เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ปลื้มคว้ารางวัลด้านการจัดการน้ำจาก AWS รายแรกของไทย

0

smmagonline-เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ชูความสำเร็จในการได้รับรองมาตรฐานการจัดการ และดูแลทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยเป็นบริษัทแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก Alliance for Water Stewardship (AWS) องค์กรพันธมิตรด้านการจัดการและดูแลทรัพยากรน้ำระดับโลก เป็นเจ้าแรกในไทย พร้อมได้การรับรองระบบการจัดการและดูแลทรัพยากรน้ำบริเวณชุมชนรอบโรงงานของกลุ่มธุรกิจน้ำดื่มเนสท์เล่ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ลูก้า คิโอด้า ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจน้ำดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ในฐานะที่เป็นแบรนด์น้ำดื่มอันดับ 1 ของโลก มีพันธกิจใส่ใจมุ่งมั่นดูแลแหล่งน้ำและจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืนเพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีน้ำสะอาดไว้ใช้ในอนาคต โดยได้ดำเนินการจัดการและดูแลทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเริ่มต้นจากบริเวณที่ตั้งโรงงานผลิต และมีเป้าหมายที่จะทำให้ทุกโรงงานของกลุ่มธุรกิจน้ำดื่มเนสท์เล่ทั่วโลกได้รับรองมาตรฐาน AWS ให้สำเร็จภายในค.ศ. 2025

“การได้รับรางวัลถือเป็ฯความสำเร็จ จากที่บริษัทให้ความสำคัญด้านการจัดการและดูแลทรัพยากรน้ำมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่โรงงานของกลุ่มธุรกิจน้ำดื่มเนสท์เล่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการที่บริษัทสามารถผ่านการรับรองตามเกณฑ์ของ AWS ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกในครั้งนี้”

มาตรฐาน AWS เป็นมาตรฐานจัดการและดูแลทรัพยากรน้ำระดับสากลเพียงหนึ่งเดียว ที่มุ่งหวังให้การดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรน้ำเป็นไปด้วยความเข้าใจถึงปัญหาร่วมกันในบริเวณแหล่งน้ำที่องค์กรเข้าไปดำเนินการ รวมทั้งเข้าใจถึงโอกาสและความเสี่ยงต่างๆ ของแหล่งน้ำรอบพื้นที่

นอกจากนี้มาตรฐาน AWS ยังให้การรับรองและสนับสนุนการดำเนินงานที่ดีเยี่ยมจากองค์กรที่ใช้ทรัพยากรน้ำการพัฒนาจัดการทรัพยากรน้ำอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือระหว่างองค์กรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ที่ต้องเผชิญปัญหาในบริเวณแหล่งน้ำโดยรอบ โดยมาตรฐาน AWS มีเกณฑ์การพิจารณาทั้งในระดับองค์กรและบริเวณแหล่งน้ำโดยรอบ ประกอบด้วย 4 ปัจจัยดังนี้

  1. การรักษาสมดุลของทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
  2. การดำรงรักษาสภาพที่ดีของทรัพยากรน้ำ
  3. การจัดการทรัพยากรน้ำที่ดี และ
  4. การอนุรักษ์ไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของพื้นที่แหล่งน้ำสำคัญ

ด้าน ไมเคิล สเปนเซอร์ ประธานองค์กร Alliance for Water Stewardship (AWS) กล่าวเสริมว่า

“ไม่กี่ปีที่ผ่านมา AWS ร่วมมือกับองค์กรระดับนานาชาติทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรมากมายซึ่งเนสท์เล่ถือเป็นองค์กรระดับแนวหน้าที่ช่วยขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าว โดยทางเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ได้แสดงถึงความตั้งใจที่แน่วแน่ในการดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้มีความยั่งยืน จากความสำเร็จของโรงงานกลุ่มธุรกิจน้ำดื่มเนสท์เล่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในฐานะโรงงานแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน AWS จะนำไปสู่การสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่องค์กรอื่นๆไม่เพียงแค่มุ่งเน้นเฉพาะคุณภาพของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังคงให้ความสำคัญถึงทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืน ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเป็นอยู่ของชุมชนรอบโรงงานผลิตอีกด้วย”

ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ นอกจากความพยายามในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำแล้ว ยังรวมถึงการเข้าถึงและเข้าใจชุมชนรอบบริเวณโรงงานผลิตเกี่ยวกับความต้องการการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การตรวจสอบคุณภาพน้ำเพื่อปกป้องแหล่งน้ำบริเวณโดยรอบอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการดำเนินโครงการที่สร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว อาทิ โครงการ“เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างผลิตภัณฑ์เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ และ WWF ประเทศไทย

ด้าน เยาวลักษณ์ เธียรเชาว์ ผู้อำนวยการ WWF สำนักงานประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า

“WWF ประเทศไทย และผลิตภัณฑ์น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ เป็นพันธมิตรที่ดีในการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ “โครงการเยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์น้ำให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และชุมชนโดยรอบคลองขนมจีนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากการที่เรามีเจตนารมณ์และความตั้งใจในทิศทางเดียวกันในเรื่องของการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรน้ำให้มีความยั่งยืนเพื่อคนรุ่นหลัง จึงได้ขยายขอบเขตความร่วมมือไปถึงการสนับสนุนการเข้าร่วมรับรองมาตรฐาน AWS นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ สามารถได้รับการรับรองมาตรฐานจากทาง AWS ได้เป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียวของประเทศไทยในขณะนี้”

“ทางเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถพัฒนาศักยภาพในการจัดการและดูแลทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนในบริเวณชุมชนรอบโรงงานผลิตของเราให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนอกจากการลดการใช้ทรัพยากรน้ำในโรงงานผลิตแล้ว เราเชื่อถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างเปิดเผยระหว่างผู้เกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่างๆในชุมชนรอบโรงงานผลิต ซึ่งเป็นวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างรับผิดชอบและยั่งยืนร่วมกัน” ลูก้ากล่าวปิดท้าย

Share.