J&C สร้างระบบค้าปลีกดิจิทัลครบวงจร ปั้น “AI” ช่วยนักธุรกิจ

SMmagonline – อีกขั้นของการพัฒนาเอไอเพื่อธุรกิจ ไม่ใช่ให้เป็นแค่ผู้ช่วยหรือตัวเก็บข้อมูล แต่เป็นเหมือนคนที่อยู่เคียงข้างตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันที่ประสบความสำเร็จ ที่จะทำให้คนๆ หนึ่ง เริ่มตั้งแต่รู้จักความชอบพฤติกรรม ศักยภาพของตัวเอง และเป้าหมาย ก่อนจะนำทางไปสู่ความสำเร็จนั้นในที่สุด เป็นการพัฒนาเอไอจากบริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น หรือ J&C ที่จะสร้างปรากฏการณ์เพื่อการใช้งานให้เกิดผลทางธุรกิจนับจากนาทีนี้ จอย แอนด์ คอยน์ นิยามตนเองว่าเป็นธุรกิจขายตรงโมเดิร์นเทรด โดยเน้นช่องทางการจำหน่ายหลากหลายเพื่อให้เข้าถึงความเป็น “ขายตรงสะดวกซื้อ” ตามสโลแกนที่บริษัทเลือกใช้ และไม่เคยหยุดตัวเองอยู่เพียงแค่นั้น เพราะ ณ วันนี้ หากจะถาม ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ J&C ถึงธุรกิจหลักภายใต้นิยามดังกล่าว ก็จะพบองค์ประกอบในระบบ Business Ecosystem ของบริษัทที่เริ่มมีตั้งแต่การดูแลผู้บริโภคไปจนถึงการเป็นเจ้าของธุรกิจอยู่อย่างครบถ้วน มองจากภายใน เหมือนการสร้างธุรกิจระบบปิดที่มีความพร้อมในตัวเองโดยสมบูรณ์ แต่ขณะเดียวกันก็เปิดช่องทางสร้างโอกาสที่พร้อมจะปลั๊กอินกับธุรกิจภายนอก ต่อเชื่อม และต่อยอดการเติบโตได้ด้วย Digital Ecosystem ที่ถูกพัฒนามาอย่างเป็นระบบ “ธุรกิจหลักของเรามีค้าปลีก (Retail) เป็นตัวนำ ซึ่งเป็นตัวคล้องมาสู่ธุรกิจขายตรง ที่มีบันไดสูงสุดคือการสร้างนักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการโดยเรามีระบบที่เริ่มต้นรองรับตั้งแต่การเป็นผู้บริโภคไปจนถึงคนที่ต้องการเป็นนักธุรกิจหรือผู้ประกอบการ” ดร.สมชาย กล่าว ดร.สมชาย เกริ่นถึงความสำคัญของระบบด้วยว่า การสร้างระบบนิเวศของธุรกิจ โดยเฉพาะการเน้นที่การพัฒนาระบบดิจิทัลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นการสร้างฐานธุรกิจเพื่อรองรับการมีส่วนร่วมระหว่างในและนอกองค์กร ที่จะช่วยทำให้บริษัทสามารถพัฒนาทั้งระบบและธุรกิจภายในองค์กร รวมถึงการขยายการเติบโตของธุรกิจและพันธมิตรที่จะเข้ามาในอนาคตได้อย่างราบรื่น เรียกว่า ณ วันนี้ จากการพัฒนาองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ จอย แอนด์ คอยน์ มีความโดดเด่นตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นดาวเด่นของบริษัทอย่าง โหย่งเหิง ไปจนถึงระบบค้าปลีกของตัวเอง…

Watchai-Wilailak-Samart-Corporation-smmagonline

“สามารถ” รับปันผล พร้อมขายหุ้นบริษัทย่อย “วันทูวัน” รวมมูลค่า 620 ล้านบาท

SMmagonline – บมจ. สามารถคอร์ปอเรชั่น ระบุว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 ได้มีมติอนุมัติให้จำหน่ายหุ้นสามัญของ บมจ. วันทูวัน คอนแทคส์ (บริษัทย่อย) ให้กับ บุญเอื้อ จิตรถนอมนายสุทธิพจน์ อริยสุทธิวงศ์ และ ณัฐพงศ์ ศีตวรรัตน์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 193,700,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 69.18 ของทุนจดทะเบียน มูลค่าหุ้นละ 2.40 บาท คิดเป็นจำนวนเงิน 464.88 ล้านบาท โดยจะทำการซื้อขายกันในวันที่ 9 ธันวาคม 2563 พร้อมทั้งบริษัทฯ จะได้รับเงินปันผลระหว่างกาลจาก บมจ. วันทูวัน คอนแทคส์ หุ้นละ 0.80 บาทต่อหุ้น คิดเป็นจำนวนเงิน 154.96 ล้านบาท โดยกำหนดสิทธิ์ในการรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ซึ่งจะทำให้ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น รับเงินรวมมูลค่า 619.84 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2563 นี้ วัฒน์ชัย  วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. สามารถคอร์ปอเรชั่น กล่าวถึงที่มาในการขายหุ้นบริษัทย่อยครั้งนี้ว่า กลุ่มบริษัทสามารถมีเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจบนพื้นฐานของความชำนาญและโอกาสการเติบโตในระยะยาว โดยธุรกิจที่มุ่งเน้น (Core Business) ประกอบด้วยธุรกิจด้าน Digital ICT Solutions & Services และธุรกิจด้าน…

interlink 01

SBAC คว้าแชมป์ Cabling Contest 2020

SMmaognline – โครงการแข่งขัน “สุดยอดฝีมือสายสัญญาณ ปี 8 (Cabling Contest 2020)” จัดโดย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้แชมป์คนใหม่จาก SABC เพื่อยกระดับการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานด้านสายสัญญาณ (Networks Cabling) ของเยาวชนไทยและเป็นการต่อยอดทักษะและความรู้ในเวทีระดับโลก พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษา ทั้งในระดับปริญญาตรี และระดับอาชีวะศึกษาทั่วประเทศได้เรียนรู้เทคโนโลยีสายสัญญาณที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน ผ่านกิจกรรมการอบรมและแข่งขัน โดยคัดเลือกตัวแทนจากทุกภาค เพื่อเข้าไปแข่งขันรอบสุดท้าย ชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน พร้อมเงินรางวัล และมีโอกาสเป็นตัวแทนของประเทศไทยในเวทีทักษะฝีมือแรงงานระดับโลก World Skills ASEAN โดยงานนี้ได้รับเกียรติจาก อำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สุรัตน์ ปาละนันทน์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือ สมบัติ  อนันตรัมพรประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมแสดงความยินดี เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 ณ ชลพฤกษ์ รีสอร์ท จังหวัดนครนายก สำหรับผลการแข่งขันผู้ชนะเลิศได้แก่ เจนจิรา แก้วงาม นักศึกษาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพร้อมเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท พร้อมเป็นตัวแทนของประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Asean Skills และ World Skills รางวัลรางชนะเลิศอันดับ 1…

J&C สร้างระบบค้าปลีกดิจิทัลครบวงจร ปั้น “AI” ช่วยนักธุรกิจ

SMmagonline – อีกขั้นของการพัฒนาเอไอเพื่อธุรกิจ ไม่ใช่ให้เป็นแค่ผู้ช่วยหรือตัวเก็บข้อมูล แต่เป็นเหมือนคนที่อยู่เคียงข้างตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันที่ประสบความสำเร็จ ที่จะทำให้คนๆ หนึ่ง เริ่มตั้งแต่รู้จักความชอบพฤติกรรม ศักยภาพของตัวเอง และเป้าหมาย ก่อนจะนำทางไปสู่ความสำเร็จนั้นในที่สุด เป็นการพัฒนาเอไอจากบริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น หรือ J&C ที่จะสร้างปรากฏการณ์เพื่อการใช้งานให้เกิดผลทางธุรกิจนับจากนาทีนี้ จอย แอนด์ คอยน์ นิยามตนเองว่าเป็นธุรกิจขายตรงโมเดิร์นเทรด โดยเน้นช่องทางการจำหน่ายหลากหลายเพื่อให้เข้าถึงความเป็น “ขายตรงสะดวกซื้อ” ตามสโลแกนที่บริษัทเลือกใช้ และไม่เคยหยุดตัวเองอยู่เพียงแค่นั้น เพราะ ณ วันนี้ หากจะถาม ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ J&C ถึงธุรกิจหลักภายใต้นิยามดังกล่าว ก็จะพบองค์ประกอบในระบบ Business Ecosystem ของบริษัทที่เริ่มมีตั้งแต่การดูแลผู้บริโภคไปจนถึงการเป็นเจ้าของธุรกิจอยู่อย่างครบถ้วน มองจากภายใน เหมือนการสร้างธุรกิจระบบปิดที่มีความพร้อมในตัวเองโดยสมบูรณ์ แต่ขณะเดียวกันก็เปิดช่องทางสร้างโอกาสที่พร้อมจะปลั๊กอินกับธุรกิจภายนอก ต่อเชื่อม และต่อยอดการเติบโตได้ด้วย Digital Ecosystem ที่ถูกพัฒนามาอย่างเป็นระบบ “ธุรกิจหลักของเรามีค้าปลีก (Retail) เป็นตัวนำ ซึ่งเป็นตัวคล้องมาสู่ธุรกิจขายตรง ที่มีบันไดสูงสุดคือการสร้างนักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการโดยเรามีระบบที่เริ่มต้นรองรับตั้งแต่การเป็นผู้บริโภคไปจนถึงคนที่ต้องการเป็นนักธุรกิจหรือผู้ประกอบการ” ดร.สมชาย กล่าว ดร.สมชาย เกริ่นถึงความสำคัญของระบบด้วยว่า การสร้างระบบนิเวศของธุรกิจ โดยเฉพาะการเน้นที่การพัฒนาระบบดิจิทัลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นการสร้างฐานธุรกิจเพื่อรองรับการมีส่วนร่วมระหว่างในและนอกองค์กร ที่จะช่วยทำให้บริษัทสามารถพัฒนาทั้งระบบและธุรกิจภายในองค์กร รวมถึงการขยายการเติบโตของธุรกิจและพันธมิตรที่จะเข้ามาในอนาคตได้อย่างราบรื่น เรียกว่า ณ วันนี้ จากการพัฒนาองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ จอย แอนด์ คอยน์ มีความโดดเด่นตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นดาวเด่นของบริษัทอย่าง โหย่งเหิง ไปจนถึงระบบค้าปลีกของตัวเอง…

Khun Pairote

กรุงศรี มุ่งสู่การเป็นสถาบันการเงินที่ทรงพลังในอาเซียน

SMmagonline– กรุงศรี มุ่งสู่การเป็นสถาบันการเงินที่ทรงพลังในอาเซียนยกระดับบริการโอนเงินระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิ้ง และนวัตกรรมในการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้ารายย่อย และเสริมความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจให้กับลูกค้าธุรกิจ ไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริการโอนเงินระหว่างประเทศนับเป็นบริการที่มีความสำคัญมากในโลกการเงินยุคปัจจุบัน กรุงศรีมุ่งมั่นที่จะเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินชั้นนำที่ลูกค้านึกถึงและเลือกใช้ทุกครั้งเมื่อต้องการทำธุรกรรมระหว่างประเทศและเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการผลักดันให้กรุงศรีก้าวสู่การเป็นสถาบันการเงินที่ทรงพลังในอาเซียนซึ่งที่ผ่านมา กรุงศรีได้พัฒนาแพลตฟอร์มและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการในการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง มีเป้าหมายในการให้บริการที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจ โดยมี Krungsri Mobile App (KMA) และ Krungsri Biz Online (KBOL) เป็นสองแพลตฟอร์มหลักในการให้บริการ” สำหรับลูกค้ารายย่อยแอปพลิเคชัน KMA จะเป็นแพลตฟอร์มหลักในการให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศ โดยในเดือนธันวาคมนี้ กรุงศรีจะเปิดให้บริการด้วยจุดเด่นที่สำคัญคือ สามารถโอนเงินได้มากกว่า 220 ปลายทางทั่วโลก รองรับ 15 สกุลเงินหลัก ด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า และอัตราแลกเปลี่ยนที่พิเศษกว่า เหมาะสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบการสั่งซื้อสินค้าและบริการออนไลน์จากต่างประเทศ การโอนเงินให้กับสมาชิกในครอบครัวที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ หรือผู้ที่มาทำงานและต้องการโอนเงินกลับประเทศ ส่วนลูกค้ารายย่อยที่ถือบัตร Krungsri Boarding Card ซึ่งเป็นบัตรเติมเงิน (Pre-paid) สามารถแลกเงินตราต่างประเทศเก็บไว้ในบัตรได้ถึง 16 สกุลเงินต่างประเทศในอัตราแลกเปลี่ยนพิเศษที่ธนาคารเสนอให้กับบัตรนี้โดยเฉพาะ  โดยลูกค้าสามารถขอสมัครใช้บริการบัตรและทำการแลกเงินต่างประเทศในอัตราแลกเปลี่ยนที่พอใจได้ด้วยตัวเองผ่าน KMA พร้อมกันนี้กรุงศรีได้เตรียมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับผู้ใช้บัตร Krungsri Boarding Card ตอบรับความต้องการในการซื้อสินค้าออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะนี้ และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง “สำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ แอปพลิเคชัน KBOLจะเป็นแพลตฟอร์มหลักในการให้บริการลูกค้าองค์กร และผู้ประกอบการ SME ซึ่งรองรับ 15 สกุลเงินหลักได้เช่นกัน โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนธุรกรรมผ่านบริการดังกล่าวเติบโตเฉลี่ยถึง 100% ยิ่งไปกว่านั้นยังมีบริการโอนเงินระหว่างประเทศแบบเรียลไทม์ระหว่างประเทศไทย และสปป.ลาว ด้วยเทคโนโลยี Krungsri Blockchain Interledger และด้วยบริการ…

Nextnormal

Survival vs. Sustainability Strategy

SMmagonline – New Normal vs. Next Normal เป็นคำศัพท์ใหม่ที่ใครๆ ก็พูดถึง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการจะเป็น New หรือ Next ก็คือ การเข้าใจว่า ‘อะไรหรือทำไม’ ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมผู้บริโภคต่างๆ ที่เห็น รวมถึง การ ‘ถอดรหัส’ ทำความเข้าใจ ในสิ่งที่มองไม่เห็น เพื่อจะได้เข้าใจถึงความต้องการ และสามารถขจัด Pain Point ของผู้บริโภค นั่นเอง จากการเปรียบเทียบทัศนคติของผู้บริโภค ต่อสิ่งสำคัญในชีวิต ระหว่างช่วง Lockdown เดือนเมษายน และเดือนกันยายน ผ่านทาง Asia Panel ของกลุ่มบริษัทอินเทจ พบว่าในช่วงนี้ ผู้คนเริ่มมองหาแนวทางการแก้ไข และ การออกกำลังกายมากขึ้น แทนการอยู่กับความกังวลใจ ในเรื่องความปลอดภัยในชีวิต (Preventive vs. Reactive) นอกจากนี้ การได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว ทำให้ได้เพิ่มความสัมพันธ์ที่ดี และเปลี่ยนทัศนคติในด้านการใช้เวลาอย่างมีคุณค่ามากขึ้น เมื่อถามผู้บริโภคถึงกิจวัตรต่างๆ ในชีวิตประจำวันสามารถแบ่งผลกระทบต่อกิจกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดังต่อไปนี้ กิจกรรมที่ทำบ่อยขึ้น การทำอาหารทานเองที่บ้าน เป็นหนึ่งในทางออกที่ผู้บริโภคหันมาทำเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย เพราะสามารถทำและเก็บไว้ได้ทานหลายมื้อ อีกทั้งยังไม่ต้องจ่ายค่าบริการ (Service Charge) เหมือนกับเวลาที่ออกไปทานนอกบ้าน การซักผ้าบ่อยขึ้น เป็นอีกพฤติกรรมที่พบได้เนื่องจากผู้บริโภคยังคงระมัดระวังเรื่องความสะอาดอย่างต่อเนื่อง และ การติดตามข่าวสารต่างๆ อย่างบ่อยขึ้น เป็นผลพวงจากการติดตามอย่างหนักหน่วงในช่วง COVID-19 จนเกิดเป็นการรณรงค์เรื่อง Social Detox บ้างก็มี กิจกรรมที่มีแนวโน้มทำบ่อยขึ้น การตื่นตัวในการหาความรู้เพิ่มเติม เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นิยมทำ เนื่องจากการว่างงาน, การ Work From…

PEOPLE

J&C สร้างระบบค้าปลีกดิจิทัลครบวงจร ปั้น “AI” ช่วยนักธุรกิจ

SMmagonline – อีกขั้นของการพัฒนาเอไอเพื่อธุรกิจ ไม่ใช่ให้เป็นแค่ผู้ช่วยหรือตัวเก็บข้อมูล แต่เป็นเหมือนคนที่อยู่เคียงข้างตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันที่ประสบความสำเร็จ ที่จะทำให้คนๆ หนึ่ง เริ่มตั้งแต่รู้จักความชอบพฤติกรรม ศักยภาพของตัวเอง และเป้าหมาย ก่อนจะนำทางไปสู่ความสำเร็จนั้นในที่สุด เป็นการพัฒนาเอไอจากบริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น หรือ J&C ที่จะสร้างปรากฏการณ์เพื่อการใช้งานให้เกิดผลทางธุรกิจนับจากนาทีนี้ จอย แอนด์ คอยน์ นิยามตนเองว่าเป็นธุรกิจขายตรงโมเดิร์นเทรด โดยเน้นช่องทางการจำหน่ายหลากหลายเพื่อให้เข้าถึงความเป็น “ขายตรงสะดวกซื้อ” ตามสโลแกนที่บริษัทเลือกใช้ และไม่เคยหยุดตัวเองอยู่เพียงแค่นั้น เพราะ ณ วันนี้ หากจะถาม ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ J&C ถึงธุรกิจหลักภายใต้นิยามดังกล่าว ก็จะพบองค์ประกอบในระบบ Business Ecosystem ของบริษัทที่เริ่มมีตั้งแต่การดูแลผู้บริโภคไปจนถึงการเป็นเจ้าของธุรกิจอยู่อย่างครบถ้วน มองจากภายใน เหมือนการสร้างธุรกิจระบบปิดที่มีความพร้อมในตัวเองโดยสมบูรณ์ แต่ขณะเดียวกันก็เปิดช่องทางสร้างโอกาสที่พร้อมจะปลั๊กอินกับธุรกิจภายนอก ต่อเชื่อม และต่อยอดการเติบโตได้ด้วย Digital Ecosystem ที่ถูกพัฒนามาอย่างเป็นระบบ “ธุรกิจหลักของเรามีค้าปลีก (Retail) เป็นตัวนำ ซึ่งเป็นตัวคล้องมาสู่ธุรกิจขายตรง ที่มีบันไดสูงสุดคือการสร้างนักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการโดยเรามีระบบที่เริ่มต้นรองรับตั้งแต่การเป็นผู้บริโภคไปจนถึงคนที่ต้องการเป็นนักธุรกิจหรือผู้ประกอบการ” ดร.สมชาย กล่าว ดร.สมชาย เกริ่นถึงความสำคัญของระบบด้วยว่า การสร้างระบบนิเวศของธุรกิจ โดยเฉพาะการเน้นที่การพัฒนาระบบดิจิทัลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นการสร้างฐานธุรกิจเพื่อรองรับการมีส่วนร่วมระหว่างในและนอกองค์กร ที่จะช่วยทำให้บริษัทสามารถพัฒนาทั้งระบบและธุรกิจภายในองค์กร รวมถึงการขยายการเติบโตของธุรกิจและพันธมิตรที่จะเข้ามาในอนาคตได้อย่างราบรื่น เรียกว่า ณ วันนี้ จากการพัฒนาองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ จอย แอนด์ คอยน์ มีความโดดเด่นตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นดาวเด่นของบริษัทอย่าง โหย่งเหิง ไปจนถึงระบบค้าปลีกของตัวเอง…

LIFESTYLE
moo-asava-smmagonline0

จากแพสชันสู่จังหวะแห่งความพอดี ของ พลพัฒน์ อัศวะประภา

SMmagonline – พลพัฒน์ อัศวะประภา หรือ หมู – อาซาว่า เจ้าของแบรนด์ ผู้ก่อตั้ง Asava Group เป็นทั้งนักธุรกิจ ดีไซเนอร์ ที่ไม่จำกัดตัวเองแค่วงการแฟชั่นแม้จะมีชื่อเสียง โดดเด่น และเกิดจากวงการนี้ เพราะความเป็นดีไซเนอร์ที่เขาชื่นชอบและค้นพบตัวเองมาตั้งแต่เป็นนักเรียน ทำให้เขาพาตัวเองก้าวไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ได้อย่างไร้ขีดจำกัด เคยประสบความสำเร็จแบบเกิดคาดคิด ได้เรียนรู้อะไรมากมาย แต่ ณ วันนี้เลือกที่พาธุรกิจให้เดินหน้าไปด้วยความพอดี  ธุรกิจแฟชั่นมักจะถูกมองว่าหวือหวาไม่ต่างจากแฟชั่น มาเร็ว มาแรง และอาจจะไปไว หากขาดบาลานซ์ที่ดี โชคดีก็อาจจะมีโอกาสได้สร้างตำนานไว้ให้วงการก่อนจากไป แต่จะทำให้ธุรกิจยั่งยืนและรักษาความสนุกไปจนถึงรักษาจิตวิญญาณของแบรนด์ไว้ได้นอกจากบาลานซ์ ยังต้องมีแพสชันเป็นตัวหล่อเลี้ยงอยู่เสมอ พลพัฒน์ อัศวะประภา หรือ หมู – อาซาว่า เจ้าของแบรนด์ ผู้ก่อตั้ง Asava Group เล่าว่า เดินมาถึงจุดนี้ได้เพราะแพสชัน ซึ่ง แพสชัน ในนิยามของเขาคือ สิ่งต่างๆ รอบตัวที่ฟูมฟัก หล่อหลอมบวกกับการสั่งสมประสบการณ์ในแต่ละช่วง จนทำให้ตกผลึกและตระหนักได้ว่า อะไรคือสิ่งที่หลงใหล รักชอบ จนกลายเป็นคุณค่าในชีวิต ซึ่งรวมแล้วก็คือจิตวิญญาณของความเป็นตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม แม้คุณค่าและตัวตนที่เกิดขึ้นจะได้มาจากการตกผลึกจากช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิต แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่คงที่ และไม่ควรยึดติด “วันนี้สังคมเปลี่ยนเร็ว เราเองก็ต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งมันก็คือความเป็นมนุษย์ที่ในชีวิตมันไม่มีอะไรซ้ำเดิม แพสชันของเราก็เคลื่อนไหวถูกปรับถูกเปลี่ยน ถูกเขย่าเพื่อให้ลงล็อกกับสังคมที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป แต่สำหรับผมนับตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มธุรกิจมันเกิดด้วยแพสชัน รวมทั้งจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ตอนแรกคิดว่าเป็นการดื้อรั้นกบฏ แต่ก็มาค้นพบทีหลังว่ามันคือแพสชัน” ปรากฏการณ์กบฏในชีวิตของพลพัฒน์ เป็นสิ่งที่เขามาสรุปทีหลังว่า มันคือความโชคดีที่ทำให้เขามีความแตกต่าง เพราะการชอบหรืออยู่ในจุดที่ไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ในสังคมในทุกๆ ช่วงชีวิตและทุกๆ สถานที่ที่เขาโตมา กลายเป็นชีวิตนอกเบ้าหลอมที่สร้างความแตกต่างที่โดดเด่นให้กับเขาในหลายๆ ด้าน “ตั้งแต่เด็กเหมือนอยู่นอกเบ้าตลอด เรียนโรงเรียนชายล้วนก็ไม่ใช่บุคลิกเรา เขาเตะฟุตบอลกันก็ไม่ทำวิชาที่ชอบและทำให้รู้ตัวว่าทำได้ดีก็กลายเป็นวิชาตัดเย็บสมัยเรียน…

ASEAN+
Thailand’s Top Corporate Brands

จุฬาฯ มอบรางวัล ASEAN and Thailand’s Top Corporate Brands 2020

SMmagonline – หลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน “ASEAN and Thailand’s Top Corporate Brands 2020” ประกาศผลงานวิจัยและมอบรางวัลให้แก่ องค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุดของประเทศไทยและในอาเซียน ประจำปี 2563  เป็นปีที่ 11 โดย ไมเนอร์ อินเตอร์ฯ คว้า Hall of Fame โดยศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในงานประกาศผลและมอบรางวัล ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563  โดยมีผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์กรเข้ารับมอบโล่รางวัลเกียรติยศอย่างพร้อมหน้า โดยมี  ศ.ดร.กุณฑลี รื่นรมย์ และ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สร้างเครื่องมือวัดมูลค่าแบรนด์องค์กร CBS Valuation (Corporate Brand Success Valuation) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554  และได้ทำงานวิจัยนี้มาอย่างต่อเนื่องเข้าปีที่ 11  เปิดเผยว่า “ปี พ.ศ. 2563 แม้จะมีสถานการณ์ไม่ปกติจากการระบาดของโควิด-19 แต่คณะผู้วิจัยยังคงทำงานวิจัยวัดมูลค่าแบรนด์องค์กรของบริษัทจดทะเบียนทั้งในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริหารระดับสูงของภาคธุรกิจให้ความสำคัญต่อการสร้างและพัฒนาแบรนด์องค์กร (Corporate Brand) เพื่อความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว  โดยเครื่องมือวัดมูลค่าแบรนด์องค์กรได้นำตัวเลขจากงบการเงินในรายงานประจำปี  ซึ่งเป็นข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เปิดเผยต่อสาธารณชนมาคำนวณโดยใช้สูตร CBS Valuation ใช้ค่าเฉลี่ยระยะเวลา 3 ปี ปัจจุบันใน…

CSR
SD Symposium 01

เอสซีจีจับมือ 180 พันธมิตร แก้วิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

SMmagonline – เอสซีจี จับมือ180 พันธมิตร ผนึกกำลังผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ร่วมระดมสมอง ชงแก้ 4 ปัญหาเร่งด่วน ภัยแล้ง ฝุ่น การจัดการขยะ และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง   1. แก้ภัยแล้ง ด้วยระบบน้ำหมุนเวียน 2. แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วยการส่งเสริมเกษตร “ปลอดการเผา 100%” และการเข้าถึงเครื่องจักรการเกษตร สร้างรายได้ที่มั่นคง 3. การจัดการขยะพลาสติกเป็นวาระแห่งชาติ 4. เสนอภาครัฐสนับสนุนวงการก่อสร้างเป็น Green and Clean Construction พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี และ ธนวงษ์ อารีรัชชกุล ประธานคณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี จับมือ 180 พันธมิตร จากทุกภาคส่วนที่มีจุดยืนเดียวกันในการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าร่วมแถลงความคืบหน้าการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ในงาน SD Symposium 2020 “Circular Economy: Actions for Sustainable Future เพื่อระดมความเห็นแก้ปัญหาให้กับประเทศ และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ความเสี่ยงขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้น จากโควิด-19 นับเป็นกลุ่มพันธมิตรเข้มแข็ง ที่เติบโตอย่างรวดเร็วจาก 45 รายในปีที่ผ่านมา เป็น 180 ราย ซึ่งปีนี้ได้ร่วมกันนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นทางออกแก้ปัญหาพื้นฐาน 4 ด้านที่เป็นพื้นฐานความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของประเทศและของโลกคือ สร้างระบบน้ำหมุนเวียน ให้พร้อมรับวิกฤตแล้งรุนแรงในปีหน้าโดยสนับสนุนให้คนไทยพึ่งพาตนเองเรียนรู้การจัดรูปที่ดินและใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการให้ความรู้การเกษตรแก่เกษตรกรและคนกลับคืนถิ่นจากพิษเศรษฐกิจโควิด-19…