4 ไอเดียจาก 4 ประเทศ ที่สะท้อนแนวคิด Future Energy ได้เจ๋งน่าติดตาม..

0

smmagonline – World Expo ครั้งล่าสุด 2017 ที่ เมือง Astana เมืองหลวงแห่งใหม่ของประเทศคาซัคสถาน ธีมในการจัดงานคือ Future Energy ที่ให้ประเทศต่างๆ ได้เสนอแนวคิดตนเกี่ยวกับ “พลังงานแห่งอนาคต” ที่เป็นดั่งการมาแสดงศักยภาพ ความรู้ ความสามารถ และประกาศจุดยืนทางพลังงานของประเทศของตนให้โลกรู้ หลังจากได้เยี่ยมชม Pavilion ของเกือบทุกประเทศ พบว่ามี Top 4 ของ Pavilion ที่ใช้กลยุทธ์ที่เห็นว่าสามารถตอบโจทย์ได้ผลดีที่สุด 

ถ้าให้เวลา 3 นาที เพื่อตอบคำถามว่า “เมื่อพูดถึงประเทศอุซเบกิสถานแล้ว คุณนึกถึงอะไร?”

1.. 2… 3…
ถ้านึกไม่ออก ก็ไม่น่าแปลกใจหรอก เพราะข่าวจากประเทศนี้มีออกมาเป็นที่รับรู้ต่อชาวโลกไม่มากนัก จนกระทั่งได้มาเข้าชม Pavilion ของเขา ถึงแม้ว่าทั้งพื้นที่ไม่ได้มีอะไรหวือหวาไฮเทคให้คนที่เยี่ยมชมได้ตื่นตาตื่นใจกัน เป็นเหมือนกับการมาออกงานเทรดแฟร์ขายของทั้งงานมีรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลมาแสดง 3 – 4 คัน แต่ด้วยกลยุทธ์ขายตรงกันดื้อๆ นี้เอง กลับทำให้งานเขาชัดมาก ไม่เบลอ ไม่พร่าเลือน ที่สำคัญคือเพียงพอแล้วที่จะปักหมุดตนไปยังความรับรู้ของชาวโลกได้สำเร็จ ว่าเป็นประเทศแห่งรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล (ส่วนผลว่าจะผลิตมาแข่งกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ ได้หรือไม่นั้น เป็นอีกประเด็น) ได้ผลยิ่งกว่าประเทศที่จัดได้ล้ำยุค หวือหวาดูแล้วเร้าใจ แต่เมื่อเดินออกจาก Pavilion มาแล้วไม่อาจตอบได้ชัดว่าประเทศเหล่านั้นมีอะไรเด่นกว่าประเทศอื่น

นี่จึงเป็นกลยุทธ์เด็ด 1 Thumb ที่เสนอว่าในบางสถานการณ์ และบางความพร้อม บางทีการฮาร์ดเซลล์ดื้อๆ ก็ตอบโจทย์ได้ดีเช่นกัน

ถ้ามีใครคิดตั้งวัตถุประสงค์ของการไปร่วมงานว่า นอกจากการเสนอแนวคิดเรื่องพลังงานแห่งอนาคตตามธีมใหญ่แล้ว ยังต้องการไปแสดงออกถึงความมั่นคงทางพลังงานด้วย ก็ควรมาศึกษา Pavilion ของออสเตรีย ซึ่งใช้กลยุทธ์ได้คมมากๆ

เพราะในขณะที่ประเทศมหาอำนาจทางเทคโนโลยีล้วนพยายามทุ่มทุนสร้างสรรค์การนำเสนอด้วยโปรดักชั่นขั้นเทพใช้การสื่อแบบ 2 ทาง อินเตอร์แอคทีฟ (Interactive) เพื่อดึงคนที่เข้ามาเยี่ยมชมให้ประทับใจจนเกิดเป็นการยอมรับ แต่สุดท้ายแล้วส่วนมากกลายเป็นการ “เท่าทุน” เพราะประเทศเหล่านั้นเป็นที่รู้กันดีถึงความไฮเทค ซึ่งเมื่อนำความทันสมัยนั้นมาเป็นจุดขายก็อาจได้ความตื่นตาเมื่อเห็น พอจบแล้วก็ได้เพียงคำเปรยประมาณ “เอือม… สมเป็นประเทศ…” แล้วก็จบกันไป หรือบางประเทศออกจะกลายเป็นการ“ขาดทุน” ด้วยซ้ำ เพราะแม้จะทำได้ดีพอสมควรแต่เมื่อเทียบกับชื่อเสียงและเกียรติประวัติ ต้องบอกว่าออกจะน่าผิดหวัง

แต่สำหรับ “ประเทศออสเตรีย”  กลับเลือกที่จะใช้กลยุทธ์ที่สื่อได้ลึกกว่านั้น คือสามารถทำให้คนชมรู้สึกได้ถึงความมั่นคงกับความชิลชิล กับการเสนอแบบ “สวนสนุก” นำพลังงานทางเลือกมาใส่เครื่องเล่นให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ร่วมเล่น ตกแต่งด้วยสีสันสดใส โชว์ผ่านดิสเพลย์กระจกไม่ได้ปิดทึบเหมือน Pavilion อื่นๆ จนคนเดินผ่านคิดว่าเป็น Kids’ Zone ของผู้จัด กระทั่งเมื่อได้เข้าไปใน Pavilion แล้วถึงได้รับสารผ่านประสบการณ์ตรงอันสนุกสนานนั้นว่า“พลังงานกับฉันน่ะหรือ เรื่องเด็กๆ”

นี่จึงเป็นกลยุทธ์เด็ด 2 Thumbs ในการนำเสนอเรื่องหนักๆ ในรูปแบบไม่เป็นทางการ ด้วยสีสันตื่นตาตื่นใจ ที่ได้ผลไม่แพ้ความเร้าใจ

โลกยุคนี้ เป็นสังคมเชิงสัญลักษณ์ มนุษย์นิยมใช้สัญลักษณ์ในการสื่อความคิด ความเชื่อ ให้ผู้อื่นรับรู้ ทั้งในด้านเรื่องหนักๆ อย่างเรื่องของอุดมคติการเมืองเราก็ใช้สี ใช้นกหวีด ใช้มือตบในการแสดงอุดมการณ์ หรือแม้แต่เรื่องของความรู้สึกที่คนยุคนี้ใช้อิโมจิ สติ๊กเกอร์ เพื่อแทนการบอกกล่าวแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ ด้วยความหลากหลายของข้อมูลจนท่วมท้นทะเลแห่งโลกไซเบอร์ ทำให้ต้องใช้รูปแบบการเล่าเรื่องที่สามารถเข้าถึงคนง่าย คนรับสารพร้อมเปิดใจยอมรับ ไม่สร้างเกราะมาขวางให้ผู้ส่งสารต้องมาเจาะทลายกำแพงอคติกันก่อน

และจากบริบทแห่งการสื่อสารทั้งหมดนี่เอง จึงต้องยกให้ Pavilion ของเกาหลีใต้ให้เป็น Pavilionที่เลือกกลยุทธ์มาใช้ได้เด็ดที่สุด ด้วยการนำสารที่ต้องการจะสื่อ คือความก้าวหน้า ความมั่นคง และความเป็นผู้นำทางพลังงานของชาติตน สื่อผ่านตัว การ์ตูนน่ารักๆ 2 ตัว มาเล่าเรื่องผ่านการผูกพล็อตไว้ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนให้ต้องคิดมาก แต่ชวนให้น่าติดตามไปจนจบเรื่อง ทั้งยังมาผนวกกับเทคนิคพื้นฐานอย่าง “จอหนังริ้ว” ที่ให้นักแสดงจริงได้ออกมาโลดแล่นร่วมกับภาพการ์ตูนในจอได้อย่างกลมกลืน เป็นความตื่นตาที่ไม่ต้องลงทุนมาก อีกทั้งยังเหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย

นี่จึงเป็นกลยุทธ์เด็ด 3 Thumbs ที่ทำให้กลยุทธ์ของเกาหลีใต้ขึ้นชาร์ตเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ลงทุนไม่มาก ได้ทั้งคำชม และตอบโจทย์ที่ต้องการนำเสนอ เป็นกลยุทธ์ที่นักสื่อสารสามารถนำไปเป็นคัมภีร์ในการทำงานของตนได้เลย

ใครที่มีโอกาสไปชมงานคงรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่กลยุทธ์เด็ดที่สุดที่ผมเลือกนี้กลับมาจาก Pavilion ที่แทบจะไม่มีใครสนใจพูดถึงกันเลย ให้ถามคนที่ไปชมงานกันตอนนี้ ก็เชื่อว่าหลายคนอาจไม่ได้เข้าชมด้วยซ้ำแต่นี่ล่ะ ที่ส่วนตัวว่าสุดยอดแห่งการตอบโจทย์เลย

อียิปต์เขาทำอะไร ?

ประเทศอียิปต์หนักกว่าประเทศอุซเบกิสถานอีกครับ Pavilion นั้นแม้ไม่มีอะไรล้ำยุค แต่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าหน้าตาล้ำสมัย ก็ยังช่วยให้ดูไฮเทคสมน้ำสมเนื้อกับธีมงานได้ แต่ของอียิปต์ที่ทำมา มีเพียงการแต่งกำแพงด้วยรูปและข้อความสั้น ๆ บน 3 กำแพงมีทีวีจอเล็ก (เมื่อเทียบกับของประเทศอื่นๆ) เปิดฉายพรีเซนเทชั่นไปเรื่อยๆ กำแพงทั้งหมดนี้ล้อมรอบพีระมิดจำลองแบบเล็กๆ

ซึ่งไม่ได้มีอะไรเร้าใจ แต่ที่เด็ดก็คือการประกาศความจริงที่คนดูเถียงไม่ขึ้นด้วยการเขียนบอกเล่าง่ายๆ บน 3 กำแพงนั้นเริ่มจากกำแพงแรกที่เขาเอากระดาษปาปิรุสมาวางในตู้กระจกเล็กๆ พร้อมคำที่ติดบนกำแพงว่า “Story Starts from Here” หมายความว่า “(อารยธรรม) ทุกอย่างเริ่มต้นที่นี่” คือเริ่มจากการมีกระดาษให้มนุษย์ได้บันทึกความรู้จากรุ่นสู่รุ่น Between the Line ก็คือความรู้ไฮเทคที่แสดงกันทั้งงานนั้นเริ่มจากอียิปต์นี่เอง

ถัดมาอีกกำแพงเขาก็มาบอกว่า “World ‘s First Solar Thermal Power Station in Maadi, Egypt(1913)” หรือพลังงานบริสุทธิ์ที่รณรงค์กันแทบเป็นแทบตายทั้งงานนี้ ประเทศของเขาใช้เป็นประเทศแรกเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว

และปิดท้ายด้วยกำแพงที่ 3 เขียนว่า “The Real Engine is The People” หรือบทสรุปว่า “วิศวกรรมที่แท้ก็คือมนุษย์” ที่อ่านแล้วชวนให้นึกไปว่าน่าจะหมายถึง “คนอียิปต์” นั่นเอง ซึ่งก็ไม่มีใครจะกล้าเถียงเพราะด้านหลังของคำสรุปนี้ก็คือ “พีระมิดจำลอง”ที่เป็นเสมือนหลักฐานค้ำคออยู่

นี่ล่ะกลยุทธ์ 4 Thumbs เด็ดแบบตบหน้ากันของจริง นี่ถ้ามีอีกสักกำแพงเติม Quote ของ Boutros Boutros-Ghali อดีตเลขาธิการสหประชาชาติชาวอียิปต์ที่ถ้าจำไม่ผิดท่านจะเคยกล่าวไว้ว่า “ต่อไปโลกจะไม่ได้รบกันเพราะ Gold แต่จะรบกันเพราะ Black Gold” เข้ามาด้วยแล้ว คนชมจะยิ่งหน้าม้านกันไปใหญ่ว่าคนของเขาพูดเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว กลยุทธ์นี้เรียกว่า การดึงจุดแข็งของตัวเองมาใช้กันตรงๆ ชัดๆ

ทั้งหมดนี้ คือ 4 กลยุทธ์ที่คัดตรงมาจากงานWorld Expo 2017 ณ กรุงอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน

Share.