REVU ตัวเชื่อมระหว่างแบรนด์ กับ ไมโครอินฟลูเอนเซอร์

0

smmagonline-แม้จะรู้ว่าอินฟลูเอนเซอร์คือเครื่องมือการตลาดที่ดีของยุคนี้ โดยเฉพาะไมโครอินฟลูเอนเซอร์ และที่กำลังลงไปลึกถึงระดับนาโน แต่ก็ใช่ว่าทุกแบรนด์จะมีความสามารถที่จะรู้จักหรือเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ได้อย่างเหมาะสม ช่องว่างนี้เองคือโอกาสธุรกิจมหาศาลที่ยังทำให้ออนไลน์เอเจนซี่ยุคใหม่ สร้างโอกาสธุรกิจขึ้นมาได้อีกมาก

เหมือนเช่นที่ อนุพงศ์ จันทร (เช็ค) กรรมการผู้บริหารบริษัท Alternate 65 จำกัด และผู้ถือลิขสิทธิ์ เรวู ไทยแลนด์ (Revu Thailand) บริษัทที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางระหว่างแบรนด์และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์โดย th.revu.net เกิดจากความร่วมมือ
ระหว่าง บริษัท YDM Global ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง จากประเทศเกาหลี และบริษัท วายดีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเพิ่งดำเนินงานครบรอบ 2 ปีในปี 2018 นี้

บริษัทมีเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจเพื่อช่วยแบรนด์สร้างออนไลน์คอนเทนต์ หรือการทำการตลาดโดยใช้ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ เพราะความเชื่อที่ว่า การสร้างโอกาสให้แบรนด์ โดยทำออร์แกนิคคอนเทนต์ผ่านการรีวิว จะช่วยสื่อสารกับผู้บริโภคเป้าหมายของแบรนด์ได้กว้างขึ้น และข้อมูลที่ผู้บริโภคได้รับยังมาจากผู้บริโภคด้วยกันเอง

“สิ่งเหล่านี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้อ่านเพื่อทำความเข้าใจ และเกิดการตัดสินใจในการซื้อสินค้าหรือบริการได้ง่ายขึ้น” ซึ่งนี่ก็คือรูปแบบของการทำตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์นั่นเอง โดยเรวู จะมีหน้าที่จัดการและดูแลกระบวนการทำงานของ th.revu.net ตั้งแต่ต้นจนจบ ในการครีเอทบทความรีวิวผ่านคำสำคัญ (Keywords) ที่ทางแบรนดใ์ ช้เพื่อทำการตลาดและข้อมูล
ที่ทางแบรนด์ต้องการนำเสนอกับผู้บริโภคทั่วไป

“การทำงานของเราจะเริ่มจากรับบรีฟจากลูกค้าไม่ว่าจะเป็นแบรนด์หรือนักการตลาดที่ดูแลแบรนด์ว่าต้องการอะไร จากนั้นสร้างแคมเปญของสินค้าโดยแบรนด์เป็นผู้กำหนดคำสำคัญและสิ่งที่ต้องการให้เขียนรีวิว รวมถึงรายละเอียดของสินค้าและบริการ พร้อมกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาการทำงานตั้งแต่เริ่มทำแคมเปญจนสรุปผลส่งลูกค้า”

ในขั้นตอนการผลิตคอนเทนต์เรวูจะใช้อินฟลูเอนเซอร์ หรือเปิดรับผู้รีวิวในระบบของ th.revu.net ให้เข้ามารีวิวแคมเปญโดยสมัครใจ จากนั้นจะคัดเลือกให้ได้จำนวนตามที่แบรนด์ต้องการ แล้วเริ่มขั้นตอนรีวิวด้วยการให้รีวิวเวอร์ทุกคนทดลองใช้สินค้าหรือบริการจริง แล้วเปิดให้เขียนรีวิวตามข้อกำหนดส่งกลับมาเพื่อขั้นรีวิวที่ถูกต้องครบถ้วน

ทั้งนี้ กระบวนการรีวิว หรือการทำงานของอินฟลูเอนเซอร์ ที่ทดลองใช้สินค้าและบริการจริงโดยทั่วไปจะมีขั้นตอนไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันโดยมาก มักจะอยู่ที่มุมมองว่า แท้จริงแล้วใครคืออินฟลูเอนเซอร์ และแบรนด์มองประโยชน์จากอินฟลูเอนเซอร์อย่างไร

ใครคืออินฟลูเอนเซอร์ในมุมมองของแบรนด์

สำหรับเรวู ให้ความหมายของ อินฟลูเอนเซอร์ เดิม หรือเพาเวอร์ อินฟลูเอนเซอร์ ว่าเป็นกลุ่มที่มีผู้บริโภคติดตามไลฟ์สไตล์จากการโพสต์เนื้อหา และทำให้เกิดการบริโภคตามกันจากโพสต์ที่เป็นการแนะนำ หรือเชิญชวนให้ทำอะไรบางอย่างแบบเฉพาะทางที่พวกเขาสนใจอยู่ ซึ่งผู้บริโภคทำตาม เพราะความรู้สึกว่าบุคคลเหล่านั้นน่าเชื่อถือ และเป็นกูรูสำหรับพวกเขาได้

การใช้ เพาเวอร์ อินฟลูเอนเซอร์ ระดับผู้ติดตามจำนวนมากถึงหลักแสนหลักล้าน อาจจะได้ผลและเหมาะกับแบรนด์ใหญ่ ซึ่งหากแบรนด์ยิ่งหาวิธีทำ Collaborations กับกลุ่มคนเหล่านี้ได้มากเท่าไร แบรนด์จะยิ่งได้ประโยชน์จากคนเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น แต่สำหรับแบรนด์ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางที่งบไม่สูงมาก สิ่งที่ตอบโจทย์อาจไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์ แต่เป็นไมโครอินฟลูเอนเซอร์ที่จะช่วยให้แบรนด์สร้างออนไลน์คอนเทนต์ที่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ จึงไม่ใช่คนเด่นคนดังแบบที่รู้จักทั่วไป แต่เป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และสามารถกระจายข่าวสาร หรือแนะนำความรู้ให้กับคนใกล้ชิดหรือผู้ติดตามกลุ่มเล็กๆ ได้ นั่นคือเสน่ห์ของไมโครอินฟลูเอนเซอร์ซึ่งจะมีวิธีการพูดคุยกับผู้ติดตามของคนกลุ่มนี้ ซึ่งมีความเป็นเพื่อนใกล้ชิดกันมากกว่า เพราะทำให้เกิดเอ็นเกจเมนต์ มีการโต้ตอบสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเพราะพูดคุยในสิ่งที่พวกเขาชอบร่วมกัน ฉะนั้น บางทีไมโครอินฟลูเอนเซอร์ก็อาจจะมาในรูปแบบของ Bloggers หรือ Vloggers ที่มี Followers ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น”

โดยสรุป ประโยชน์ของการใช้ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ในการทำแบรนด์โปรโมตจะได้ผลดังนี้

  • ประการแรก-แบรนด์จะได้เอ็นเกจเมนต์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ ไมโคร อินฟลูเอนเซอร์ มากกว่า โดยทั่วไปอินฟลูเอนเซอร์จะได้เอ็นเกจเมนต์ประมาณ 1.6 – 2.0% ส่วนไมโครอินฟลูเอนเซอร์ มักจะมีเอ็นเกจเมนต์เรตสูงกว่าหรือประมาณ 5 – 8%
  • ประการที่สอง- ไมโครอินฟลูเอนเซอร์สามารถโพสต์โปรโมต หรือเขียนเนื้อหาแบบเฉพาะทางหรือตามที่ตัวเองสนใจได้มากกว่าแค่ถ่ายรูปโพสต์ออกไป และผู้ติดตามของกลุ่มคนเหล่านี้ จะเชื่อถือคนกลุ่มนี้มากกว่าคนดัง เนื่องจากกลุ่มผู้ติดตามมักสนใจในสิ่งที่ไมโครอินฟลูเอนเซอร์รีวิวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
  • ประการที่สาม – การแข่งขันน้อย เพราะตลาดส่วนใหญ่มักมีความต้องการเพาเวอร์อินฟลูเอนเซอร์ที่ทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว เมื่อเป็นที่ต้องการสูง งบประมาณในการจ้างก็สูงตามไปด้วย ต่างกับไมโครอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้าถึงง่ายกว่า และงบประมาณสมเหตุสมผล
  • ประการที่สี่ – ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ มักมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ติดตามพวกเขา เพราะโดยมากเริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน เป็นเพื่อนของเพื่อน จนมีผู้ติดตามมากขึ้น ใช้เวลาในการขยายจำนวนผู้ติดตามไปเรื่อยๆ จึงเหนียวแน่น ต่างจากเพาเวอร์อินฟลูเอนเซอร์ที่คนติดตามเพราะความดังจากชื่อเสียงที่รู้จักในวงกว้าง
  • ประการที่ห้า – ผู้บริโภคจะรู้สึกว่าไมโครอินฟลูเอนเซอร์ให้ข้อมูลความจริงมากกว่าไม่เหมือนเพาเวอร์อินฟลูเอนเซอร์ที่โพสต์ที่สื่อออกมาใกล้เคียงกับโฆษณาของแบรนด์ อีกทั้งกลุ่มคนติดตามรู้ดีว่าไมโครอินฟลูเอนเซอร์แต่ละคนแต่ละรายถนัดด้านไหน ถ้าพูดในเรื่องที่เกี่ยวข้องก็จะดูน่าเชื่อถือและมีน?้ำหนักมากกว่า

ทำไมไมโครอินฟลูเอนเซอร์ถึงกลายเป็นเทรนด์

เรวู เริ่มจับตลาดออนไลน์โดยใช้ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ตั้งแต่เริ่มต้นบริษัทเมื่อปีที่ผ่านมา ปีนี้ครบรอบ 2 ปี อนุพงศ์ ยืนยันผลตอบรับด้วยแผนการขยายแพลตฟอร์มรีวิว ซึ่งเติบโตต่อเนื่องในไทย และกำลังจะขยายไปยังตลาดไต้หวัน อินโดนีเซีย และเวียดนาม ด้วยโมเดลเดียวกัน โดยเชื่อว่าไมโครอินฟลูเอนเซอร์จะเป็นอาวุธลับของการสร้างแบรนด์ในระยะยาว

“เรวูเป็นผู้นำเทรนด์การทำตลาด คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง ผ่านผู้ใช้จริง ซึ่งเราจะเดินหน้าชูกลยุทธ์ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ในการบุกตลาดออนไลน์ต่อไป รวมทั้งนำบทความหรือรีวิวการใช้จริงนี้ไปวิเคราะห์และพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดให้เกิดประสิทธิภาพ”

การดำเนินงานที่ผ่านมา มีจำนวนรีวิวในแพลตฟอร์มเรวูมากกว่า 12,000 รีวิว และจำนวนรีวิวเวอร์กว่า 8,500 คน เพิ่มขึ้นเท่าตัว และมีการเติบโต 50% จากปี 2560 รวมถึงมีแคมเปญสินค้า หรือบริการที่ใช้นักรีวิวผ่าน REVU มาแล้วกว่า 2,000 แคมเปญ ปี 2561 นี้บริษัทตั้งเป้าเติบโตเพิ่มขึ้น 30% รวมทั้งตั้งเป้าเพิ่มจำนวนรีวิวเวอร์เป็น 15,000 คน

โดยปัจจุบันมีหมวดสินค้าหรือบริการ 5 อันดับยอดนิยมที่เลือกใช้แพลตฟอร์มรีวิวของเรวู มาใช้เป็นกลยุทธ์ทำการตลาดให้กับแบรนด์ ได้แก่ หมวดสินค้าความงาม ไลฟ์สไตล์ไอทีและอุปกรณ์สุขภาพ และอาหาร

ติดตามข่าวธุรกิจการและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com 

Share.