FWD เปลี่ยนมุมคิด ประกันชีวิต ด้วย “Celebrate living”

SMmagonline-เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต ส่งแบรนด์แคมเปญ “Celebrate living” ดึงกลยุทธ์เด็ด Musicumentary เจาะใจผู้บริโภคไทยตอบโจทย์ New Normal มุมมองประกันชีวิต แบบ Celebrate living เดวิด โครูนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เราจะเปลี่ยนมุมมองที่ผู้คนมีต่อการประกันชีวิต ด้วยแนวทางการทำงานในแกนหลักดังนี้ ความมุ่งมั่น ทำงานอย่างเปิดเผย มีนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ทำงานเชิงรุก และใส่ใจลูกค้า โดยปีนี้มีแบรนด์แคมเปญ “Celebrate living” เป็นการสื่อสารแบรนด์ให้สอดคล้องกับตลาดของผู้บริโภคผ่านวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่าง  เพื่อต้องการเป็นแบรนด์ที่เข้าไปนั่งในใจคนไทยทั้งประเทศ ปวริศา ชุมวิกรานต์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า เราทำวิจัยทางการตลาดทั้งแบบเชิงคุณภาพและปริมาณกับกลุ่มตัวอย่าง อายุระหว่าง 25 – 50 ปีทั่วประเทศไทย ว่าในยุค New Normal นี้ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุข และมุมมองที่มีต่อประกันชีวิตเป็นอย่างไรเพื่อให้เราได้เข้าใจคนไทยในยุคนี้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ผลของการวิจัยพบว่า สิ่งที่ทำให้คนในยุคนี้มีความสุขและเดินหน้าต่อไปได้ เป็นความสุขเล็กๆ รอบตัวที่เรียกว่าMicro moments ซึ่งเป็นความสุขจากสิ่งเล็กน้อยที่ทำได้ทุกวัน โดยเสียงเพลงยังคงเป็นหนึ่งในสื่อบันเทิงที่ผู้บริโภคชอบและเข้าถึงคนได้ง่าย  ดังนั้นเราจึงได้นำเพลงมาเป็นสื่อกลางในการสื่อสารแบรนด์แคมเปญในครั้งนี้ กลยุทธ์ Musicumentary โดยการนำเสนอเรื่องราวของแบรนด์ด้วยวิธีการใหม่ ที่ยังไม่เคยมีใครทำในตลาดประกัน คือ  กลยุทธ์Musicumentary ( Music + Documentary ) มาสร้างเป็นภาพยนตร์โฆษณา มีการเชื่อมโยง Celebrate living เข้ากับMicro…

Haier 01

ไฮเออร์ เปิดโครงการ สานฝันสู่อนาคต มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์

SMmagonline – เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการประกอบอาชีพการงานในอนาคต จึงก่อให้เกิดโครงการ “สานฝันสู่อนาคต ระดับมัธยมปลาย ภายใต้มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์” โดยได้รับการสนับสนุนจาก ไฮเออร์ (Haier) แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอันดับ 1 ของโลก ได้รวมกลุ่มน้อง ๆ มัธยมปลายที่ศึกษาอยู่ใน “โรงเรียนขยายโอกาส” ทั่วกรุงเทพมหานคร ที่เปิดทำการเรียนการสอน ภายใต้การกำกับดูแลของ สพฐ. ได้มีการเปิดการเรียนการสอนเพิ่มเติมถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อ“ขยายโอกาส” ให้แก่เด็กที่จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และอยู่ในพื้นที่ของโรงเรียนได้มีโอกาสศึกษาต่อในโรงเรียนเดิม เพื่อแก้ปัญหาการขาดโอกาสในการศึกษาต่อในโรงเรียนที่เปิดการเรียนการสอนระดับมัธยมปลายอย่างเต็มรูปแบบ มร.จาง เจิ้งฮุ้ย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด มร.จาง เจิ้งฮุ้ย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ไฮเออร์ ในฐานะผู้นำระดับโลกทางด้านนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างผลิตภัณฑ์สำหรับตอบโจทย์ชีวิตอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยมีแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยึดมั่นหลักการพัฒนาเรื่อง “การให้ความสำคัญกับคุณค่าของมนุษย์ ” โดยบริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสนับสนุนเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาตัวเอง เพื่อต่อยอดไปสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้น หรืออาชีพในอนาคต ซึ่งแก่นสำคัญของการค้นหาความฝัน ไปจนถึงเป้าหมายในอนาคตของตัวเองนั้นมาจากการรู้จักค้นหาคุณค่า และความชอบของตัวเอง โดยสำหรับเด็กๆ ที่ศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาสนั้น การได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะจำเป็นต่าง ๆ รวมถึงการนำเสนอทางเลือกในชีวิตที่มากขึ้นเพื่อช่วยในการแสวงหาโอกาสที่ดีขึ้นในชีวิต จะเป็นประโยชน์ต่อเด็ก ๆ เหล่านี้อย่างมาก นอกจากนี้ บริษัทยังเล็งเห็นถึงความตั้งใจในการจัดกิจกรรมอันเป็นประโยชน์แม้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายของทุกหน่วยงานและองค์กรต้องเผชิญ จึงเป็นที่มาของการสนับสนุนโครงการสานฝันสู่อนาคต ระดับมัธยมปลาย ภายใต้มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ ให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของเยาวชนในโรงเรียนขยายโอกาสต่อไป สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ หรือ Saturday…

พีแอนด์จี ยอดขายขึ้นกว่า 800% จากแคมเปญ Shopee 5.5 Lowest Price Festival

SMmagonline – พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (Procter & Gamble, NYSE:PG) หรือ ‘พีแอนด์จี’ (P&G) ประกาศความสำเร็จโกยยอดขายใน Shopee Mall ได้มากกว่า 800% จากแคมเปญ Shopee 5.5 Lowest Price Festival พร้อมเผยสถิติใหม่มีจำนวนนักช้อปเข้ามาเยี่ยมชมร้านเพิ่มขึ้น 130% จากช่วงเวลาปกติ สะท้อนพฤติกรรมของคนไทยเปลี่ยนมาช้อปออนไลน์มากยิ่งขึ้น เดินหน้าจับมือ ช้อปปี้ ผู้นำแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ส่งแคมเปญใหม่เอาใจลูกค้าให้สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ง่ายๆ แค่เพียงปลายนิ้วจากที่บ้านหรือที่ไหนๆ ได้อย่างสบายใจ กับ “P&G x Shopee Super Brand Day – ช้อปสบาย ใช้ได้ทั้งบ้าน” ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับคนไทย มอบส่วนลดสูงสุดถึง 65% และโค้ดรับเงินคืนสูงสุด 1,000 Shopee Coins เฉพาะวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ วันเดียวเท่านั้น!!! นิธิน ดาบาริ รองประธานกรรมการอาวุโส บริษัท P&G ประเทศไทย เมียนมาร์ และลาว เปิดเผยว่า พีแอนด์จีได้ใช้กลยุทธ์ที่มุ่งเน้นสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่และมีความสร้างสรรค์ให้แก่เหล่าผู้บริโภคโดยเฉพาะ ในช่องทางออนไลน์ที่ปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้เรากลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ผลิตภัณฑ์ ทำความสะอาดภายในบ้าน ที่สามารถครองใจและตอบโจทย์ความต้องการของเหล่าผู้ใช้งาน และได้รับความนิยม มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากในช่วงแคมเปญ Shopee 5.5 Lowest Price Festival ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ ‘พีแอนด์จี’ ด้วยอัตราการเติบโตทางด้านยอดขายของร้านค้าบน…

วิกฤติโควิด-19 เปิดช่องดัน 10 สินค้าออนไลน์โตไม่มีสะดุด

SMmagonline- aCommerce เปิดเผยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจเชิงลึก ระบุ 10 หมวดธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดหลังเกิดวิกฤติการณ์โควิด-19 เนื่องด้วยข้อจำกัดและมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปจับจ่ายในร้านค้าปกติ โดยพักอยู่ที่บ้านและสั่งซื้อสินค้าจากร้านค้าและผู้ค้าปลีกเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง โดย “ชีวิตวิถีใหม่” นี้กระตุ้นให้แบรนด์สินค้าต่าง ๆ เริ่มลงทุนในตลาดออนไลน์เพื่อให้ลูกค้ามาเยือนร้านค้ามากขึ้น ซึ่งรายงาน Flash Insights ของ BrandIQ ยืนยันว่ากลุ่มบัตรกำนัลดิจิทัล (Digital Vouchers) ในเมืองไทยมีอัตราการเติบโตถึง +1,237% นับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากเพื่อเพิ่มยอดขาย โปรแกรมบัตรกำนัลยังมอบทางออกให้แก่แบรนด์สินค้าในการใช้ประโยชน์สูงสุดจากสินค้าคงคลังท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 อีกหนึ่งกระแสที่มาแรงในช่วงการแพร่ระบาดก็คือการปรุงอาหารเองที่บ้าน เนื่องจากโคโรนาไวรัสที่แพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดการหยุดชะงักของหลายสิ่ง คนไทยจำนวนมากจึงต้องทำกิจวัตรเดิม ๆ อยู่ภายในบ้าน รวมถึงการปรุงอาหารรับประทานเอง ซึ่งก่อให้เกิดอุปสงค์ต่อตู้เย็นและอุปกรณ์ทำอาหารเพิ่มมากขึ้น หมวดสินค้าของชำในตลาดออนไลน์ที่เป็นผลิตภัณฑ์นมและอาหารแช่เย็นเติบโตขึ้นถึง 2,637% สินค้าอาหารแห้งและอาหารบรรจุสำเร็จซึ่งโตขึ้น 389%  ตลอดจนสินค้าธัญพืชอาหารเช้าและผลิตภัณฑ์ทาขนมปังที่เติบโต 271% การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ไม่ได้มีสาเหตุจากผู้บริโภคซึ่งทำงานที่บ้านจำเป็นต้องรับประทานอาหารเช้าและกาแฟที่บ้านเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นเพราะพวกเขายังรู้สึกไม่ปลอดภัยในการไปร้านอาหารด้วย รายงานของปีที่ผ่านมาระบุถึงการเติบโตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของหมวดสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและเฟอร์นิเจอร์ และด้วยความที่ยังมีผู้คนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังคงทำงานที่บ้านอยู่เช่นเดิมในปีนี้ ทำให้แนวโน้มดังกล่าวยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง การแพร่ระบาดยังกระตุ้นให้เกิดความจำเป็นในการสร้างพื้นที่พักอาศัยที่สะดวกสบายและใช้ทำงานได้ในช่วงการกักตัว ซึ่งส่งผลถึงการเพิ่มอุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสุขสบายและสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง ทั้งนี้ในรายงานฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของอุปสงค์ต่อหมวดสินค้างานศิลปะและงานฝีมือสำหรับเด็ก ซึ่งหมวดนี้ยังครอบคลุมถึงกิจกรรมและผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ในขณะที่พวกเขาเรียนหนังสืออยู่ที่บ้าน BrandIQ อธิบายว่าอัตราการเติบโตของหมวดสินค้าเหล่านี้ในภาพรวม ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดในการทำกิจกรรมนอกบ้าน และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากความจำเป็นของผู้ค้าปลีกที่ต้องการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของตนเอง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือธุรกิจต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคซึ่งกระตุ้นทุกสิ่งให้เกิดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องดำเนินการแปรรูปองค์กรสู่ระบบดิจิทัลและธุรกิจแบบอีคอมเมิร์ซ “ข้อมูลและการวิเคราะห์โดยละเอียดต่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับแบรนด์ต่าง ๆ แต่การเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ทั้งในข้อมูลยอดขาย โปรโมชั่น และคำสั่งซื้อสินค้าของคู่แข่งของคุณต่างหากที่ถือเป็นตัวพลิกสถานการณ์อย่างแท้จริง” ทั้งนี้ พอล ศรีวรกุล Group CEO of aCommerce.  กล่าว “การนำเสนอข้อมูลแบบครบวงจรให้แก่แบรนด์ต่าง ๆ ถือว่ามีความสำคัญในการช่วยให้พวกเขาดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติก็ยังช่วยลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายได้อย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น…

ไทย-สิงคโปร์ แถลงข่าวร่วม เปิดตัวนวัตกรรมโอนเงินระหว่างประเทศแบบทันที (Real-time) คู่แรกของโลก

SMmagonline- ธนาคารแห่งประเทศไทย และ ธนาคารกลางสิงคโปร์ แถลงข่าวร่วมระหว่างประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์เปิดตัวนวัตกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศแบบทันที (Real-time) คู่แรกของโลก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS) ได้ร่วมกันเปิดตัวการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยของ 2 ประเทศ เป็นครั้งแรกของโลก ได้แก่ ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของประเทศไทย และระบบเพย์นาว (PayNow) ของประเทศสิงคโปร์ การเชื่อมโยงระบบในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือและการทำงานอย่างเข้มแข็งของทุกฝ่าย ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารกลางสิงคโปร์ ผู้ให้บริการระบบการชำระเงิน[1] สมาคมธนาคาร และธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการ ในระยะแรก ผู้ใช้บริการของธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ จะสามารถโอนเงินระหว่างประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ได้ในจำนวนไม่เกิน 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 25,000 บาท ต่อวัน[2] ผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ โดยใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือของผู้รับโอน และไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลอื่นเหมือนบริการโอนเงินระหว่างประเทศทั่วไป เช่น ชื่อ-นามสกุล และรายละเอียดของบัญชีผู้รับโอน บริการนี้จะช่วยให้ผู้โอนสามารถโอนเงินได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และทำได้ทุกที่ทุกเวลาเสมือนกับการโอนเงินภายในประเทศด้วยหมายเลขโทรศัพท์ผ่านพร้อมเพย์หรือเพย์นาว โดยการโอนใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที เร็วกว่าการโอนเงินระหว่างประเทศส่วนใหญ่ในปัจจุบันซึ่งใช้เวลาเฉลี่ย 1 – 2 วัน นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการได้ตกลงร่วมกันให้ค่าธรรมเนียมการโอนเงินและอัตราแลกเปลี่ยนของพร้อมเพย์ – เพย์นาว ถูกกว่าการโอนเงินในรูปแบบปัจจุบันและแข่งขันกับบริการโอนเงินระหว่างประเทศอื่นในตลาดได้ โดยผู้ใช้บริการจะเห็นค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยนก่อนตัดสินใจโอนเงิน พร้อมเพย์ – เพย์นาว ยังถือเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญภายใต้ความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน ซึ่งริเริ่มจากการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียนในปี 2562 และสอดคล้องกับแนวทางของประเทศในกลุ่ม G20 Financial Stability Board และองค์กรที่ออกมาตรฐานสากลอื่น ๆ ที่ส่งเสริมการชำระเงินระหว่างประเทศให้มีความสะดวก…

EIC ชี้ “ถุงมือยางไทย” ยังเติบโตได้ดีในตลาดโลก

SMmagonline – ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center (EIC) แนะผู้ประกอบการถุงมือยางไทยต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทางมากขึ้น เห็นโอกาสโตในตลาดโลก อานิสงส์ COVID-19 ชี้ราคาน้ำยางข้นในปีนี้มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นได้อีก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มองว่า การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ยังคงยืดเยื้อในหลายภูมิภาคทั่วโลกในปัจจุบัน จะส่งผลให้ปริมาณการใช้ถุงมือยางโลกในปีนี้ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง Malaysian Rubber Glove Manufacturers Association (MARGMA) คาดการณ์ว่า ปริมาณการใช้ถุงมือยางโลกในปี 2564 มีแนวโน้มอยู่ที่ 420,000 ล้านชิ้น ขยายตัว 17% จากปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ 360,000 ล้านชิ้น เนื่องจากในเดือนมีนาคม 2563ที่ผ่านมา COVID-19 ได้กลับมาแพร่ระบาดรุนแรงขึ้นอีกครั้งในหลายประเทศ ส่งผลให้ความต้องการใช้ถุงมือยางโลกยังมีแนวโน้มขยายตัวสูงในปีนี้ นับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการผลิตและส่งออกถุงมือยางไปยังตลาดโลก โดยในไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งปริมาณการส่งออกถุงมือยางไทยอยู่ที่ 6,494 ล้านคู่ ขยายตัว 23% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่มูลค่าการส่งออกถุงมือยางไทยอยู่ที่ 1,069 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 230% จากช่วงเดียวกันของปี2563 นับเป็นการขยายตัวอย่างโดดเด่นต่อเนื่อง นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา U.S. Customs and Border Protection (CBP) ได้ประกาศยุติการนำเข้าถุงมือยางจากทุกโรงงานของบริษัท Top Glove ซึ่งเป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่อันดับ 1 ของมาเลเซียและของโลก จากประเด็นการละเมิดสิทธิแรงงาน…

PEOPLE
Mr. Steve Walker, Chief Executive Officer, DHL Supply Chain Thailand Business Group_

ดีเอชแอล ซัพพลายเชน แต่งตั้งซีอีโอคนใหม่ดูแลกลุ่มธุรกิจประเทศไทย

SMmagonline – ดีเอชแอลซัพพลายเชน ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ชั้นนำระดับโลก ประกาศแต่งตั้ง สตีฟ วอล์กเกอร์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กลุ่มธุรกิจประเทศไทย ซึ่งมีขอบเขตครอบคลุมไทย เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมาร์ โดย สตีฟจะรับช่วงต่อจาก เควิน เบอร์เรล ซึ่งพ้นตำแหน่งในวันที่ 20 เมษายน 2564 สตีฟจะมาประจำการที่กรุงเทพฯเพื่อควบคุมดูแลการวางแผนกลยุทธ์และการพัฒนาธุรกิจใหม่ โดยรับผิดชอบการขับเคลื่อนการเติบโตในด้านการปฏิบัติงานคลังสินค้า การขนส่ง และบริการเพื่อเพิ่มมูลค่าด้านซัพพลายเชนอื่นๆ ตลอดจนการดำเนินงานเพื่อแปรรูปองค์กรสู่ระบบดิจิทัล การสร้างสรรค์นวัตกรรม และโครงการด้านความยั่งยืนในตลาดของประเทศต่าง ๆ “กลุ่มธุรกิจประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักของดีเอชแอลซัพพลายเชน และเรายินดีที่ได้ต้อนรับผู้นำที่โดดเด่นคนใหม่ซึ่งจะมาขับเคลื่อนธุรกิจของเราไปสู่ความเติบโตอีกระดับ ประสบการณ์และแนวทางการปฏิบัติงานของสตีฟจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสำเร็จทางธุรกิจที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะภายใต้สภาวะที่ท้าทายจากสภาวะการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เช่นทุกวันนี้” เทอร์รี ไรอัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว “เขาเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมซัพพลายเชน ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องการปฏิบัติงาน ความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปองค์กรสู่ระบบดิจิทัล รวมถึงกรอบแนวคิดด้านนวัตกรรม และโดยเฉพาะการเป็นผู้นำที่ลงมือปฏิบัติงานเองด้วยแนวทางการบริหารที่มีประสิทธิภาพและเรียบง่ายไม่ซับซ้อน” ก่อนเข้ารับตำแหน่งนี้ สตีฟ เคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลดีเอชแอล ซัพพลายเชน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเขารับหน้าที่ดูแลด้านเทคโนโลยีและแนวทางการดำเนินงานที่เป็นเลิศในไซต์งานมากกว่า 700 แห่งทั่วภูมิภาค สตีฟยังเป็นผู้ที่เปี่ยมประสบการณ์มานานกว่า 40 ปี ในอุตสาหกรรมการสำรวจศักยภาพของระบบซัพพลายเชนเพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการทำงาน ยกระดับคุณภาพบริการ พัฒนาโซลูชั่นเพื่อลูกค้าเฉพาะราย รวมถึงการแปรรูปองค์กรสู่ระบบดิจิทัลและโครงการที่ใช้นวัตกรรมใหม่ด้านโลจิสติกส์สำหรับลูกค้า สตีฟ วอล์กเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กลุ่มธุรกิจประเทศไทยคนใหม่ กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างมากในการเข้ารับตำแหน่งนี้ และตื่นเต้นมากที่จะได้ร่วมงานกับทีมงานเพื่อมอบบริการแก่ลูกค้าในตลาดแห่งนี้ ด้วยประสบการณ์การทำงานในดีเอชแอลทั่วโลก องค์ความรู้การบริหารซัพพลายเชนที่ยอดเยี่ยม โซลูชั่นอันล้ำสมัย และความเข้าใจอันถ่องแท้ถึงตลาดในท้องถิ่น ผมเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถเพิ่มมูลค่าด้านซัพพลายเชนของลูกค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ผมจึงรอคอยที่จะได้ร่วมเดินทางสู่การสรรค์สร้างความเจริญเติบโตให้แก่ธุรกิจโลจิสติกส์ของเรา…

LIFESTYLE

ทวีตกันแบบมีเสียงบน “Twitter Spaces“

SMmagonline-ทวิตเตอร์ ส่งฟีเจอร์สนทนาด้วยเสียงแบบเรียลไทม์ “Twitter Spaces” ใช้งานพร้อมกันแล้วทั่วโลก ทำความรู้จัก “Spaces” ทวิตเตอร์ได้แนะนำ Spaces การสนทนาด้วยเสียงแบบเรียลไทม์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งได้ทำการพัฒนาและทดสอบฟีเจอร์อย่างต่อเนื่องกับเฉพาะกลุ่ม และพบว่าการสนทนาด้วยเสียงนั้นเป็นการสร้างบทสนทนาในรูปแบบใหม่ที่สร้างสีสันและกำลังมาแรง นับตั้งแต่ทวิตเตอร์ได้ทำการพัฒนาฟีเจอร์นี้ ทำให้เกิดการสร้างพื้นที่การสนทนาสำหรับคนหลายล้านคนและยังคงดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาฟีเจอร์นี้ผ่านฟีดแบคที่ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้ ทวิตเตอร์ประกาศให้แอคเคาท์ทวิตเตอร์ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 600 คนสามารถเป็นโฮสต์หรือจัด Twitter Spaces ได้แล้ว ทั้งนี้ที่ผ่านมาแอคเคาท์กลุ่มดังกล่าวจะมีประสบการณ์ที่ดีในการโฮสต์บทสนทนาแบบเรียลไทม์ เนื่องจากมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ติดตามอยู่จำนวนหนึ่ง โดยก่อนที่จะนำฟีเจอร์ Spaces เปิดให้ทุกคนได้ใช้งานนั้น ทวิเตอร์ยังคงโฟกัสในการเรียนรู้ให้มากขึ้น พัฒนาให้เกิดการใช้งานได้ง่าย และช่วยให้ผู้คนมีประสบการณ์ในการใช้งานที่ยอดเยี่ยม ผู้คนต่างเข้ามาทวิตเตอร์เพื่อพูดคุยในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งยังติดตามผู้คนต่างๆ และทวีตของเรื่องราวตัวเองบนทวิตเตอร์ ซึ่งตอนนี้ Spaces จะช่วยให้เราได้ยินเสียงและพูดคุยกันในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ได้ จากการทวีตจนถึงการพูดคุย จากการอ่านมาถึงการฟัง Spaces จะเข้ามาส่งเสริมการสร้างแรงบันดาลใจปลดล็อค และสร้างบทสนทนาที่แท้จริงที่เปิดกว้างและมีความแตกต่าง ตลอดจนทำให้เกิดบทสนทนาที่มีความเป็นเชิงลึกและมีพลังจากเสียงจริงของผู้สนทนา Spaces เหมาะสำหรับทุกการสนทนาไม่ว่าจะเป็นแบบกลุ่มเล็ก หรือการสนทนากลุ่มใหญ่กับผู้ฟังหลายพันคนในสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าคุณอยากจะคอนเน็คกับศิลปินที่ชื่นชอบ พูดถึงเกมกีฬาที่กำลังติดตาม หรือ พูดถึงข่าวประเด็นร้อนต่างๆ ซึ่งทุกคนสามารถเข้าไปร่วมในหัวข้อและการสนทนาที่คุณสนใจกับคนที่คุณรู้จักหรือคนที่คุณอยากรู้จัก วิธีครีเอท Spaces สำหรับทวิตเตอร์บนระบบ iOS และ Android เมื่อคนที่คุณติดตามเริ่มโฮสต์หรือพูดคุยบน Space วงกลมบับเบิ้ลสีม่วงจะปรากฏขึ้นด้านบนไทม์ไลน์ ตลอดช่วงระยะเวลาที่ไลฟ์ หากคุณเข้าร่วม Space ในฐานะผู้ฟัง คุณสามารถโต้ตอบสิ่งที่คุณได้ยินผ่านการใช้อีโมจิ รวมไปถึงเห็นทวีตที่ปักหมุดด้านบน ติดตามคำบรรยายใน Space ทวีต Space หรือส่ง DM (Direct Message) หรือ ขออนุญาตขึ้นพูด เมื่อคุณเข้าร่วม Space ในฐานะผู้พูด นอกเหนือจากการพูดคุยแล้ว คุณสามารถปักหมุดทวีตบน Space ได้…

ASEAN+

EIC ชี้ “ถุงมือยางไทย” ยังเติบโตได้ดีในตลาดโลก

SMmagonline – ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center (EIC) แนะผู้ประกอบการถุงมือยางไทยต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทางมากขึ้น เห็นโอกาสโตในตลาดโลก อานิสงส์ COVID-19 ชี้ราคาน้ำยางข้นในปีนี้มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นได้อีก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มองว่า การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ยังคงยืดเยื้อในหลายภูมิภาคทั่วโลกในปัจจุบัน จะส่งผลให้ปริมาณการใช้ถุงมือยางโลกในปีนี้ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง Malaysian Rubber Glove Manufacturers Association (MARGMA) คาดการณ์ว่า ปริมาณการใช้ถุงมือยางโลกในปี 2564 มีแนวโน้มอยู่ที่ 420,000 ล้านชิ้น ขยายตัว 17% จากปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ 360,000 ล้านชิ้น เนื่องจากในเดือนมีนาคม 2563ที่ผ่านมา COVID-19 ได้กลับมาแพร่ระบาดรุนแรงขึ้นอีกครั้งในหลายประเทศ ส่งผลให้ความต้องการใช้ถุงมือยางโลกยังมีแนวโน้มขยายตัวสูงในปีนี้ นับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการผลิตและส่งออกถุงมือยางไปยังตลาดโลก โดยในไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งปริมาณการส่งออกถุงมือยางไทยอยู่ที่ 6,494 ล้านคู่ ขยายตัว 23% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่มูลค่าการส่งออกถุงมือยางไทยอยู่ที่ 1,069 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 230% จากช่วงเดียวกันของปี2563 นับเป็นการขยายตัวอย่างโดดเด่นต่อเนื่อง นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา U.S. Customs and Border Protection (CBP) ได้ประกาศยุติการนำเข้าถุงมือยางจากทุกโรงงานของบริษัท Top Glove ซึ่งเป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่อันดับ 1 ของมาเลเซียและของโลก จากประเด็นการละเมิดสิทธิแรงงาน…

CSR

เอสซีจี เปิดสำนักงานใหญ่ บางซื่อ เป็น 1 ใน 14 สถานที่ที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ในกทม.

SMmagonline-เอสซีจี เปิดสนญ. บางซื่อ เป็น “สถานีฉีดวัคซีนโควิด 19”  หนุนภาครัฐนำวัคซีนสู่ประชาชนได้รวดเร็ว ทั่วถึง มีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ บุคลากร งบประมาณ และสถานที่ รองรับผู้มาฉีดวัคซีนได้ 2,000 คนต่อวัน   คาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ในเดือนมิถุนายนนี้ จากการประชุมคณะอนุกรรมการการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรุงเทพมหานคร  ได้อนุมัติจัดตั้งสถานีฉีดวัคซีนโควิด 19  และเลือกให้เอสซีจีเป็น 1 ใน 14 สถานีฉีดวัคซีน เนื่องจากมีความพร้อมด้านสถานที่ เดินทางสะดวก ติดสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินบางซื่อ เป็นพื้นที่แนวราบ กว้างขวาง โล่ง อากาศถ่ายเทได้ดี  มีบุคลากรทั้งทีมแพทย์ พยาบาล และพนักงานจิตอาสาช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เอสซีจียังให้การสนับสนุนอุปกรณ์และงบประมาณ สามารถรองรับผู้มาฉีดวัคซีนได้ 2,000 คนต่อวัน  ซึ่งจะช่วยให้วัคซีนเข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้น ปลอดภัย และลดการแพร่ระบาดจากการเดินทางข้ามพื้นที่ ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับบริษัทเอกชนชั้นนำต่างๆ สนับสนุนภาครัฐเรื่องการกระจายและฉีดวัคซีน โดยใช้กทม. เป็นพื้นที่นำร่อง เปิดสถานีฉีดวัคซีนโควิด 19  รวม 14 แห่ง ได้แก่  1) เอสซีจี  2) เซ็นทรัล ลาดพร้าว  3) สามย่าน มิตรทาวน์  4) ธัญ ญาปาร์ค  5) ทรูดิจิตัลปาร์ค  6) เอเซียทีค  7) เดอะมอลล์ บางกะปิ   8) โรบินสัน ลาดกระบัง   9) โลตัส…