มองกลยุทธ์การ “แก้เกม” สงครามการค้าของประเทศมหาอำนาจ

0

smmagonline – การที่รัฐบาลมหาอำนาจต้องการ “ช่วงชิง” มวลชน เพื่อนำไปสู่โอกาสในการชนะเลือกตั้งในพรรคการเมืองของตน โดยใช้วิธีการ “ลงโทษ” ประเทศอื่นๆ ด้วยข้อกล่าวหาว่าประเทศเหล่านั้นได้เอาเปรียบตนในด้านต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่นการที่ประเทศของตนต้องขาดดุลการค้า คิดเป็นมูลค่ามหาศาลแก่ประเทศ “คู่ค้า” เหล่านั้น

ตัวอย่างของการ “ลงโทษ” ก็คือการใช้นโยบายปกป้องทางการค้า (Trade Protectionism) เช่นการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้าเพิ่มขึ้น ฯลฯ โดยพยายามบริหารข่าวสารข้อมูลกล่าวหาประเทศคู่ค้าว่าปฏิบัติต่อตนอย่างไม่เป็นธรรม เพื่อให้ประชาชน (ผู้มีสิทธิหย่อนคะแนนบัตรเลือกตั้ง) ให้เห็นคล้องกับนโยบายของตน

ในขณะเดียวกัน ประเทศคู่ค้าที่ถูกกล่าวหาว่ามีการเกินดุลการค้ากับอีกประเทศ (มหาอำนาจ) หนึ่งที่รู้สึกว่าตนเองได้รับปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากปฏิบัติการตั้งกำแพงภาษีดังกล่าว ก็ต้องไปอธิบายหรือ“ประชาสัมพันธ์” กับประชาชนซึ่งเป็นฐานมวลชนของตน เพราะประชาชนในประเทศต่างๆ เหล่านั้นก็ต่างรู้สึกไม่พอใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นกัน

โดยถ้าหากรัฐบาลของประเทศที่รู้สึกว่าตนเองตกเป็นฝ่าย “ถูกกระทำ” อย่างไม่เป็นธรรม แล้วไปยอม “อ่อนข้อ” ให้แก่ประเทศคู่ค้า ก็ย่อมสร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนที่เป็น “ฐานมวลชน” ของตนและความไม่พอใจที่ถูกสะสมพอกพูนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็อาจจะ “ระเบิด” ออกมาเป็นการต่อต้านรัฐบาลของตนที่ถูกมองว่า “หงอ” ในสายตาของประชาชน

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นการยากมากที่ความขัดแย้งทางการค้า (Trade Conflict) ที่ได้ปะทุออกมาเป็นสงครามการค้า (Trade War) แล้ว จะยุติลงได้ง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้า “ชนวน” แห่งความขัดแย้งได้ถูกขยายให้เติบใหญ่และซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ก็จะยิ่งเป็นการยากที่รัฐบาลของประเทศดังกล่าวจะหา“บันได” ไต่ลงจากการขัดแย้งและเผชิญหน้าได้ง่ายๆ

ปัญหาที่ “ยาก” ยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือการที่ความขัดแย้ง (Conflict) ดังกล่าว ได้ขยายตัวออกสู่ประชาชนในวงกว้างของประเทศคู่ความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นได้มากและได้ง่ายในสังคมที่ถูกบงการด้วย “Social Mediaอันทรงประสิทธิภาพเช่นในปัจจุบัน

ดังนั้น ความขัดแย้งที่ถูกสะสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ดังกล่าว ที่เกิดจากอารมณ์ความรู้สึกที่ว่า ตนเองได้รับการปฏิบัติจากคู่กรณีที่ไม่เป็นธรรมและถูกเอารัดเอาเปรียบมาก ก็จะก่อตัวกลายเป็นความไม่เชื่อถือ (Distrust) ระหว่างกันและกัน และพัฒนาต่อไปอีกกลายเป็นความไม่ชอบ (Dislike) และที่น่ากังวลคือ ในที่สุดอารมณ์ความรู้สึกที่ถูก “บ่มเพาะ” อย่างต่อเนื่องยาวนาน ก็จะนำไปสู่ความรู้สึกเกลียดชังระหว่างกันและกัน ซึ่งจะเป็นเรื่อง “นามธรรม” ที่แก้ไขได้ยากกว่า “รูปธรรม” ตัวก่อเหตุเช่นการขัดแย้งทางการค้าเป็นอันมาก เพราะความรู้สึกเกลียดชัง (Hatred) ก็กลายเป็นอารมณ์ที่ติดตรึงอยู่ในความรู้สึกของผู้คนไปเนิ่นนาน และมีความสลับซับซ้อนจนยากแก่การเยียวยาแก้ไข

ยิ่งถ้าหากความรู้สึกดังกล่าว ถูกสะสมพอกพูนขึ้นจากความทุกข์ยากในชีวิตของผู้คนที่ต้องมีชีวิตที่ถูกกระทบจากการขัดแย้งทางการค้า เช่นการที่ผู้คนไม่น้อยอาจจะต้องถูกออกจากงานหรือลดเงินเดือนหรือการต้องซื้อหาสินค้า (นำเข้า) มาใช้ด้วยสนนราคาที่แพงกว่าเดิมเป็นอันมาก เพราะสินค้าและบริการดังกล่าวถูกเก็บภาษีนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากเดิม แล้วภาระภาษีถูก “ผลัก” มาสู่ประชาชนผู้บริโภค

ที่น่าเป็นห่วงมากๆ ก็คือถ้าความรู้สึกไม่พอใจและความเกลียดชังถูกสะสมบ่มเพาะขึ้นถึงระดับหนึ่งแล้วระเบิดตัวออกมาเป็นการต่อต้านหรือตอบโต้คู่กรณีด้วยกรรมวิธีต่างๆ ก็จะยิ่งทำให้เหตุการณ์ในด้านลบลุกลามออกไปอย่างกว้างขวาง อันจะส่งผลสร้างความเสียหายตามมาอีกมากมาย

ตัวอย่างเช่นการที่ประชาชนในประเทศเหล่านั้นลุกฮือขึ้นต่อต้านหรือบอยคอตสินค้าและบริการจากประเทศคู่กรณี หรือแม้แต่การต่อต้านขัดขวางการลงทุนจากผู้ประกอบการที่มีสัญชาติหรือต้นกำเนิดที่มาจากประเทศคู่กรณี ฯลฯ เพื่อต่อสู้ดิ้นรนและบริหารจัดการผลกระทบจาก “สงครามการค้า” ที่บานปลายและทำท่าทีจะดำรงอยู่อย่างยืดเยื้อและยาวนาน รัฐบาลเอกชน และประชาชนของประเทศเหล่านั้น ก็จะต้องหาทางปรับตัวโดยการมีกลยุทธ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ยิ่งถ้าเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ของประเทศและจำนวนประชากรมากๆ ด้วยแล้ว ก็หาทาง“แก้เกม” เพื่อลดทอนและแก้ไขปัญหา ก็ยิ่งจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากเป็นพิเศษ เพราะประเทศเหล่านั้นมีขนาด (Scale) ที่ใหญ่โตพอที่จะใช้หลักการบริหารเพื่อใช้ประโยชน์จากการประหยัด จากขนาด (Economies of Scale) มากยิ่งขึ้น

ยิ่งถ้าประเทศดังกล่าว มีระบบบริหารจัดการงานที่มีประสิทธิภาพในด้านความรวดเร็วว่องไว (Economies of speed) เช่น การที่ระบบไอที (Information Technology – I-T) สมัยใหม่ เช่นระบบ อินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ เช่น การมุ่งสู่ระบบ “5G” (Fifth Generation) ด้วย Internet of Things (IoT) ที่ทำให้มีระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artifcial Intelligence – AIเทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality – VR) ฯลฯ ที่พร้อมมูลด้วยแล้ว ประเทศเหล่านั้นก็จะยิ่งมีความได้เปรียบและสามารถแก้เกมจากผลกระทบด้านลบของ “สงครามการค้า” ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เพราะนอกจากความสามารถในการบริหารเวลา (Time management) ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังสามารถสร้างประสิทธิผลจากการประหยัดจากการ มีเครือข่าย (Economies of Scope or Networks) อีกด้วย

ในช่วงเวลาระยะสั้น (Short term) ประเทศขนาดใหญ่ที่ถูกกระทบอาจมีภาครัฐหรือรัฐบาลเป็น “หัวหอก” สำคัญในการบริหารจัดการปัญหาแบบ “ผ่อนหนักให้เป็นเบา” โดย “เครื่องมือ” หรือ มาตรการเฉพาะหน้าที่ สามารถถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ได้ก็คือนโยบายเศรษฐกิจแบบมหภาคที่ผ่อนคลาย (Expansionary macro – economic policy) ตัวอย่างเช่น นโยบายการคลัง (Fiscal policy) นโยบายการเงิน (Monetary policy) ฯลฯ หรือมาตรการผ่อนคลายปัญหาเฉพาะส่วนหรือเฉพาะภาคทางเศรษฐกิจและธุรกิจ (Sectoral support) โดยที่นโยบาย “เฉพาะหน้า”ดังกล่าว จะมีประโยชน์และประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นถ้าสามารถถูกใช้เป็นตัวกระตุ้นหรือส่งเสริมมาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาว (Long term actions) ได้ด้วย

โดยที่มาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาวของประเทศขนาดใหญ่ๆ เหล่านั้น อาจจะอยู่ที่การจัดสรรทรัพยากรภายในประเทศใหม่ (Internal new resource reallocation) เช่นการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และห่วงโซ่ทางคุณค่า (Value Chain) ภายใต้กลยุทธ์การใช้จมูกตัวเอง “หายใจ” แทนการ ยืมจมูกคนอื่นหายใจ เช่น การลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกประเทศ (External factors) เช่นการส่งออก (Exports) และการนำเข้า (Imports) ลง โดยหันไปส่งเสริมการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือกันภายในประเทศของตนแทน

เกี่ยวกับผู้เขียน: รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ : จัดเป็นนักวิชาการที่เจิดจรัสมากคนหนึ่ง ปริญญาเอกด้าน Economic Development จาก University เนเธอร์แลนด์ เป็นนักวิชาการรับเชิญในองค์กร และมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งในญี่ปุ่น มีตำแหน่งสำคัญ และราชการพิเศษมากมายแทบทุกกระทรวง ทบวง กรม ต่อเนื่องและสม่ำเสมอในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ สามารถคลุกเศรษฐกิจ การเงินและการเมืองเข้ากันอย่างมีรสชาติ นอกจากเป็นรองศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ยังเป็นผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันตำแหน่ง อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

 

ติดตามข่าวธุรกิจการและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com 

 

Share.