ธุรกิจครอบครัวขั้นเทพ

0

smmagonline – กล่าวกันว่าธุรกิจครอบครัวนั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อเศรษฐกิจในประเทศต่างๆทั่วโลก และความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวมีความสัมพันธ์กันอย่างมากกับความสามารถของสมาชิกในครอบครัวและการบริหารคนที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัว ประกอบกับคุณลักษณะเฉพาะตัวที่สามารถยืดหยุ่นและตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีงานวิจัยจากหลายสำนักที่ศึกษาปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจครอบครัว (โดย ผศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล)

เอาไว้อย่างน่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือรายงานจาก Credit Suisse Research Institute2 ซึ่งทำการวิจัยธุรกิจครอบครัวทั่วโลกประมาณ 900 ราย โดยนิยามความหมายของธุรกิจครอบครัวว่า หมายถึงบริษัทที่ผู้ก่อตั้งหรือลูกหลานของพวกเขาเป็นเจ้าของหุ้นอย่างน้อย 20% หรือมีสิทธิออกเสียงไม่น้อยกว่า 20% ซึ่งตามนิยามในข้างต้นในกลุ่มตัวอย่างพบว่าบริษัท Alphabet, Facebook และ Alibaba คือธุรกิจครอบครัวรายใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกตามลำดับ

เมื่อพิจารณาตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) โดยผลการวิจัยพบว่ามีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างผลการดำเนินงานด้านตลาดกับบริษัทที่เจ้าของคือผู้ก่อตั้งหรือครอบครัวของพวกเขาซึ่งเมื่อเทียบกับธุรกิจทั่วไปแล้วพบว่า ธุรกิจครอบครัวมีรายได้แข็งแกร่งกว่าและ EBITDA (กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย) ที่เติบโตกว่า อัตรากำไรที่สูงกว่าและอัตราผลตอบแทนจากกระแสเงินสดที่ดีกว่า ซึ่งผลประกอบการที่เหนือกว่านี้เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลกเลยทีเดียว

ทั้งนี้ งานวิจัยได้ระบุว่า2 หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวมีผลประกอบการดีกว่าธุรกิจทั่วไป นั่นคือการที่ธุรกิจครอบครัวมีการมุ่งเน้นในระยะยาว ซึ่งมักนำไปสู่การเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น โดย Eugene Klerk หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านการลงทุนของ Credit Suisse กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องของการมุ่งลงทุนหลายปีมากกว่าหวังผลกำไรรายไตรมาสและหากมองไปถึงด้านอื่น เช่น ความจริงจังในการวิจัยและพัฒนาเนื่องจากธุรกิจครอบครัวจะใช้รายได้ของตนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาโดยเฉลี่ยมากกว่าธุรกิจทั่วไปซึ่งถือเป็นการส่งเสริมการมุ่งเน้นระยะยาวนั่นเอง อีกทั้งธุรกิจครอบครัวยังมีแนวโน้มที่จะจัดหาเงินทุนเพื่อการเติบโตของบริษัทแบบธรรมชาติมากกว่าการกู้ยืมและมีแนวโน้มที่จะลดหนี้สุทธิอีกด้วย

นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้สำรวจธุรกิจครอบครัว 100 ราย เพื่อศึกษากลยุทธ์ในการบริหารธุรกิจ พบว่ามากกว่า 50% ระบุว่า พารามิเตอร์สำคัญที่นำมาใช้กับค่าตอบแทนผู้บริหารระดับสูง คือมาตรวัดทางการเงินหรือไม่ใช่การเงินในระยะยาว โดยมีรายได้หลายๆ ปี หรืออัตราการเติบโตของกำไร(Earnings Growth) เป็นตัวชี้วัดที่นิยมมากที่สุด และหนึ่งในแง่มุมที่น่าสนใจอีกประการคือความจริงที่ว่าสัดส่วนการถือหุ้นของครอบครัวมีความสัมพันธ์กับนโยบายการจ่ายค่าตอบแทนในระยะยาว โดย 61% ของบริษัทที่ครอบครัวมีสัดส่วนการถือหุ้น 50% ขึ้นไปมีนโยบายด้านค่าตอบแทนทางการเงินหรือที่ไม่ใช่ทางการเงินในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม พบว่าสัดส่วนการถือหุ้นไม่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนนักต่อ ผลการดำเนินงานของบริษัท และเป็นการยากที่จะบ่งชี้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตัวแปรนี้ได้ชัดเจน ทั้งนี้งานวิจัยดังกล่าววิเคราะห์ว่าการที่ครอบครัวควบคุมบริษัทแบบรายวันหรือการมีส่วนร่วมในคณะกรรมการบริษัทอาจมีความเกี่ยวข้องกับผลการดำเนินงานของบริษัทมากกว่าสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทของผู้ก่อตั้งหรือครอบครัวของพวกเขาเสียอีก

อย่างไรก็ตาม จากสภาพการณ์ที่แปรปรวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน สิ่งที่น่ากังวลอย่างมากสำหรับธุรกิจครอบครัวคือการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นความต้องการนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ดังนั้นโจทย์ที่ท้าทายธุรกิจครอบครัวคือต้องเตรียมพร้อมและปรับตัวรับความท้าทายหากต้องการอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

ธุรกิจทุกแห่งล้วนแสวงหาการเติบโต แต่สำหรับธุรกิจครอบครัวนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งซึ่งต้องการเติบโตเพื่อรองรับการเติบโตของครอบครัวด้วย ด้วยลักษณะของธุรกิจครอบครัวเป็นรูปแบบธุรกิจเฉพาะที่ผลประโยชน์ของครอบครัวและธุรกิจมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและแน่นแฟ้น เจ้าของกิจการจึงต้องการทั้งความมั่งคั่งทางธุรกิจและความสามัคคีในครอบครัว

การวิจัยล่าสุดเผยว่า ธุรกิจครอบครัวทั่วโลกกำลังเพิ่มอัตราการเปลี่ยนพนักงาน การจ้างงานและผลกำไรให้ดีขึ้นและเร็วขึ้นกว่าองค์กรขนาดใหญ่ทั่วไป ดังนั้นเพื่อที่จะให้ธุรกิจมีการเติบโตธุรกิจครอบครัวต้องคำนึงถึงโอกาสทางการตลาดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการหาธุรกิจเสริมเพื่อเข้าซื้อกิจการอาจถอนการลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก

งานที่ว่าจ้างจากบุคคลภายนอกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและอาจขยายสู่ตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ตามธุรกิจครอบครัวจำนวนมากมักไม่ค่อยเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงการเติบโตนี้เท่าไรนัก ดังนั้นเพื่อช่วยธุรกิจครอบครัวในการวางแผนการเติบโต ทาง KPMG Enterprise 1 จึงได้แนะนำประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการประเมินและทบทวนอยู่เป็นประจำดังต่อไปนี้

1.การสร้างมูลค่าและการมุ่งเน้นอนาคต ธุรกิจตระหนักถึงพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปในตลาด และโอกาส
ในการกระจายธุรกิจหรือแนะนำผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ หรือไม่ ซึ่งนี่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในโลกที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

2.กลยุทธ์และการวางแผนธุรกิจ ธุรกิจจำนวนมากไม่มีกลยุทธ์การเติบโตที่ชัดเจนซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจได้ว่า
จะไปในทิศทางใด (วิสัยทัศน์และเป้าหมายเป้าหมายทางการเงินและลำดับความสำคัญกลยุทธ์) จะอยู่เวทีไหน (กำหนดรูปแบบธุรกิจที่มีรายละเอียดของตลาดอย่างชัดเจน คุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้าและแบรนด์ ลูกค้าและช่องทางการสื่อสาร) และวิธีที่จะประสบความสำเร็จ (กำหนดรูปแบบการดำเนินงานอย่างชัดเจน)

3.โครงสร้างธุรกิจ การดำเนินงานและการเงินธุรกิจมีกระบวนการและโครงสร้างที่เหมาะสมเพื่อให้ข้อมูลด้าน
การเงินและการบริหารที่ถูกต้องและทันเวลาหรือไม่ โครงสร้างสอดคล้องกับกลยุทธ์หรือไม่ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลักและรางวัลจูงใจที่มีอยู่สอดคล้องกับกลยุทธ์หรือไม่

4.ทรัพยากรมนุษย์ การจัดการคนเก่งเป็นสิ่งสำคัญและธุรกิจจำเป็นต้องมีคนที่เหมาะสมกับงาน โดยต้องมี
กระบวนการสรรหาบุคลากรและการรักษาคนที่เหมาะสมเอาไว้ รวมถึงการจัดทำแผนการสืบทอดตำแหน่งที่สำคัญและจัดเตรียมโปรแกรมการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะของพนักงานภายในองค์กร

5.เทคโนโลยี เทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญในทุกธุรกิจใดรวมถึงการลงทุนและการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น
จึงควรมีการประเมินว่าบริษัทมีมาตรการในการจัดการกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์หรือการกู้คืนระบบเมื่อมีภัยคุกคามสำคัญเกิดขึ้นหรือไม่

6.การกำกับดูแล ระดับการกำกับดูแลที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ในอนาคต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติตามกฎระเบียบกฎหมายภาษีและการเงินมากขึ้น ธุรกิจมีการทบทวนกลยุทธ์สำคัญและความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจเป็นประจำทุกปีหรือไม่ ธุรกิจมีประกันความคุ้มครองที่เหมาะสมหรือไม่ ธุรกิจมีคนที่มีทักษะความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสมอยู่ในคณะกรรมการบริษัท หรือทีมผู้บริหารเพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตหรือไม่

ทั้งนี้ เมื่อธุรกิจมุ่งที่จะเติบโต เจ้าของธุรกิจจึงต้องหาแนวทางที่เหมาะสม ทั้งการทำให้ผลประโยชน์ของธุรกิจและครอบครัวมีความสอดคล้องกัน และวิธีป้องกันความขัดแย้งหรือความไม่ลงรอยกันที่อาจจะขัดขวางการเติบโตได้ นอกจากนี้จากการสำรวจของ EY3 ยังพบว่า การถ่ายทอดความรู้ การบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนที่ดีขึ้น และการร่วมมือกับซัพพลายเออร์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการปรับปรุงประสิทธิภาพของธุรกิจ

อีกทั้งการถ่ายทอดความรู้ภายในองค์กรยังสามารถเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญของธุรกิจได้ และธุรกิจครอบครัวยังเชื่อว่าเพื่อให้เกิดการเติบโตของธุรกิจ ควรมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์/บริการใหม่ๆ

ทั้งนี้ จากการมีส่วนร่วมมากขึ้นของคนรุ่นใหม่ในธุรกิจครอบครัวทำให้ ไอเดียใหม่ๆ และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จอย่างยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจครอบครัวแต่ละแห่งมีข้อได้เปรียบและข้อจำกัดแตกต่างกัน ดังนั้นควรเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ของตนเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ที่มา:

  1. Alan Barr. 2017. Managing growth in a family controlled enterprise.Available: https://home.kpmg.com/xx/en/home/insights/2017/10/managing-growth-in-a-family-controlled-enterprise.html
  2. Credit Suisse. 2017. The CS Family 1000. Research Institute:Thought Leadership from Credit Suisse Research and the World’sForemost Experts. CREDIT SUISSE AG. Zurich Switzerland
  3. EY. 2017. Family Business Survey Report 2017: Every familybusiness has a story to tell. Ernst & Young Cyprus Ltd.
  4. Luke Graham. 2017. How Family-Owned Companies Outperform in Every Sector. MARKET STRATEGIST SURVEY. CNBC. Available:https://www.cnbc.com/2017/09/28/credit-suisse-how-family-ownedcompanies-outperform-in-every-sector.html

เกี่ยวกับผู้เขียน: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล
ผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

 

 

 

ติดตามข่าวธุรกิจการและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com 

 

 

 

Share.