สึนามิเทคโนโลยี..จะกวาดธุรกิจเดิมๆ หายวับไปกับตา

0

smmagonline-ถึงเวลาที่มนุษย์ต้องควรเปลี่ยนวิธีคิดต่อเทคโนโลยี เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะมาแบบสึนามิ (Tsunami) ที่จะเกิดขึ้น พร้อมกวาดล้างทุกสิ่งที่คุ้นเคยและใช้งานอยู่ให้หายไปในพริบตา ด้วยการแทนที่ด้วยสิ่งใหม่อย่างไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะต้องตระหนักให้ดีกว่า สปีดการคิดแบบมนุษย์ต่อการเปลี่ยนแปลงกับสปีดการเปลี่ยนของโลกเทคโนโลยีมีรูปแบบการเติบโตที่ต่างกันหลายเท่าตัว

มนุษย์เรามักจะคาดการณ์ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะมักจะคิดในลักษณะ “intuitive linear” คือเป็นการคิดแบบอัตราการเติบโตคงที่ ตามสัญชาติญาณในการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่เป็นพื้นฐาน ซึ่งความเป็นจริงเมื่อย้อนกลับไปดูในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ สมาร์ทโฟน ยานยนต์ ล้วนมีการตอบรับการใช้งานอย่างก้าวกระโดดในลักษณะ exponential ทั้งสิ้น

อีกทั้งในความจริงของวันนี้ R&D ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ พลังงานแสงอาทิตย์ ยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง กำลังพัฒนาขีดความสามารถอย่างก้าวกระโดดในลักษณะ exponential ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามในช่วงเวลา 5-10 ปีที่ผ่านมา ความชาญฉลาดของเทคโนโลยีแต่ละชนิดที่เคยอยู่แยกกันคนละซีกโลก กลับกลายเป็นถูกเชื่อมโยงด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จนทำให้ขีดความสามารถของเทคโนโลยีแต่ละชนิดถูกผนึกกัน ทำให้เกิดการพัฒนาที่ข้ามศาสตร์ (multidisciplinary) เกิดการหลอมรวมทางเทคโนโลยี (technology convergence) นำไปสู่การพัฒนาที่มีอัตราเร่งขึ้นไปอีก จนมีการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาในลักษณะยิ่งกว่า exponential ที่เราเรียกว่า “super–exponential” นั่นเอง ซึ่งเป็นคำที่นักอนาคตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่ชื่อ Raymond Kurzweil ได้กล่าวไว้

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้เทคโนโลยีที่มีขีดความสามารถสูงมากและราคาแพงมากจนบุคคลทั่วไปไม่สามารถซื้อมาใช้ได้ในอดีต ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านั้นเคยใช้ในองค์กรอัจฉริยะ เช่น NASA หรือในห้อง lab ชั้นสูงมาก่อนเมื่อสิบปีที่แล้ว แต่ก็สามารถซื้อหาด้วยราคาถูกตามห้างสรรพสินค้าและตามออนไลน์ได้แล้วในวันนี้

จากสมมติฐานและประสบการณ์ในการพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ผ่านมา จึงทำให้นักอนาคตศาสตร์หลายท่านพยากรณ์ว่า ภายใน 10-20 ปีนี้ เครื่องจักรจะมีความชาญฉลาด (machine intelligence) แซงหน้าความชาญฉลาดของมนุษย์ (human intelligence) ซึ่งจะเกิดการวิจัยและพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้งมากขึ้น จนถึงขั้นเกิดการเชื่อมโยงความนึกคิดและความชาญฉลาดของมนุษย์กับเครื่องจักรและซอฟท์แวร์

ด้วยสมรรถนะของเทคโนโลยีต่างๆ ที่กำลังเข้ามารวมกันจนเกิดขีดความสามารถอันทรงพลัง จึงทำให้รูปแบบในการทำธุรกิจของโลกในอนาคตอันใกล้กำลังจะเปลี่ยนไป ถึงขั้นที่จะไม่เหลือรูปแบบเดิมๆอีกเลย ภายใน 10-20 ปีข้างหน้า ซึ่งผู้นำในอุตสาหกรรมต่างๆ จำนวนมากยังสงสัยและไม่เชื่อการคาดการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตามเราสามารถสังเกตุการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจากสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

เรือ

ประเทศนอร์เว กำลังสร้างเรือขนส่งสินค้าอัตโนมัติ (automated container ship) ลำแรกของโลกที่พัฒนาโดยบริษัท shipping ที่ชื่อว่า Yara จะเริ่มล่องมหาสมุทรเป็นครั้งแรกในปีหน้า (2018) จะขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติบางส่วนในช่วงแรก และจะขับเคลื่อนอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์แบบ 100% ภายในปี 2020 โดยจะสามารถประหยัดต้นทุนได้ถึง 90% ซึ่งพวกเขาเรียกเรือลำนี้ว่า “Tesla of the Seas” เพราะว่ามันขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่

https://www.forbes.com/sites/jwebb/2017/07/26/norway-to-launch-worlds-first-automated-container-ship-in-2018/?s=trending#3df751b51365

Bank

ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Bank of America เริ่มดำเนินการสร้างแพลทฟอร์ม blockchain เพื่อนำมาใช้ในทุกธุรกรรมทางการเงิน และเริ่มรับนักพัฒนาซอฟท์แวร์และโปรแกรมเมอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน blockchain จึงทำให้ธนาคารในอนาคตจะมีความเป็นกายภาพที่จับต้องได้น้อยลงเรื่อยๆ และเริ่มมุ่งเน้นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลทางการเงิน

Tesla

Tesla ประกาศทิศทางการผลิตรถยนต์ของบริษัทอย่างชัดเจน โดย Elon Musk ได้ประกาศว่า Tesla จะผลิตรถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (self-driving vehicle) ให้สำเร็จจนออกขายได้ภายใน 2 ปีนี้ และจะพัฒนาซอฟท์แวร์เชื่อมต่อระบบไร้สายที่ทันสมัยที่สุด ซึ่งในขณะนี้ Tesla ได้ปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงในฝ่าย AI และ Autopilot software ซึ่ง Tesla เชื่อว่า Andrej Karpathy ผู้บริหารคนใหม่คนนี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุดในโลกคนหนึ่งในด้าน computer vision และ deep learning

https://www.forbes.com/sites/alanohnsman/2017/06/21/tesla-shakes-up-its-automated-driving-team-for-the-second-time-in-6-months/?c=0&s=trending#4194466c1365

Google

Google กำลังใช้ AI เพื่อยกระดับ search engine ด้วยการใช้กล้องบนสมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือของการ search โดย Google จะนำเอาขีดความสามารถของ machine learning มาช่วยในการอ่านภาพจากกล้องบนสมาร์ทโฟนเพื่อให้เข้าใจความหมายของภาพ เช่น เมื่อเราถ่ายรูปหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง Google จะสามารถแปลความหมายของภาพจนสามารถรู้ได้ว่าร้านอาหารแห่งนั้นมี location อยู่ที่ใดบนโลกอย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นขีดความสามารถของ AI search engine ที่เรียกว่า Google Lens ซึ่งขีดความสามารถดังกล่าวเป็นสิ่งที่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เพราะ Google คาดหวังว่าจะให้มันทำได้มากกว่านั้น

http://www.independent.co.uk/life-style/gadgets-and-tech/features/google-lens-ai-preview-features-so-impressive-its-scary-a7745686.html

ตัวอย่างแค่นี้ก็คงจะนึกภาพออกแล้วว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร…ธุรกิจรูปแบบเดิมๆ จำนวนมาก กำลังจะจากลา

————————

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
ประวัติ: http://www.xn--42cf0a8cxa3ai5ple.com/?p=165
2 สิงหาคม 2560
www.เศรษฐพงค์.com
ติดต่อผู้เขียน
march5g@hotmail.com
——————-

Share.

mother-day-2563-smmagonline