“HPE” เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกธุรกิจ ถึงเวลาเรียนรู้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไอที

0

smmagonline – ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา HPE หรือ บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์(ประเทศไทย) นับเป็นองค์กรเทคโนโลยีที่มีการทรานส์ฟอร์มธุรกิจเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมอยู่ตลอดเวลา ชื่อชั้นของ HPE ในวันนี้ หรือ HP ในอดีต จึงอยู่ในแถวหน้าของวงการเทคโนโลยีในระดับโลก รวมถึงประเทศไทยที่เข้ามาทำธุรกิจได้นานกว่าทศวรรษ

ความสำเร็จและเป้าหมายในอนาคตของ HPE ที่ต้องการเป็นบริษัทไอทีที่มีส่วนช่วยให้ธุรกิจทั้งใหญ่ กลาง และสตาร์ทอัพเกิดการพัฒนา โดยนำเทคโนโลยีเข้าไปเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อน สร้างโอกาส ต่อยอดทางธุรกิจใหม่ นับเป็นความท้าทายของ

“พลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์” หัวเรือใหญ่คนใหม่แห่ง HPE ที่เพิ่งได้รับการประกาศแต่งตั้งให้นั่งตำแหน่งสำคัญอย่าง กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย และผู้จัดการทั่วไปของกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท ฮิวเลตต์แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย)

โอกาส ความท้าทาย และเส้นทางธุรกิจของ HPE ภายใต้การดูแลของ “พลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์” นักคิด นักบริหารที่คลุกคลีอยู่ในวงการไอทีมากว่า 20 ปี กลายเป็นที่จับตามองไม่เพียงแค่ในแวดวงธุรกิจเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ลูกค้าองค์กรและเอสเอ็มอีล้วนให้ความสำคัญไม่ต่างกัน

ก่อนเจาะลึกถึงกลยุทธ์การบริหารธุรกิจ บริหารองค์กร HPE จากนี้ไป “พลาศิลป์” เปิดใจยอมรับว่า แม้จะอยู่ในวงการนี้มานาน แต่การต้องมาดูแลองค์กรใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของลูกค้าและพันธมิตรคู่ค้าในยุค Digital Transformation ไม่ใช่เรื่องง่าย

“กลายเป็นความท้าทายที่น่าสนใจ เพราะอุตสาหกรรมเทคโนโลยียุคนี้เปลี่ยนแปลงสูงมากและอยู่ในช่วง Digital Disruption คือ เทคโนโลยีเข้าไปเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจหรือบริการในเกือบทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มของธนาคาร วันนี้ในการแข่งขันธนาคารไม่ได้มองแค่ธนาคารด้วยกันเอง แต่มองไปยังผู้เล่นรายใหม่อย่าง GAFA (Google, Amazon, Facebook, Apple) , Alibaba,Tencent ฯลฯ ที่เข้ามาดิสรัปชั่น ซึ่งใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจจนสามารถเปลี่ยนเกมการดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจและเปลี่ยนตลาดไปจากเดิมได้เลย ดังนั้น ถ้าธุรกิจไม่เปลี่ยนแปลงหรือ Transformation ตั้งแต่ตอนนี้โอกาสที่จะประสบความสำเร็จคงเป็นเรื่องยาก”

แม้แต่ HPE ก็มีการปรับและเปลี่ยนอยู่มากพอสมควรในระดับโลก โดยทำผ่านกลยุทธ์ Split& Merge เพื่อให้เกิดการโฟกัสในธุรกิจ และตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการนำไอทีไปใช้เปลี่ยนพัฒนา และเปลี่ยนแปลงธุรกิจมากขึ้น

“พลาศิลป์” เผยว่าก่อนหน้านี้ HP มีการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ โดยแยกออกเป็น 2 บริษัทใหญ่คือ HP Inc. ดำเนินธุรกิจดั่งเดิมทางด้านพีซี โน้ตบุ๊ค และเครื่องพิมพ์ และตั้งบริษัทใหม่ชื่อ HPE ขึ้นมาอีกโดยเน้นธุรกิจที่สนับสนุนลูกค้าองค์กร อาทิ สตอเรจเน็ตเวิร์ค, เซิร์ฟเวอร์, ซอฟต์แวร์ ฯลฯ

หลังจากนั้น ในส่วนของ HPE ก็มีการทรานส์ฟอร์ม โดยมีการแยกในส่วนของ EnterpriseService (ES) ไปรวมกับบริษัท Computer Sciences Corporation (CSC) และในส่วนของซอฟต์แวร์ก็ได้ไปร่วมกับ Micro Focus ซึ่งถือเป็นบริษัททางด้านซอฟต์แวร์อันดับต้นๆ ของประเทศอังกฤษ โดยทั้ง 2 บริษัทนี้ HPE ไม่ได้เข้าไปบริหารจัดการ แต่มีหุ้นอยู่เกิน 50%

การปรับตัวโดยไปควบรวมกับบริษัทฯ ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นนโยบายของ HPE ที่พยายามจะทรานส์ฟอร์ม และหันมาโฟกัสในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Infrastructure) เช่น สตอเรจ เน็ตเวิร์ค,เซิร์ฟเวอร์ หรือ แพลตฟอร์มต่างๆ ที่เกี่ยวกับคลาวด์

“พลาศิลป์” ให้เหตุผลที่ HPE ได้ทำการปรับตัวเพราะในยุคของ Digital Disruption องค์กรธุรกิจต้องโฟกัส และมีความคล่องตัวในการทำงาน ต้องพร้อมรับกับสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเป็นองค์กรใหญ่ การปรับเปลี่ยนต่างๆ อาจจะไม่คล่องตัวนั้นเอง

ส่วนเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ของ HPE โดยเฉพาะในประเทศไทยจากนี้ สำหรับ พลาศิลป์ มองว่ามีอยู่ 3 เรื่องใหญ่สำคัญ คือ Make Hybrid IT Simple,Power Intelligent Edge, Services พร้อมฉายภาพให้เห็นที่มาที่ไปของแต่ละกลยุทธ์ไว้อย่างน่าสนใจว่า

แนวคิดของการทำกลยุทธ์ Make Hybrid IT Simple มาจากการที่องค์กรมองว่าในโลกปัจจุบัน และอนาคต ทุกธุรกิจต้องการซัพพอร์ตอยู่บนระบบไอทีที่เป็น Hybrid IT คือประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ Traditional IT คือระบบไอทีในปัจจุบัน อย่างระบบ ERP ถัดมาคือ Private Cloud ที่องค์กรสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ภายในองค์กรนั้น และสุดท้าย Public Cloud สำหรับงานที่ไม่ต้องการเรื่องของความปลอดภัยสูง ซึ่งแต่ละองค์กรก็มีความต้องการใช้ Hybrid IT ในแต่ละส่วนที่ต่างกันออกไป หน้าที่ของ HPE คือผสมผสาน ทั้ง 3 ส่วนนี้ให้ตรงโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละราย เพื่อซัพพอร์ตให้ลูกค้าสามารถ Digital Transformation ได้อย่างแท้จริง

ส่วน Power Intelligent Edge มาจากการทำงานกับลูกค้าแล้วพบว่า Edge คือปลายทางที่สำคัญมากเพราะในอนาคตธุรกิจไม่สามารถจะปฏิเสธเรื่องของ IoT (Internet of Things) หรือ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ได้ดังนั้น ปริมาณของข้อมูลจะมีมากมาย สิ่งที่เราจะทำคือ ช่วยประมวลข้อมูล วิเคราะห์ให้แก่ลูกค้าในระดับหนึ่ง เพื่อช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันนี้ ทาง HPE ก็มีระบบซอฟต์แวร์ โซลูชั่นที่รองรับเรื่องของ IoT, Big Data ฯลฯ และพร้อมช่วยให้ลูกค้าสามารถทรานส์ฟอร์มในส่วนของ Intelligent Edge อย่างเหมาะสม

ถัดมาคือ Services หรือการบริการ เพราะการทำเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ จะเกิดขึ้นได้จริงๆ ต้องมีทีมงานที่พร้อมให้บริการ ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีทีม HPE Point Next ที่เชี่ยวชาญทางด้านไอที พร้อมให้คำแนะนำ ปรึกษา และวางแผนเพื่อให้ลูกค้าองค์กรแต่ละแห่งสามารถกำหนด และใช้งานระบบเทคโนโลยีต่างๆ ได้อย่างครบวงจร คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ที่ผ่านมามีบริการใหม่ๆ ที่เกิดจากการได้ร่วมพูดคุยกับลูกค้า เช่น เรื่องของ Flexible Capacity ปัจจุบัน HPE มีโซลูชั่นที่คิดค่าบริการตามการใช้งานจริง ตอนนี้เทคโนโลยีก้าวไปอีกขั้น ลูกค้าไม่ต้องลงทุนก่อนหรือจ่ายมากกว่าใช้งานจริงอีกต่อไปแล้ว ซึ่งโซลูชั่นจ่ายตามจริงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการที่ HPE ใส่ใจ และให้ความสำคัญกับความต้องการ และพฤติกรรมการใช้งานทางด้านเทคโนโลยีของลูกค้าทุกราย

นอกจากกลยุทธ์ดังกล่าวแล้ว นโยบายในการทำงานของ HPE ยังเน้นไปที่ Innovation และ Action เป็นสำคัญ

“Innovation” ถือเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการได้มาซึ่งนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถทำได้ผ่าน 3 แนวทาง ประการแรกคือ บริษัท มีทีม R&D มีทีมวิศวกรที่ทำการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า ถัดมาคือ นอกจากคิดและพัฒนาเองแล้ว อีกมุมหนึ่งบริษัทฯ ก็ดูว่าทั่วโลก หรือ บริษัทอื่นๆ มีเทคโนโลยีอะไรที่เหมาะสมกับเรา ถ้าไปด้วยกันได้ก็ร่วมมือกัน เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ให้แก่ลูกค้า และทำโครงการ Pathfinder คือการเข้าไปลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพที่มีอนาคต อาทิ CHEF เพื่อนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้กับเทคโนโลยีของบริษัทเป็นต้น เมื่อมีนวัตกรรม เทคโนโลยีที่ดีแล้ว ก็ต้องมีการดำเนินการที่ดี เรื่องของ Action จึงสำคัญมากไม่แพ้กัน เพราะเมื่อลูกค้าเกิดปัญหาหรือต้องการโซลูชั่นเพื่อช่วยในการทำธุรกิจ HPE พร้อมที่จะเข้าไปให้คำปรึกษาทันที

เรียนรู้ พัฒนาทีมไปพร้อมกัน

การบริหารธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วผู้นำองค์กรจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับตัว เพราะกลยุทธ์ที่เราอาจเคยทำมาเมื่อ 5 ปี 10 ปี แล้วประสบความสำเร็จ มาถึงตอนนี้อาจใช้ไม่ได้ผล เพราะคู่แข่งลูกค้า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนไป ดังนั้นผู้นำองค์กรต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พร้อมเปิดรับกับการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญต้องรักในสิ่งที่ทำ เพราะถ้าไม่รักก็จะไม่เกิดความสนใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

นอกจากปรับตัวเองแล้ว “พลาศิลป์” ยอมรับว่าการบริหารทีมงานก็เป็นโจทย์ใหญ่ เพราะบุคลากรคือ จุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนทุกอย่างในองค์กรซึ่งโดยส่วนตัวได้ยึดหลัก 3 ข้อในการพัฒนา สร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพ เริ่มต้นจาก ให้ความจริงใจกับทีมงาน ต้องดูแลพนักงานทุกคน ถัดมาคือพร้อมสนับสนุนในสิ่งที่ลูกทีมต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี องค์ความรู้ ฯลฯ เพื่อให้ทีมมีความพร้อมในการออกไปให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด สุดท้ายคือ มีการวัดผลงานที่ชัดเจน เพื่อผลักดันให้ทีมงานมีความก้าวหน้าตามศักยภาพที่แท้จริง

ทั้งนี้ ไอเดียการทำงาน การบริหารทีมงานที่เน้นให้โอกาสทุกคน ได้แสดงศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ และเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับทุกคนในทีมส่วนหนึ่งได้มาจากประสบการณ์การทำงาน และการศึกษาธรรมะ

“เมื่อก่อนส่วนตัวชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับเทคโนโลยี หรือการบริหารต่างๆ แต่ปัจจุบันสนใจหนังสือธรรมะมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ของการอ่าน เข้าใจชีวิตตัวเอง และคนอื่นมากขึ้น ธรรมะ ทำให้ผมเข้าใจว่า คนเรามีเหตุผลของตัวเอง และสามารถทำผิดพลาดกันได้ เมื่อเข้าใจแบบนี้แล้ว ส่วนตัวก็ปล่อยวาง ใจเย็น และเมื่อลูกน้องทำสิ่งที่ผิดพลาด แทนที่เราจะตำหนิ ก็เปลี่ยนเป็นมองว่าทุกคนผิดพลาดได้แต่ผิดแล้วต้องได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ”

ยุคนี้ต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนคิด และได้ทำ อย่ายึดแค่หลักคิดของเราอย่างเดียว หน้าที่ของผู้นำคือให้โอกาส สนับสนุน และพร้อมช่วยเหลือทีมงานเมื่อเขาต้องการ ซึ่งถ้าทำได้เช่นนี้เชื่อว่า สุดท้ายจะเกิดรูปแบบงานใหม่ๆ และสามารถพัฒนา ต่อยอดไปได้อีกมาก

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://insights.hpe.com/

Share.