิดขึ้นจากคน Gen X แต่ก็ไม่ได้มีแนวคิดหลักแบบคน Gen X ที่จะใช้วิธีเดินเข้าไปหาคนวัยเดียวกันหรือคน Gen Z แต่เลือกที่จะสร้างบิสซิเนส-อีโคซิสเต็มขององค์กรให้เป็นแบบคนรุ่นใหม่ เพื่อใช้เป็นแรงดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาแทนการไล่ล่า

“วิธีแบบนั้น เดิมก็ไม่ผิด แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเราปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย จอย แอนด์ คอยน์ เป็นที่รู้จักมาจากยาแผนโบราณ แต่เราไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเก่าๆ และได้ทรานส์ฟอร์มตัวเองจากการขายแบบเดิมๆ ไปสู่การทำธุรกิจแบบโมเดิร์นเทรด พร้อมกับทรานส์ฟอร์มจากคนที่ซื้อเพื่อรับประทานเอง เพียงอย่างเดียวให้เป็นผู้ประกอบการไปด้วยในตัว ซึ่งเมื่อเขาประสบความสำเร็จธุรกิจจะถูกส่งต่อไปยังรุ่นลูกโดยอัตโนมัติฐานลูกค้าที่เรามีก็จะยังคงอยู่”

นั่นหมายถึงธุรกิจที่ยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นได้ เพราะขณะเดียวกัน จอย แอนด์ คอยน์ ก็เดินหน้าสร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาทำธุรกิจร่วมกันด้วยแพลตฟอร์มด้วยระบบที่ทันสมัย ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่ทำธุรกิจง่ายขึ้นและเริ่มทำได้ทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทเชื่อว่าต้องเป็นฝ่ายเติมเต็มให้เขาก่อน ไม่ใช่เน้นตักตวงประโยชน์จากผู้ประกอบการที่จะเข้ามาในเครือข่าย

ณ วันนี้ การพัฒนาธุรกิจของ จอย แอนด์ คอยน์ นั้น จึงประกอบด้วยการพัฒนาเครื่องมือการตลาดที่สำคัญเพื่อนักธุรกิจในระดับที่เรียกได้ว่าเป็น Total Digital Solution ที่เป็น Platform for All อย่างแท้จริงอีกทั้งยังเป็นตัวแสดงบทบาทผู้นำของ จอย แอนด์ คอยน์ ในฐานบริษัทขายตรงแรกที่ทรานส์ฟอร์มตัวเองสู่ความเป็นองค์กรดิจิทัลอีกด้วย เช่น การเป็นเจ้าแรกในธุรกิจขายตรงที่มีการพัฒนา E-wallet มีการสร้างPayment Gateway ของตัวเองรองรับทุกรูปแบบ การชำระค่าสินค้าผ่านระบบดิจิทัล มีการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของตัวเอง รวมทั้งมีการขยายการลงทุนร้านค้าปลีก ทั้งในรูปแบบของ JC Mall, JC iMart และ JC M-Shop อย่างต่อเนื่องในทั่วทุกภาคของประเทศไทย เป็นต้น

“เรามีระบบที่ช่วยให้ทุกคนทำงานได้ทันทีตอนนี้มีสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่เข้ามาร่วมงานกับเราด้วยจำนวนหนึ่ง ทั้งที่เป็นคนไทยและคนต่างชาติเพราะต้องการเริ่มธุรกิจใหม่ด้วยไอเดียที่พวกเขามีในซัพพลายเชนที่ จอย แอนด์ คอยน์ พัฒนาขึ้น”

ในส่วนนี้ต้องถือเป็นอีกมิติของธุรกิจขายตรงที่ไม่ปิดกั้นตัวเองและพร้อมจะเปิดรับไอเดียจากคนรุ่นใหม่ ซึ่งลงตัวกันด้วยประโยชน์ที่เกิดกับทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายหนึ่งได้แสดงไอเดียโดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ขณะที่บริษัทก็มีส่วนช่วยให้สตาร์ทอัพเหล่านี้มีเวทีหรือพื้นที่ต่อยอดสู่ความสำเร็จด้วยไอเดียที่มีและพัฒนาไอเดียสู่การใช้งานจริงในธุรกิจง่ายขึ้น

ความลงตัวของทุกฝ่าย ย่อมเป็นสิ่งยึดโยง หรือทำให้เกิด Engagement ที่เหนียวแน่นที่สุด ซึ่งนำไปสู่การร่วมกันทำธุรกิจในท้ายที่สุด

“ยุคนี้ไม่ใช่ยุคของการใช้เงื่อนไขมาเป็นอุปสรรคแต่เป็นการเปลี่ยนให้ทุกคนมองหาประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นได้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน นั่นคือเหตุผลว่า นอกจากคิดวิเคราะห์สร้างฐานธุรกิจอย่างรอบด้านแล้ว อีกแนวคิดที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้างธุรกิจให้เกิดขึ้นในรูปแบบของ Sharing Economy ให้สิ่งที่เรามีเติมเต็มเขา เปิดรับในสิ่งที่เขามีที่ช่วยเติมเต็มเรา แบบนี้ก็จะทำให้ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” ดร.สมชาย กล่าวสรุปทิ้งท้าย

สตาร์ทอัพ กับ จอย แอนด์ คอยน์ จะไปด้วยกันได้ด้วยการที่ จอย แอนด์ คอยน์

  • เป็นซัพพลายเชนที่สามารถหาวัตถุดิบของสินค้าในจำนวนมากแต่ต้นทุนต่ำได้ โดยเขาไม่ต้องลงทุนเอง
  • มีระบบขนส่ง การกระจายสินค้าที่เป็นระบบ
  • มีช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลาย
  • มีเทคโนโลยีที่จะช่วยตอบโจทย์ด้านบริการ เช่น ระบบชำระเงิน ระบบจัดการหลังบ้าน
  • นอกจากนี้ ยังทำระบบมัลติแชนแนล ไม่ว่าจะเป็นระบบชำระเงิน โลจิสติกส์ หรือ แม้แต่ออมนิแชนแนลก็เป็นแบบมัลติครบวงจร

ติดตามข่าวธุรกิจการและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com 

Share.