เอสซีจีแถลงผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2560 เดินหน้าผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีตอบรับยุคดิจิทัลเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของลูกค้า

0

ผลประกอบการเอสซีจี 9 เดือนแรกของปี 2560กำไรลดลงเล็กน้อยเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเผยกลยุทธ์เปิดรับความร่วมมือนวัตกรรมจากทั่วโลก พร้อมลงทุนสตาร์ทอัพผ่านกองทุนระดับเวิลด์คลาสมุ่งเดินหน้าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเสริมแกร่งธุรกิจยุคดิจิทัลตอบรับ Digital Transformation และ Industry 4.0 ขณะที่คาดการณ์ความต้องการปูนซีเมนต์ในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความคืบหน้าโครงการภาครัฐ

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจีในไตรมาสที่ 3 ปี 2560 มีรายได้จากการขาย 112,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน ผลจากยอดการขายโดยรวมเพิ่มขึ้นมีกำไรสำหรับงวด 11,836 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 16 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากในไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 มีการตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีจำนวน 1,800 ล้านบาท ประกอบกับส่วนต่างราคาของสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลงและลดลงร้อยละ 11 เทียบจากไตรมาสก่อนซึ่งเป็นช่วงที่มีรายได้เงินปันผลรับจากเงินลงทุนในส่วนงานอื่น

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2560 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 337,521 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสาเหตุหลักจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นมีกำไร 42,474ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากสภาพตลาดชะลอตัวและการแข่งขันโดยรวมในธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่รุนแรงมากขึ้นนอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการส่งออก 91,123 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 27 ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับผลการดำเนินงานของเอสซีจีในอาเซียนนอกเหนือจากประเทศไทยในไตรมาสที่ 3 เอสซีจี มีรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียน 26,944 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24 ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2560 มีรายได้จากขายในภูมิภาคอาเซียน เท่ากับ 78,945 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24 จากยอดขายรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เอสซีจีมีสินทรัพย์รวมในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทยณ วันที่ 30 กันยายน 2560 มูลค่า 142,573 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 25 ของสินทรัพย์รวมของบริษัท

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่  30 กันยายน 2560 มีมูลค่า 562,814 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 และ 9 เดือนของปี 2560 แยกตามรายธุรกิจดังนี้

เอสซีจี เคมิคอลส์  ในไตรมาสที่ 3 ปี 2560 มีรายได้จากการขาย 50,590 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนร้อยละ 2 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นมีกำไรสำหรับงวด 9,762 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อนเนื่องจากมีกำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือและปริมาณการขายเพิ่มขึ้น ในขณะที่ลดลงร้อยละ18จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากส่วนต่างราคาของ HDPE-Naphtha และราคาby-products ปรับตัวลดลงประกอบกับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลงใน 9 เดือนแรกของปี 2560 มีรายได้จากการขาย 154,446 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากราคาของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้นมีกำไรสำหรับงวด 32,387ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากการดำเนินการของบริษัทร่วมที่ดีขึ้น

เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในไตรมาสที่ 3 ปี 2560 มีรายได้จากการขาย 44,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากผลการดำเนินงานของโรงงานในภูมิภาคอาเซียนที่เดินหน้าการผลิตออกสู่ตลาดแล้วมีกำไรสำหรับงวด 1,763 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ใกล้เคียงไตรมาสก่อนใน 9 เดือนแรกของปี 2560 มีรายได้จากการขาย 131,883 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากการดำเนินงานของเอสซีจีในภูมิภาคอาเซียนมีกำไรสำหรับงวด 5,999 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากสภาวะตลาดในประเทศไทยที่ยังคงชะลอตัวและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น รวมถึงค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น

เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ในไตรมาสที่ 3 ปี 2560 มีรายได้จากการขาย 20,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากการเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศเวียดนามและเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อนสาเหตุหลักจากปริมาณและราคาขายที่เพิ่มขึ้นมีกำไรสำหรับงวด 772 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ลดลงร้อยละ 24 จากไตรมาสก่อนใน 9 เดือนแรกของปี 2560 มีรายได้จากการขาย 60,016 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากธุรกิจมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นจากการดำเนินงานในอาเซียน มีกำไรสำหรับงวด 3,487 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

รุ่งโรจน์ กล่าวว่า “สำหรับ 9 เดือนแรกของปี2560 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA) 130,690 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 39 ของยอดขายรวม โดยใช้งบประมาณการลงทุนรวมด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกว่า 2,400 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 0.7 ของยอดขายรวม โดยบริษัทฯ เน้นการเปิดรับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากทั่วโลกผ่านการทำงานของ Open Innovation Center ในการร่วมคิดและพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการสู่ตลาดตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้รวดเร็วและตรงจุดยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันมียอดผู้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานแล้วกว่า 6,500 คน และมีโครงการต่อยอดนวัตกรรมร่วมกันอีกกว่า 30 โครงการ ขณะเดียวกันยังคงแสวงหาความร่วมกับเครือข่ายสตาร์ทอัพทั่วโลก ผ่านการลงทุนของ AddVentures บริษัทในรูปแบบ Corporate Venture Capital หรือ CVC  โดยล่าสุดได้ลงทุน Funds of Funds ผ่านกองทุนชั้นนำระดับเวิลด์คลาส (Venture Capital) เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของสตาร์ทอัพอีโคซิสเท็มทั่วภูมิภาค

อีกทั้ง เอสซีจี ยังเดินหน้ากลยุทธ์ตอบรับ Digital Transformation และ Industry 4.0 ด้วยการนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) มาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพระบบปฏิบัติการของธุรกิจอย่างต่อเนื่องอาทิ ระบบตรวจสอบปริมาณซีเมนต์คงเหลือในไซโลซีเมนต์ของเอสซีจี รวมทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับการขนส่งโลจิสติกส์เพื่อตรวจสอบสินค้าในสต็อกของลูกค้าได้แบบอัตโนมัติ อีกทั้งนำเทคโนโลยี Robotics มาปรับใช้ในกระบวนการผลิตและซ่อมบำรุง เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และเสริมความปลอดภัยระหว่างการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อทดแทนการทำงานของคนในพื้นที่เสี่ยงและยังสามารถลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้อีกด้วย”

นอกจากนี้ เอสซีจี ยังให้ความสำคัญกับธุรกิจบริการเช่นกัน ล่าสุด เปิดตัว เอสซีจี เอ็กซ์เพรสระบบการจัดส่งพัสดุด่วนที่มีคุณภาพและทันสมัย และเป็นรายเดียวในตลาดที่มีนวัตกรรมบริการส่งพัสดุด่วนแบบควบคุมอุณหภูมิโดยปัจจุบันมียอดใช้บริการมากกว่า 600,000 กล่อง และมีเป้าหมายยอดการส่ง 1,000,000 กล่อง ในปีนี้ รวมถึงได้เปิดจุดรับบริการ 300 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดหลักๆ ทุกภาคในสิ้นปีนี้อีกทั้ง มีแผนการขยายพื้นที่บริการเพิ่มเติมครอบคลุมทั่วประเทศในช่วงกลางปี 2561

สำหรับตลาดปูนซีเมนต์โดยรวมในประเทศไทยในไตรมาสนี้แม้ว่าจะหดตัวราวร้อยละ 2 เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนแต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ1จากไตรมาสก่อนคาดว่าเป็นผลจากโครงการเมกะโปรเจคท์ของภาครัฐเริ่มทยอยอนุมัติงบประมาณการลงทุนขณะที่ภาคที่อยู่อาศัยและการก่อสร้างเชิงพาณิชย์ยังคงชะลอตัวตามปัจจัยฤดูกาล”

คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้ออกและเสนอหุ้นกู้ชุดใหม่ 2 ชุด ได้แก่ ครั้งที่ 2/2560 จำนวน 10,000 ล้านบาท อายุ 7 ปี และครั้งที่ 3/2560 จำนวน 25,000 ล้านบาท อายุ 4 ปี โดยเงินที่ได้รับจากการออกหุ้นกู้ส่วนหนึ่งนำไปไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในวันที่ 1 ตุลาคม 2560

Share.