เมื่อหนี้สินชี้ถึงความมั่งคั่งทั่วโลก

0

smmagonline -ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ได้เปิดเผยรายงานความมั่งคั่งทั่วโลก ฉบับที่ 9 ที่ทำการสำรวจภาวะสินทรัพย์และหนี้สินภาคครัวเรือนในกว่า 50 ประเทศอย่างละเอียด พบว่า สินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น 7% สินทรัพย์ทางการเงินของภาคครัวเรือนเอกชนไทยเพิ่มขึ้น 2% แซงหน้าการขยายตัวของสินเชื่อที่โตเพียง 4.6%

ความมั่งคั่งทั่วโลก

จากรายงานพบว่า ปี 2560 เป็นปีที่พิเศษสุด ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองที่มีมากขึ้น แต่ก็เป็นปีที่เกือบจะสมบูรณ์แบบสำหรับนักลงทุน การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังจากเกิดวิกฤตทางการเงินส่งผลให้เกิดการฟื้นตัวพร้อมๆ กันทั่วโลกและตลาดเงินเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

โดยเฉพาะในตลาดตราสารทุน ส่งผลให้สินทรัพย์ทางการเงินภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 7.7% สินทรัพย์ทางการเงินรวมของโลกเพิ่มสูงขึ้นแตะ 168 ล้านล้านยูโร หรือประมาณ 5.5 ล้านล้านบาท

ไมเคิล ไฮส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกลุ่มอลิอันซ์เยอรมนี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เล่าว่า ปีที่แล้วเป็นปีที่ดีมากสำหรับผู้ฝากเงิน ถือเป็นยุคหลังวิกฤติที่จบลงด้วยดี

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป นโยบายการเงินที่ครอบจักรวาลสุดขั้วช่วยให้เกิดกระแสขาขึ้นอย่างต่อเนื่องและมั่นคงในตลาดเงิน

แต่ตอนนี้ก็เริ่มเห็นสัญญาณต่างๆ ที่น่าเป็นกังวล เช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ย ความขัดแย้งทางการค้าและการเมืองที่เน้นนโยบายประชานิยมมากขึ้นเป็นสาเหตุให้เกิดความตึงเครียดและความวุ่นวาย ซึ่งทำให้เดือนแรกของปีนี้มีสัญญาณที่ไม่ดีนัก

สินทรัพย์ทางการเงินไทยโตชะลอตัว

ในปี 2560 สินทรัพย์ทางการเงินภาคครัวเรือนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 6.2% ชะลอตัวลงจาก 9.8% ในปีก่อน ตัวการ สำคัญ คือ หลักทรัพย์ที่มีอัตราการเติบโตเพียง 9.8% หลังจากปีกันชนในปี 2559 ที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 20 %

ส่วนสินทรัพย์ประเภทอื่นขยายตัวพอๆ กับปีที่ผ่านมา คือ เงินฝากธนาคารเพิ่มขึ้น 4% และสินทรัพย์ประกันภัยและเงินบำเหน็จบำนาญเพิ่มขึ้น 3.8% เงินฝากธนาคารยังคงอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ที่โดดเด่นในหน่วยลงทุนกลุ่มภาคครัวเรือนไทยซึ่งคิดเป็น 45% ของสินทรัพย์ทางการเงินรวม ตามด้วยหลักทรัพย์ หุ้นและพันธบัตรโดยมีสัดส่วน 39.3%

การก่อหนี้ของภาคครัวเรือนของไทยยังคงเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข แม้จะผ่อนคลายเล็กน้อยในปี 2560 แต่หนี้สินภาคเอกชนก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างมโหฬารถึง 79.1% ของ GDP ซึ่งลดลงจากจุดสูงสุดที่ ร้อยละ 81.2% ในปี 2558

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการเช่นนี้ไม่ได้สะท้อนถึงการหยุดยั้งที่จะไม่ก่อหนี้ ในทางตรงกลับกัน หนี้สินพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อปีที่แล้ว แตะที่ 4.6% หลังจากเพิ่มขึ้นเพียง 3.8% ในปี 2559 เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจแซงหน้าการเติบโตของสินเชื่อ แม้ว่าอัตราการขยายตัวจะต่ำกว่าอัตราตัวเลขสองหลักที่มีให้เห็นในระหว่างปี 2553-2556

โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนที่อยู่ในกลุ่มที่มีรายได้น้อย ยังคงอ่อนแอ นอกจากนี้ การเพิ่มดอกเบี้ยและอัตราการว่างงานอาจเป็นสาเหตุให้จำนวนครัวเรือนที่ประสบปัญหาในการชำระคืนเงินกู้ยืมพุ่งสูงขึ้น

สินทรัพย์ทางการเงินสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 8% แตะ 4,330 ยูโรต่อหัว (หรือประมาณ 140,530บาท ดังนั้น ประเทศไทยจึงอยู่ในลำดับที่ 44 ของกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุดของโลกเช่นเดียวกันกับปีก่อน สวิตเซอร์แลนด์กลับขึ้นมาผงาดครองอันดับสูงสุด หลังสูญเสียอันดับที่หนึ่งให้กับสหรัฐอเมริกาไปเมื่อปีก่อน

โดยทั่วไปแล้วประเทศในแถบยุโรปทำอันดับได้ดีขึ้นในปี 2560 ดีกว่าหลายปีก่อนหน้านี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเงินยูโรที่แข็งแกร่งขึ้นมากที่สุดและเป็นสกุลเงินที่สำคัญที่สุด

จับตาสหรัฐอเมริกาไล่บี้แซงจีน

หลายปีหลังจากวิกฤติ การเติบโตของสินทรัพย์ที่ค่อนข้างอ่อนแอในภาคอุตสาหกรรมเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ซึ่งการเติบโตเช่นนี้ยังคงเปลี่ยนแปลงในปี 2560 อัตราเร่งในการเติบโตเกิดขึ้นจากการพัฒนาในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเป็นหลัก

โดยการเติบโตของสินทรัพย์ในประเทศต่างๆ เหล่านี้เพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งจุดเป็น 6.5 กลุ่มประเทศเกิดใหม่เพิ่มสูงขึ้นถึง  12.9% ผลต่างของการเติบโตของสินทรัพย์ระหว่างกลุ่มประเทศทั้งสองกลุ่มนี้จึงอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2548 ที่ 6.5% ตัวเลขเฉลี่ยการเติบโตของสินทรัพย์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาสูงกว่าสองเท่าที่ 13%

พัฒนาการที่ขัดกันเช่นนี้เมื่อดูการเติบโตของสินทรัพย์ทางการเงินเกิดจากคู่มวยรุ่นเฮฟวี่เวทอย่างพญามังกรจีน การเติบโตที่ชะลอตัวลงจาก 18.3% เหลือเพียงร้อยละ14 กับพญาอินทรีสหรัฐอเมริกา ซึ่งการขยายตัวพุ่งพรวดขึ้นจากร้อยละ5.8% เป็น 8.5%ในเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) มีการขยายตัวลดลงจาก 14.7% ในปี 2559 มาอยู่ที่ 12.2% ในปี 2560

ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงแซงหน้าคู่แข่งอย่างจีนได้อีกครั้งในแง่ของอัตราการเติบโตอย่างแน่นอนแล้ว ในปี 2560 การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา คิดเป็นประมาณ 44% ของการเติบโตของสินทรัพย์ทางการเงินภาคครัวเรือนรวมทั้งโลก

ในขณะที่ประเทศจีนมีสัดส่วนสินทรัพย์ภาคครัวเรือนเพียง 25% เท่านั้น อัตราส่วนดังกล่าวเฉลี่ย 26% เทียบกับ 35% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจีนขยายตัวเป็นอันดับหนึ่ง

ความไม่เสมอภาค

พัฒนาการของความไม่เท่าเทียมกันในบริบทของประเทศแสดงออกมาให้เห็นภาพที่แตกต่างกันออกไป ในหลายประเทศมีการกระจายความมั่งคั่งได้ดีขึ้นนับตั้งแต่เปลี่ยนสหัสวรรษ แต่การกระจายความมั่งคั่งในหลาย ๆ ประเทศก็แย่ลง เช่น ประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่

เริ่มตั้งแต่สหรัฐอเมริกาไปจนถึงประเทศในกลุ่มวิกฤตยูโรและไม่เว้นแม้แต่ประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่น การรับรู้ว่าประเทศอุตสาหกรรม “เก่าแก่” เป็นอาทิ ได้รับความทุกข์ระทมจากวิกฤตในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาจากช่องว่างของความไม่เท่าเทียมระหว่างคนรวยและคนจนที่ถ่างเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งดูเหมือนว่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริงในหลาย ๆ กรณี และเป็นจริงสำหรับประเทศไทย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายครัวเรือนได้ถูกลดชั้นจากความมั่งคั่งระดับกลางไปสู่ระดับความมั่งคั่งต่ำสืบเนื่องมาจากการก่อหนี้สินที่พอกพูนขึ้น

ตัวชี้วัดกระจายความมั่งคั่ง

เพื่อให้ได้ภาพการกระจายความมั่งคั่งในระดับประเทศที่แตกต่างน้อยมากในบริบทระหว่างประเทศ เราจึงได้นำเสนอตัวชี้วัดใหม่ในรายงานนี้ คือ ดัชนีความมั่งคั่งส่วนทุน (Allianz Wealth Equity Indicator: AWEI) ผลลัพธ์บางอย่างเป็นที่น่าประหลาดใจ “ผู้ต้องสงสัย” ยังคงเป็น สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย และสหราชอาณาจักร เป็นประเทศที่มีการกระจายของความมั่งคั่งที่ถูกบิดเบือนอย่างมาก

รวมถึงเดนมาร์ก สวีเดน และเยอรมนี ประเทศในแถบสแกนดิเนเวียอาจเป็นเพราะระดับหนี้ที่สูงขึ้นในหมู่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ การรวมตัวที่ล่าช้าของประเทศเยอรมนีและปัญหาการขาดแคลนเงินเพื่อจ่ายเงินตามแผนการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญมีส่วนสำคัญในกระจายความมั่งคั่งในทางตรงข้าม

ประเทศที่มีการกระจายความมั่งคั่งค่อนข้างสมดุลประกอบด้วยประเทศในแถบยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันตกหลายประเทศซึ่งบางประเทศเป็นประเทศที่ประสบกับวิกฤตยูโร เช่น อิตาลี สเปนและกรีซ แม้ว่าในช่วงสองสามปีของวิกฤตทางการเงิน และความมัธยัสถ์อาจทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันมากขึ้นในสองประเทศนี้

ซึ่งยังคงมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงมากพอที่จะรองรับวิกฤตได้ เนื่องจากสินทรัพย์มีการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายที่เห็น หากเป็นสินทรัพย์กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ แม้การกระจายความมั่งคั่งจะเลวร้ายลงในปัจจุบัน แต่ไทยยังคงจัดอยู่ในประเทศที่มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในการจัดอันดับครั้งนี้

ตัวบ่งชี้ความมั่งคั่งใหม่ของเราแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเราควรระมัดระวังในการหาข้อสรุปที่เร่งรีบหรือง่ายไปนอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา ไม่มีประเทศใดตรงกับความคิดของการกระจายความมั่งคั่งที่ถูกบิดเบือนสุดโต่ง แต่ยังคงเลวร้ายอีกต่อไป ในประเทศส่วนใหญ่เงาสีเทาเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว

การลงทุนในหลักทรัพย์กลับมาคึกคัก

พฤติกรรมการลงทุนในปี 2560 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่สนใจลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมในช่วงหลายปีหลังจากวิกฤติ ปี 2560 เราได้เห็นเงินไหลเข้าอย่างมีนัยสำคัญในสินทรัพย์ประเภทนี้ส่วนแบ่งในปีก่อนเกือบแตะหนึ่งในห้าของเงินลงทุนใหม่ ซึ่งสูงกว่าในช่วงหลายปีก่อนหน้าเกิดภาวะวิกฤติ ในบริบทของตลาดหุ้นที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยแสดงให้เห็นว่าเป็นหลักทรัพย์ที่เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสินทรัพย์ทุกประเภทในปี 2560 เพิ่มขึ้นรวม 12.2% และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 42% ของเงินออมทั้งหมดในสิ้นปี 2560 ตามติดๆ มาด้วยอันดับที่สองโดยเงินรับ (Receivables)จากบริษัทประกันภัยและเงินบำนาญ คิดเป็น 29% ของพอร์ตสินทรัพย์และขยายตัว 5.2% ในปีที่ผ่านมา

ในขณะที่นักลงทุนพบว่าตลาดทุน เงินฝากธนาคารได้รับความนิยมลดลงในหมู่ครัวเรือนทั่วโลก มีเพียง 42% ของเม็ดเงินลงทุนใหม่ที่ไหลเข้าสู่ธนาคาร เทียบกับ 63% เมื่อปีก่อน ตัวเลขเต็มๆ คือ ลดลงกว่า 390,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท เป็นผลทำให้การเติบโตของเงินฝากลดลงถึงสองจุดที่ 4.3% (ส่วนแบ่งของพอร์ตสินทรัพย์เกือบ 27%)

แคทริน แบรนด์เมียร์ (Kathrin Brandmeir) ผู้ร่วมเขียนรายงาน เล่าว่าผู้ฝากเงินได้รับรู้ถึงสัญญาณของเวลาแล้วการที่ผู้ฝากเงินจะไม่นำเงินไปฝากธนาคารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอุตสาหกรรม “เก่า” ไม่ได้มาติดอันดับที่สองเร็วจนเกินไป เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อเริ่มหวนกลับมาแล้ว

นอกจากนี้ การเพิ่มราคาสินค้าในประเทศเหล่านี้สูงขึ้นเป็นสองเท่าในปี 2560 แม้ว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ยอดความสูญเสียในอำนาจซื้อของเงินฝากธนาคารพุ่งขึ้นด้วย คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 400,000ล้านยูโร หรือประมาณ 12.9 ล้านล้านบาท ในปี2560 เพียงปีเดียว

หนี้สินพุ่งสูงขึ้น

หนี้สินครัวเรือนทั่วโลกเพิ่มขึ้น 6% ในนปี 2560 ดังนั้นอัตราการเติบโตอยู่ในระดับที่สูงกว่าปีที่แล้วเล็กน้อยที่ระดับ 5.5% ในภูมิภาคเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) การเติบโตของหนี้สินเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่อยู่ในระดับสูงโดยลดลงจาก 16.5% เป็น 15.8% ในปี 2560

เนื่องจากความต้องการสินเชื่อที่สูงในตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาค (สัดส่วนหนี้สินคิดเป็นร้อยละต่อGDP) เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 64.3% (ในเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นมีหนี้ 49.2% ของ GDP) ตัวเลขค่าเฉลี่ยเหล่านี้ปกปิดความแตกต่างกันอย่างมหาศาลในบางประเทศ ระดับหนี้และการเปลี่ยนแปลงได้ถึงขั้นวิกฤตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

มิเคล่า กริมม์ (Michaela Grimm) ผู้ร่วมเขียนรายงานอีกคน ให้ความเห็นว่า ในประเทศที่ได้รับการวิเคราะห์ส่วนใหญ่การขยับของหนี้ภาคเอกชนยังไม่น่าเป็นห่วงอย่างไรก็ตาม มีบางประเทศในแถบเอเชีย เช่นไทย มาเลเซีย เกาหลีใต้และจีน น่าจะได้รับการติดตามพัฒนาการของหนี้อย่างใกล้ชิด

โดยสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามในประเทศเหล่านี้ คือมีความคล้ายคลึงกันในเรื่องของการมีสินเชื่อที่มากเกินไปก่อนจะเกิดวิกฤติทางการเงิน แม้ว่าภาระหนี้จะมีการเติบโตมาก สินทรัพย์ทางการเงินสุทธิ เช่น ส่วนต่างระหว่างสินทรัพย์ทางการเงินรวมและหนี้สินที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่ 128.5 ล้านล้านยูโร ใกล้เคียงกับตัวเลขในปี 2560 ซึ่งแสดงถึงหนี้ที่เพิ่มขึ้น 8.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

มีส่วนร่วมมากขึ้นจากโลกาภิวัตน์

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาของโลกาภิวัตน์ที่รวดเร็วได้ก่อให้เกิดชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ของความมั่งคั่งขึ้นบนโลกซึ่งมีมากถึงราว 1.1 พันล้านคนในปลายปี 2560 ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า 500 ล้านคนในช่วงเปลี่ยนสหัสวรรษ น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของชนชั้นกลาง กลุ่มนี้มาจากยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ หรือญี่ปุ่น

ปัจจุบัน ประเทศเหล่านี้มีสัดส่วนเพียงหนึ่งในสี่ของชนชั้นกลางที่มีความมั่งคั่งทั่วโลกเท่านั้นในทางตรงกันข้าม ส่วนแบ่งของชนชั้นกลางในจีนได้เพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 30% มาเป็นสูงมากกว่า 50 ในช่วงเวลานี้

ตัวเลขที่มาพร้อมกับเรื่องราวความสำเร็จนี้เป็นที่น่าประทับใจ ชาวจีนประมาณ 500 ล้านคน ได้ย้ายเข้าสู่กลุ่มชนชั้นกลางที่มีฐานะร่ำรวยระดับโลกตั้งแต่ปี 2543 และมีชาวจีนกว่า 100 ล้านคน สามารถนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งระดับโลก

ดังนั้น วันนี้จึงกล่าวได้ว่า 62% ของชนชั้นกลางที่มีความมั่งคั่งระดับโลกและ 42% ของชนชั้นที่มีความมั่งคั่งสูงเป็นพลเมืองของประเทศในเอเชีย

ติดตามข่าวธุรกิจการและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com 

Share.