ESSO เชื่อทุกคน คือ พลังสำคัญ ขับเคลื่อนธุรกิจให้ยั่งยืน

0

smmagonline – “ทรัพย์สิน” ที่มีค่าที่สุดของ เอสโซ่ มิได้ หมายถึงแหล่งน้ำมัน โรงกลั่น หรือปั้มน้ำมัน แต่คือ “ทรัพยากรบุคคล” เพราะเราเชื่อว่าองค์กรจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน มาจากการร่วมกันของทุกคนทุกฝ่ายในองค์กรและไม่ได้มองแค่การพัฒนาคนเฉพาะในองค์กร แต่รวมไปถึงการมีส่วนร่วมสนับสนุนเยาวชนรุ่นใหม่ และชุมชนต่างๆ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้คือกำลังสำคัญในการพัฒนา สังคม สิ่งแวดล้อม ในวันนี้และอนาคต”

“Inclusion” หล่อหลอม

สร้างองค์กรเข้มแข็ง

องค์กรเอสโซ่ ประเทศไทย ในฐานะบริษัทในเครือเอ็กซอนโมบิลในประเทศไทย มีทีมงานอยู่ 2-3 พันคนมีทุกเจเนอเรชั่น หลากหลายเชื้อชาติ ดังนั้น ถ้าไม่ร่วมแรงร่วมใจกัน ก็ไม่สามารถร่วมกันพัฒนาองค์กรให้โตได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น Inclusion จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นจุดเริ่มต้นที่ ทำให้สังคมน่าอยู่ ทำงานอย่างมีความสุข ไม่มีความแปลกแยก เป็นสังคมที่เห็นต่างได้ แต่สามารถรับฟัง และร่วมกันคิดแนวทางแก้ไขที่ดีต่อส่วนรวม คือ ทุกคนให้ความสำคัญกับประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว”

ทั้งนี้ ดร.ทวีศักดิ์ ฉายภาพการทำงานในแบบ Inclusion ที่เชื่อว่าถ้าองค์กรใดสามารถประยุกต์ทำได้ย่อมทำให้องค์กรเข้มแข็ง “Inclusion ก็เหมือนกับคุณมีแป้ง ไข่ เนย น้ำตาล ช็อกโกแลต แล้วนำทุกอย่างมารวมกันทำเป็นเค้กที่มีมูลค่า คือไม่ได้มองทุกอย่างแยกออกจากกัน แต่นำมา Synergy และสร้างคุณค่าใหม่ขึ้นมานั่นเอง”

ดร.ทวีศักดิ์ บรรลือสินธุ์

ดังนั้น หนึ่งในกลยุทธ์ที่นำมาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรภายในคือ Winning Behaviors คือ การทำงานที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และช่วยกันพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ทำให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และรู้สึกมีความสุขกับการทำงาน

“ผลงานที่ดีที่สุด ไม่ได้มาจากทีมที่มีคนเก่งที่สุดแต่มาจากทีมที่ทุกคนพร้อมใจกันทำ เปิดใจรับฟังกันทุกคนรู้สึกเท่าเทียมกัน และนี่คือ หน้าที่ของผู้นำที่ต้อง ทำให้ลูกทีมทุกคนรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ ทุกคนพร้อมแลกเปลี่ยนไอเดียร่วมกัน ทุกคนพร้อมรับความแตกต่างโดยไม่มีใครรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง ที่สำคัญหัวหน้าต้องไว้ใจ และรู้จักให้อำนาจในการทำงานอย่างเหมาะสม ถ้าสร้างทีม ระบบการทำงานได้อย่าง Inclusion องค์กรจะพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว”

การหลอมรวมให้แต่ละคนที่มีความคิด ความเชื่อและสไตล์ที่ต่างกัน ทำงานร่วมกันได้ “ดร.ทวีศักดิ์”ยอมรับว่าไม่ง่าย ยิ่งในองค์กร เอสโซ่ ที่มีคนทำงานตั้งแต่ช่วงวัย Baby Boomer ไปจนถึง Millenniumsแต่ถ้าสามารถทำให้ทุกคนเห็นคุณค่าที่จะเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกัน และทำให้ทุกคนเปิดใจยอมรับซึ่งกันและกัน เชื่อว่าทุกฝ่ายจะร่วมแรงร่วมใจกัน และก่อเกิดกลายเป็นเมล็ดพันธุ์คนทำงานยุคใหม่ที่พร้อมเดินหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

พนักงาน สิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชนหัวใจของธุรกิจ

เราเชื่อว่าธุรกิจจะโตได้ ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งพนักงาน สิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน ต้องได้รับการดูแลที่ดีควบคู่ไปด้วย ดังนั้น กลยุทธ์หลักสำคัญที่องค์กรใช้ในการบริหารธุรกิจจึงมี 4 ส่วนสำคัญใหญ่ๆ

ประการแรก ว่าด้วยเรื่องของการปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย เพราะพนักงานทุกคนคือ คนสำคัญที่บริษัทฯ ให้ความห่วงใย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ Nobody Gets Hurt ซึ่งพนักงานทุกคนจะถูกปลูกฝังให้คำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นที่โรงกลั่น ที่สำนักงาน หรือที่บ้าน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะมาทำงานและกลับบ้านด้วยความปลอดภัยในทุกๆ วัน

เรื่องสำคัญประการที่สองคือ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งนี้โรงกลั่นได้นำระบบการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Global Energy Management System :GEMS) มาใช้ เพื่อให้การใช้พลังงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยี Cogeneration เพื่อประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถือได้ว่าเป็น CSR แบบ in process อยู่ในกระบวนการทำงานหลักของกิจการโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

ถัดมาคือ เน้นนโยบายที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี บริษัท มีมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ (Standards of Business Conduct) ที่เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับบุคลากรในทุกระดับชั้น ที่เน้นเรื่องจรรยาบรรณทางธุรกิจ การป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์การต่อต้านคอร์รัปชั่นหรือการผูกขาด เป็นต้น

สำหรับข้อสุดท้ายที่ บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างมากคือ การร่วมพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมุ่งมั่นพัฒนาชุมชนและสังคมไทย ให้เจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งในด้านการศึกษา สุขภาพ ความปลอดภัย และการสร้างอาชีพเปรียบเหมือนน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า เมื่อสังคมเจริญก้าวหน้าแล้ว บริษัทเองก็สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้

วัฒนธรรมองค์กร

แห่งการให้สร้างอนาคตที่ดี มีคุณภาพ

ส่วนตัวผมเชื่อว่าหัวใจสำคัญของการทำ CSR คือ ต้องทำด้วยความตั้งใจดี ทำด้วยใจที่อยากเห็นการพัฒนาอยากเห็นสิ่งต่างๆ ดีขึ้น ซึ่ง CSR ที่เอสโซ่ ประเทศไทยทำมาตลอดหลายสิบปี มีหลากหลายรูปแบบ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือทุกอย่างที่ทำ คือ สิ่งที่กลั่นออกมาจากใจพนักงาน ทุกคนพร้อมร่วมใจร่วมแรงและร่วมทุนทรัพย์ส่วนตัวที่อยากช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้น

“วันนี้เอสโซ่ กลายเป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมแห่งการให้ไปโดยไม่รู้ตัว ทุกคนเมื่อเห็นกิจกรรมดีๆ เห็นว่าสิ่งที่ทำเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็เกิดจิตสำนึกที่ดีร่วมกันไปด้วยปริยาย ทุกคนอยากร่วมกิจกรรมโดยที่องค์กรไม่ต้องบอกว่า คุณควรทำ แต่ทุกคนรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงร่วมกันได้”

สโมสรพนักงานเอสโซ่ คือ กลไกสำคัญที่ช่วยกันแบ่งปันคืนสู่สังคม เป็นเรี่ยวแรงสำคัญที่จัดกิจกรรมหลากหลายรูป แบบ โดยในปี 2560 ทีผ่านมา พนักงานร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาชุมชนเป็นเวลาประมาณ 2,600 ชั่วโมง และบริจาคเงินประมาณ 3,800,000 บาท และในปีนี้ ระดมทุนได้รวมถึง 2,900,000 บาท เพื่อมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ ที่ขาดแคลนโอกาสและซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาลในจังหวัดเพชรบูรณ์ ในงาน “เอสโซ่ ปันน้ำใจ ร่วมให้อนาคต”

ส่วนกิจกรรมเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมอย่าง Day of Caring มาช่วยด้วยรัก ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 12 ก็มีพนักงานโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่ และสมาชิกในครอบครัวประมาณ 150 คน ให้ความสนใจกันมาก ซึ่งปีนี้ได้มีการถักซั้งเชือกเพื่อสร้างบ้านปลา และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกับชุมชนบ้านอ่าวอุดม หรือการทำความสะอาดป่าชายเลนชุมชนบ้านแหลมฉบังที่ทางโรงกลั่นสนับสนุนการอนุรักษ์มาโดยตลอด สร้างสนามเด็กเล่นเพื่อการเรียนรู้ให้กับโรงเรียนวัดแหลมฉบัง ฯลฯ

ที่ผ่านมา เอสโซ่ ให้ความสำคัญกับเรื่องเด็ก และเยาวชนมาก มีการจัดกิจกรรม และมอบทุนการศึกษาหลายคนอาจมองว่าให้แล้วก็จบไป แต่สำหรับเอสโซ่แล้วกิจกรรม หรือการมอบทุน มีความหมายลึกซึ้งมากกว่าโดยเฉพาะในเรื่องการให้กำลังใจ ยิ่งกว่าเงินเสียอีก

“ทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กๆ เพราะต้องการให้พื้นที่แก่เด็กๆ ได้แสดงความสามารถการได้ร่วมพูดคุยกับเด็กๆ ได้ชมสิ่งที่เขานำมาแสดงอย่างตั้งใจ ทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองหรือการมอบทุนการศึกษา หลายคนอาจมองว่าเงินจำนวนไม่มาก แต่สำหรับเด็กเขาได้มากกว่าเงินเขาได้โอกาส ได้เวทีพิสูจน์ความสามารถของตัวเองซึ่งเรื่องแบบนี้ถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่ให้เกิดการคิดดีทำดีต่อไปในอนาคต”

ส่วนตัวผมให้ความสำคัญกับเด็กมาก เพราะผมเชื่อว่าถ้าอยากให้เด็กเป็นคนดี เราต้องทำเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน อย่างการจัดกิจกรรมการทำความสะอาดป่าชายเลนชุมชนบ้านแหลมฉบัง การที่ให้เด็กๆ ได้สัมผัสธรรมชาติโดยตรง จะทำให้เขาเกิดซึมซับรักและหวงแหนธรรมชาติได้ด้วยตัวเอง และให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการที่เราจะบอกแต่ว่าให้ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม

สิ่งที่เอสโซ่ ประเทศไทย ยึดมั่นมาตลอดในการดำเนินธุรกิจต้องคำนึงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งขององค์กรและสังคม โดยความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมด้วยการปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการการผลิต และสนับสนุนกิจกรรมเพื่อพัฒนาชุมชน ซึ่งทุกอย่างต้องทำอย่างสม่ำเสมอและควบคู่กันไป จึงจะโตได้อย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวธุรกิจการและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com 

Share.