ส่องกระแส Cross-Border e-Commerce โอกาสใหม่ค้าออนไลน์ไปจีน

0

Cross-border e-commerce หรือการนำเข้าส่งออกสินค้าจากประเทศต่าง ๆ ที่มีการซื้อขายผ่านออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซซึ่งมีทั้งในรูปแบบของ B2B และ B2C กำลังกลายเป็นโอกาสใหม่การค้าออนไลน์ในจีน ที่รัฐบาลจีนมีมาตรการสนับสนุนการค้าออนไลน์นี้ชัดเจน ซึ่งผู้ประกอบการไทยก็มีโอกาสและไม่ควรพลาด โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่อีคอมเมิร์ซในจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว และทำให้เกิดธุรกิจแขนงใหม่ที่ต่อยอดเกิดขึ้นมากมาย เช่นเดียวเดียวกับอีคอมเมิร์ซที่ Cross-Border e-Commerce ซึ่งก็คือ การค้าออนไลน์แบบไร้พรมแดนข้ามซีกโลก ก็เกิดขึ้นตามมาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน และกลายเป็นรูปแบบที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียวด้วยมูลค่าและการเติบโตของนักช้อปที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประโยชน์จาก Cross-Border E-Commerce ที่เกิดขึ้น

สิ่งที่เห็นจากประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการค้าออนไลน์แบบข้ามพรมแดนหรือไร้พรมแดนนี้ ทำให้คนจีนซึ่งมีรายได้สูงขึ้น สามารถยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตในการซื้อหาสินค้าคุณภาพดีจากต่างประเทศได้ในราคาที่ถูกกว่าการเดินทางไปซื้อเองในต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนเองก็มีนโยบายสนับสนุน Cross-Border E-Commerce อย่างจริงจัง ด้วยระบบขนส่งและมาตรการทางภาษีที่เปลี่ยนไป ตามนโยบายที่รัฐบาลพร้อมจะทำสิ่งที่เอื้อต่อการทำธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

ตัวอย่างเช่การประกาศใช้มาตรการฟรีเทรดโซน การเรียกเก็บภาษีนำเข้าบางรายการในอัตราที่ต่ำกว่าการนำเข้าแบบปกติ ทำให้สินค้าที่ซื้อผ่านอีคอมเมิร์ซมีราคาถูกกว่าสินค้านำเข้าที่วางจำหน่ายในร้านค้าปลีกทั่วไป

การสนับสนุนที่ชัดเจนมากคือ การเปิดคลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse) หรือจะเรียกว่าพื้นที่กักกันสินค้า ใน 5 เมืองใหญ่นำร่องสำหรับ Cross-Border E-Commerce ได้แก่ที่ เมืองต้าเหลียน, เหอเฟย, เฉิงตู, ชิงเต่า และซูโจว เพื่อให้ผู้ค้าออนไลน์นำสินค้ามาพักไว้แบบไม่ต้องเสียภาษี พอมีลูกค้าสั่งซื้อสินค้าแล้วต้องนำสินค้าออกจากคลังเมื่อไรค่อยเสียภาษีในอัตราพิเศษ

กระทรวงการพาณิชย์ของจีนประกาศว่า ในปี 2016 ที่ผ่านมา Cross-Border e-Commerce ในจีนมีมูลค่าถึง 6.5 ล้านล้านหยวน และพวกเขาวางแผนที่จะให้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 30% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าโดยปัจจุบันมีผู้ซื้อผ่าน Cross-Border e-Commerce มากกว่า 58 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็นสองเท่าตัวในปี 2020

ใครคือกลุ่มนักช้อป Cross-Border e-Commerce

นักช้อป Cross-Border e-Commerce มักจะเป็นกลุ่มชนชั้นกลางอายุเฉลี่ย 30 ปีและที่น่าตกใจเพราะต่างจากนักช้อปส่วนใหญ่ที่คุ้นเคยในแพลตฟอร์มอื่นคือ เป็นเพศชายถึง 62.6% อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้,ปักกิ่ง,หางโจว,กวางโจว และเซินเจิ้น

โดยเฉลี่ยนักช้อปเหล่านี้ใช้เงินราว 473 เหรียญสหรัฐต่อการซื้อสินค้าผ่านทาง Cross-Border e-Commerce ในแต่ละครั้ง

ซื้ออะไรผ่าน Cross-Border e-Commerce

สินค้าที่ผู้บริโภคจีนนิยมซื้อผ่าน Cross-Border e-Commerce มีจำนวนมาก แต่ท่ามกลางสินค้าเหล่านี้มีแคทิกอรี่ที่ได้รับความนิยมมากกว่าสินค้าอื่นคือ เครื่องสำอาง และ สินค้าสำหรับเด็ก ซึ่งในเทศกาลช้อปปิ้งออนไลน์วันคนโสดของอาลีบาบาที่จัดขึ้นในวันที่ 11 เดือน 11 ก็เห็นชัดเจนว่า หมวดสินค้าเครื่องสำอางคือสิ่งที่นักช้อปจีนเลือกซื้อติดท็อป 5 จากกลุ่มประเทศที่คนจีนสั่งสินค้าผ่านออนไลน์สูงสุด ที่มาแรงก็คือจากประเทศเกาหลี เพราะนักช้อปจีนเชื่อในความปลอดภัยของสินค้าต่างประเทศมากกว่าสินค้าที่มีการปลอมแปลงและเป็นอันตรายที่จำหน่ายอยู่ในประเทศจีน

2 แคทิกอรี่ที่ได้รับความนิยมนี้เกี่ยวข้องกันอีกด้วย เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นการช้อปเพื่อตัวเอง กับอีกส่วนเป็นการช้อปเพื่อลูก ซึ่งสินค้าเด็กได้รับผลกระทบเชิงบวกจากนโยบายของรัฐบาลที่ให้ประชาชนสามารถมีลูกเพิ่มมากกว่าครอบครัวละ 1 คนอีกด้วย

อยากค้าข้ามแดนต้องรู้จักแพลตฟอร์มอีคอมเมริ์ซเหล่านี้            

แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำหรับเจาะเข้าหากลุ่มนักช้อปข้ามพรมแดนมีอะไรบ้างที่เป็นที่นิยม คนที่สนใจเจาะกลุ่มนักช้อปกลุ่มนี้ต้องรู้จักเลือกให้เหมาะกับธุรกิจ ซึ่งมีอยู่หลากหลาย โดยแพลตฟอร์มที่นักช้อปกลุ่มนี้นิยมใช้ได้แก่ Kaola.com แพลตฟอร์มจากออสเตรเลีย รองลงมาคือ Tmall ของค่ายอาลีบาบา และแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น jd.com, เสี่ยวหงซู (Little Red Book), Yamgmatou, Wechat Store ฯลฯ

Kaola.com

เป็นเว็บไซต์ที่เปิดตัวในปี 2015 นับเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนที่สำคัญที่สุดในประเทศจีน และเป็นที่นิยมมาเป็นอันดับหนึ่ง แรกเริ่มเป็นแพลตฟอร์มสำหรับผู้ค้าปลีกสัญชาติออสเตรเลีย ที่ขายของในจีนแต่ปัจจุบันผู้ค้าปลีกต่างชาติทั้งหมดสามารถขายบนแพลตฟอร์มนี้ได้ โดยมีผู้ค้ากว่า 40 ประเทศซึ่งทำการขายของผ่านแพลตฟอร์ม Kaola .com

TMall

เป็นแพลตฟอร์มในกลุ่มอาลีบาบาที่ค่อนข้างแพง ถ้าคุณอยากจะขายของใน Tmall ต้องมีเงินทุนสูง มีอิมเมจแบรนด์ที่ชัดเจนและทำยอดขายได้ดี ค่อนข้างมีชือเสียง ถ้าเพิ่งเริ่มทำธุรกิจ แพลตฟอร์มนี้อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับมือใหม่เท่าไหร่

 XiaoHongShu หรือ Little Red Book

ค่อนข้างแตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ เล็กน้อยเพราะเป็นแอปโซเชียลมีเดีย ผสม แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เปิดตัวในปี 2014 แต่มีฐานผู้ใช้มากกว่า 25 ล้านคน สินค้าที่ได้รับความนิยมในแพลตฟอร์มนี้คือ สินค้าความงามและเครื่องสำอางเพราะทาร์เก็ตคือ หญิงสาวอายุระหว่าง 18-30 ปี และเหมาะสำหรับแบรนด์ขนาดเล็กที่ต้องการทำธุรกิจที่จีน

Yangmatou

เปิดตัวในปี 2009 เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนรายแรกในประเทศจีน นำเสนอสินค้าค่อนข้างหลากหลาย แต่เน้นไปที่ผลิตภัณท์ยอดนิยมอย่างเช่นผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม,ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เสื้อผ้ารองเท้าและกระเป๋าถือ ทั้งมีคำอธิบายอย่างละเอียด มีความน่าเชื่อถือ รับประกันได้ว่าเป็นของแท้ มียอดผู้ใช้งานมากกว่า 1 ล้านคน

Wechat store

อีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้ WeChat Stores เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนี้การชำระเงินยังทำได้สะดวกและรวดเร็ว เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ WeChat ที่ซื้อสินค้าจากร้านค้าของ WeChat ได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 15% ในปี 2015 เป็น 31% ในปี 2016

 

 

 

อ้างอิงจากเว็บไซต์ marketingtochina.com

Share.