ส่องเส้นทางอนาคต เทนเซ็นต์ ขยายธุรกิจทั่วโลก

0

smmagonline – เทนเซ็นต์ (Tencent) ทำธุรกิจโซเชียลมีเดียรายใหญ่ในจีน ปัจจุบันมีรายได้สูงถึงปีละหลักแสนล้านหยวน มีแพลตฟอร์มที่มีชื่อเสียงอย่างแอพพลิเคชั่นคิวคิว (QQ) และวีแชต (Wechat) รวมถึงระบบชำระเงินออนไลน์อย่างเทนเพย์ (Tenpay) นอกจากนี้ยังถือครองหุ้น 15% ของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจิงตง ( www.jd.com) ถือเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่เป็นอันดับสองของจีน และตอนนี้กำลังขยายอาณาจักรไปทั่วโลก

เทนเซ็นต์ ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย

โดยในปี 2259 (2016) มีรายได้รวม 1.385 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 7 แสนล้านบาท/ปี มีกระแสเงินสดในมือ 5.4 หมื่นล้านหยวน กลายเป็นบริษัทที่มีเงินทุนมากที่สุดในทวีปเอเชีย โดยเป็นบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าประมาณ 2.75 แสนล้านดอลลาร์ สูงเป็นอันดับ10 ของโลก โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากสองธุรกิจหลักคือ โซเชียลมีเดีย และ เกมออนไลน์

ความร่ำรวยมหาศาลนี้เอง เป็นแต้มต่อสำคัญที่ทำให้เทนเซ็นต์ยังคงมองหาช่องทางเพื่อต่อยอด ขยายฐานจากทุกๆ ช่องทางเท่าที่เป็นไปได้นั่นแปลว่า เทนเซ็นต์ยังมีโอกาสเติบโตในเรื่องรายได้มากขึ้นอีก โดยเฉพาะจากการเติบโต “นอกบ้าน” หรือนอกอาณาเขตการปกครองของประเทศจีน

“เอเชีย”น่านน้ำสีคราม

ปัจจุบันประเทศจีน มีคนใช้อินเทอร์เน็ตรวม 731 ล้านคน มีอัตราการเติบโต 6% ครอบคลุม 53% ของประชากรทั้งหมดในจีน

เมืองจีนจึงเป็นประเทศที่ก้าวเข้าสู่ยุคโมบายเต็มรูปแบบ โดยมีการเข้าอินเทอร์เน็ตผ่านทางมือถือสูงถึง 695 ล้านคน หรือคิดเป็น 95% ของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมดมีประชากรจีนเพียงแค่ 5% เท่านั้นที่ยังไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือชาวจีนส่วนใหญ่หันมาซื้อสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น โดยมีการประเมินเบื้องต้นว่า อัตราการขยายตัวของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ในจีนจะเพิ่มขึ้นจาก 23% ในปี 2553มาเป็น 44% ในปี 2558

การเบ่งบานอย่างรวดเร็วของยุคโมบายในจีน เป็นผลพวงจากการแข่งขันของผู้ประกอบการที่ห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการขับเคี่ยวระหว่างเทนเซ็นต์ กับอีคอมเมิร์ซเบอร์หนึ่งของจีนและของโลกอย่าง อาลีบาบา และไป๋ตู้ บริการของบริษัททั้งสามบริษัทนี้ ครอบคลุมบริการด้านอินเทอร์เน็ตเกือบทุกด้านของจีนอย่างพร้อมสรรพ

สถานการณ์การแข่งขันในโลกของแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีน ขณะนี้จึงเข้าสู่ห้วงของ Red Ocean อย่างปฏิเสธไม่ได้ และส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์การเติบโตที่เริ่มช้าลง

การแสวงหาโอกาสใหม่บนน่านน้ำสีคราม (Blue Ocean) จึงเป็นยุทธวิธีต่อยอดความมั่งคั่ง ด้วยการโฟกัสธุรกิจไอทีในอาเซียน ซึ่งสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่จากจีนแล้วมองว่า ยังอยู่ในระยะตั้งไข่ แต่เป็นกลุ่มประเทศที่มีจำนวนประชากรมหาศาล โดยเฉพาะการเติบโตของกลุ่มชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น บวกกับทิศทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทาให้ศักยภาพของตลาดอาเซียนคือเป้าหมายสำคัญ ที่เทนเซ็นต์และอีกหลายคู่แข่งมองว่านี่คือโอกาสที่ยังรอการเติบโตมหาศาล

กลยุทธ์ตลาดเทนเซ็นต์ในไทยและอาเซียน

เทนเซ็นต์ตั้งความหวังไว้ว่าวีแชต (WeChat) จะเป็นแชตแอพพลิเคชั่น (Chat Application)หลักในการขยายออกนอกประเทศจีน ทั้งในอเมริกา ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย ซึ่งเทนเซ็นต์เลือกบุกตลาดเป็นประเทศแรกในเอเชีย ทว่าขณะนี้ยังไม่สามารถฝ่าด่านไลน์ (LINE) เข้ามาได้ จึงตัดสินใจพัฒนาวีแชตเข้าสู่แพลตฟอร์มของการทำตลาดเชิงธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) เป็นที่เรียบร้อย

พร้อมกับเบนเข็มเข้าสู่การซื้อหุ้นบริษัทสนุกออนไลน์ (Sanook Online) และรีแบรนด์เป็น Tencent (Thailand) ทำให้เทนเซ็นต์ได้สิทธิ์คุมเว็บพอร์ทัลอย่าง Sanook.com รวมถึงบริการเพลงออนไลน์อย่างจูกซ์ (JOOX) แอพพลิเคชั่นฟังเพลงที่ได้รับความนิยมมากในไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

ล่าสุดเทนเซ็นต์ยังได้ร่วมกับอุ๊คบี (Ookbee) ผู้ให้บริการดาวน์โหลดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Digital magazine) ในไทย ด้วยการร่วมให้บริการ“อุ๊คบี ยู (Ookbee U)” ซึ่งจะเปิดให้ผู้ใช้หรือบุคคลทั่วไปมาร่วมสร้างวิดีโอ เพลง หรือการ์ตูน รวมถึงสื่ออื่นได้อย่างหลากหลายและจะเปิดให้ผู้สร้างคอนเทนต์ สามารถขายผลงานของตัวเองได้เต็มที่ โดยเทนเซ็นต์วางแผนลงทุนไม่ต่ำกว่า 19 ล้านเหรียญสหรัฐใน อุ๊คบี ยู (ตามข้อมูลจาก TechCrunch)

การร่วมทุนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสร้างฐานธุรกิจในไทยเท่านั้นเพราะฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ล้วนคือพื้นที่เป้าหมายทางการตลาดที่ อุ๊คบี สร้างฐานลูกค้า Digital Content ได้ในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นการร่วมทุนครั้งนี้จึงสามารถเข้าถึง 5 ตลาดหลักของอาเซียนได้ครบ โดยรายได้หลักทั้งจาก sanook.com และ Ookbee U จะมาจากโฆษณา

นอกจากนี้เทนเซ็นต์ทั้งยังเข้าลงทุนใน ซี (Sea) สตาร์ทอัพเทคโนโลยีมูลค่าสูงสุดในอาเซียน ซึ่งรีแบรนด์มาจาก การีนา บริษัทอินเทอร์เน็ต และเกมออนไลน์ รวมถึงเตรียมลงทุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 3.4 หมื่นล้านบาท ใน โก-เจ๊ก (GO-JEK) ผู้ให้บริการไรด์-แชริ่งจากอินโดนีเซีย ขณะที่ ตีตี้ (Didi) ผู้ให้บริการไรด์-แชริ่งจากจีน ประกาศจับมือกับ แกร็บ (Grab) บริษัทในธุรกิจเดียวกันจากสิงคโปร์ด้วยเช่นกัน

ขณะที่เดือนเมษายน 2560 ที่ผ่านมา เทนเซ็นต์ร่วมกับอีเบย์ (eBay)และไมโครซอฟต์ (Microsoft) ลงทุนในบริษัท Flipkart ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกออนไลน์ชั้นนำในอินเดียด้วยจำนวน 1.4 พันล้านดอลลาร์

จากนี้ต้องบอกว่าไม่ว่าจะ “จังหวะ” ใดก็ตาม จะเพิกเฉยต่อการรุกคืบของยักษ์ใหญ่ด้านไอทีจากจีนไม่ได้อีกเลย

 

Share.