เจาะแผนธุรกิจ Bosch ใช้ AI ขับเคลื่อนการเติบโต

0

smmagonline –  บ๊อช (Bosch) ขยายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีอาคารและพลังงาน มาแรง สามารถจำหน่ายอุปกรณ์ที่รองรับการเชื่อมต่อได้ราว 13 ล้านชิ้น พร้อมประกาศชัด เทคโนโลยี IoTเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักสำหรับธุรกิจทั้งในวันนี้และอนาคต

ดร.สเตฟาน ฮาร์ตทุง คณะกรรมการบริหารสายงานเทคโนโลยีอาคารและพลังงาน เผยว่า “เทคโนโลยี IoTเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักสำหรับธุรกิจของเรา ทั้งในวันนี้และอนาคต และปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีIoTด้านต่าง ๆ รวมทั้งขับเคลื่อนการเติบโตของบ๊อชในอนาคต“AI จะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่รองรับระบบเชื่อมต่อต่าง ๆ กลายเป็นผู้ช่วยแสนอัจฉริยะ”

ลงทุน AI พัฒนาธุรกิจ

สำหรับเทคโนโลยีอาคารและพลังงาน ความสามารถในการเชื่อมต่อและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มีความสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความสะดวกสบายตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีอาคารของบ๊อช ที่ได้พัฒนากล้องพร้อมระบบอัจฉริยะเพื่อการวิเคราะห์ภาพ ที่สามารถระบุตำแหน่งการเกิดเพลิงไหม้จึงสามารถตรวจจับเปลวไฟหรือกลุ่มควันได้ในไม่กี่วินาที รวดเร็วฉับไวกว่าเครื่องตรวจจับควันทั่วไป เพราะไม่ต้องรอให้กลุ่มควันก่อตัวหนาแน่นจนถึงเพดาน จนกว่าระบบเตือนภัยจะส่งสัญญาณเวลาที่เร็วขึ้นหลายวินาทีนี้จะช่วยยับยั้งความเสียหายและอาจรักษาชีวิตผู้คนไว้ได้มากขึ้น

“ทุกคนต่างพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI)แต่บ๊อชจะเป็นผู้นำมาใช้ให้เห็นผลจริง โดยภายใน 10 ปีนับจากนี้ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ของบ๊อชทั้งหมดจะใช้เทคโนโลยี AI เป็นตัวขับเคลื่อน หรือไม่ก็จะผลิตและพัฒนาขึ้นจากการที่ใช้ AI เข้ามาช่วย” 

บริษัทฯ มีแผนลงทุนด้านเทคโนโลยี AI โดยจะใช้งบประมาณราว 300 ล้านยูโร ในการขยายศูนย์วิจัยและพัฒนาด้าน AI ของบ๊อช (Bosch Center for Artificial intelligence: BCAI) ภายในพ.ศ.2564

ซึ่งปัจจุบันศูนย์ BCAI มีผู้เชี่ยวชาญราว170 คนทั่วโลก และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 400 คนในอนาคตศูนย์ฯ นี้มีโครงการพัฒนาราว80 โครงการ ตั้งแต่โครงการระบบขับขี่อัตโนมัติ ไปจนถึงแอปพลิเคชันทางการแพทย์และการผลิต หลายโครงการเป็นความร่วมมือกับสถาบันทางวิชาการ เช่นมหาวิทยาลัยทูบิงเง็น มหาวิทยาลัยชตุ๊ทการ์ตและมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม

สร้างโอเพ่นแพลตฟอร์ม พันธมิตรทำงานร่วมกัน

บ๊อชให้ความสำคัญกับการสร้างแพลตฟอร์มและพันธมิตรทางธุรกิจ ของกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีอาคารและพลังงาน โดยดร. ฮาร์ตทุงอธิบายว่า ระบบการเชื่อมต่อในปัจจุบัน มีอุปกรณ์และบริการจากผู้ผลิตหลากหลายราย บริษัทจึงต้องทำให้อุปกรณ์และบริการเหล่านี้สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกันได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้”

ด้วยเหตุนี้เอง บริษัทฯ จึงก่อตั้ง Security and Safety Things GmbH (SAST) เป็นบริษัทย่อยในเครือของบ๊อชเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน SAST เป็นกิจการสตาร์ทอัพเจ้าของโครงการโอเพ่นแพลตฟอร์ม IoT สำหรับแอปฯ กล้องรักษาความปลอดภัย ซึ่ง SASTต้องการพัฒนาระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ที่สามารถตั้งโปรแกรมและควบคุมแอปฯ ต่างๆ ของกล้องรักษาความปลอดภัยสารพัดรุ่นได้ในคราวเดียว ซึ่งจะทำให้การอัพเดตซอฟต์แวร์ของกล้องที่มาจากผู้ผลิตรายต่างๆ กัน สามารถทำได้จบในเวอร์ชั่นเดียว

SAST หวังสร้างตลาดสำหรับแอปพลิเคชันที่รองรับความหลากหลายของกล้องรักษาความปลอดภัยในตลาดโลก ด้วยการใช้ระบบปฏิบัติการแบบเปิดและเป็นมาตรฐานเดียวกัน” 

Bosch กับการปรับเปลี่ยนทีมบริหาร

เป็นเวลาร่วม 5 ปีที่ มร. ฮาร์ตทุง กุมบังเหียนกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีอาคารและพลังงานของบริษัทฯ และเขากำลังจะส่งมอบภารกิจนี้ต่อไปยังดร. คริสเตียน ฟิชเชอร์ ในวันที่ 1 มกราคม 2562 โดยก่อนหน้าที่ดร. ฟิชเชอร์จะมาดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารของบ๊อชเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561 เขายังเคยเป็นหุ้นส่วนอาวุโสของกิจการที่ปรึกษาโรแลนด์ เบอร์เกอร์ มาก่อน ทั้งนี้ ดร. ฟิชเชอร์ สำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตในสาขาเศรษฐศาสตร์เขากล่าวว่า

“บ๊อชเริ่มต้นโอกาสใหม่ๆ ในด้าน IoT ตั้งแต่เมื่อ10 ปีที่แล้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญแห่งการบุกเบิกในอุตสาหกรรม จึงถือว่าบ๊อชมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางนี้”

ติดตามข่าวธุรกิจการและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com 

Share.