นีโอ คอร์ปอเรท มั่นใจเมดอินไทยแลนด์ ขยายฐานผลิตใหม่ เร่งขยายสัดส่วนส่งออกเป็น 1 ใน 4 ภายใน 3 ปี

0

smmagonline-ขณะที่ตลาดรวมคอนซูเมอร์โปรดักส์ในปีที่ผ่านมาของไทยเติบโตเพียง 3% และแต่ละปีก็มีตัวเลขอัตราเติบโตเฉลี่ยไม่ต่างจากนี้เท่าไร แต่การเติบโตของยอดขายบริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคเมดอินไทยแลนด์ แบรนด์ไทย ทำยอดขายเติบโตระดับมากกว่า 10% มาตลาด ตั้งแต่ปี 2559 ต่อเนื่องมาถึงปี 2561 ล่าสุดก็ยังรักษาระดับการเติบโตได้ถึง 10% มียออดขายรวมอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท

ด้วยอัตราเติบโตระดับน้ำให้บริษัทตั้งเป้าหมายใหญ่ ที่จะทำให้บริษัททำยอดขายให้ได้ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2565 พร้อม ๆ กับขยายตลาดในต่างประเทศมากขึ้นตั้งแต่ CLMV ไปจนถึงตลาดโลก โดยจะเพิ่มสัดส่วนการขายจากต่างประเทศที่มีอยู่เพีย 15% ในปัจจุบันให้เพิ่มสัดส่วนเป็น 25% ภายในปี 2565 เช่นกัน

สุทธิเดช ถกลศรี ประธานกรรมการและประธานบริหาร บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด

ล่าสุด สุทธิเดช ถกลศรี ประธานกรรมการและประธานบริหาร บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด ทำการเปิดตัวโรงงานผลิตแห่งใหม่บนพื้นที่ 190 ไร่ ในจังหวัดปทุมธานี ที่ใช้เงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาทอย่างเป็นทางการ ซึ่งโรงงานแห่งนี้ จะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของบริษัทในการผลิตและขยายตลาดตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ สำหรับการผลิตสินค้าของบริษัท ภายใต้แบรนด์ ไฟน์ไลน์, ดีนี่, บีไนซ์, ทรอส, เอเวอร์เซ้นส์, วีไวต์, สมาร์ท และโทมิ

“สาเหตที่ต้องมีฐานการผลิตที่ทันสมัย มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีรองรับที่สอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น โดยเราอยากให้ทุกผลิตภัณฑ์ของเรามีการตีพิมพ์ว่าเมดอินไทยแลนด์ จึงเน้นการผลิตภายในประเทศเป็นหลัก” 

โดยปัจจุบัน แบรนด์ผลิตภัณฑ์ของบริษัทนอกจากเป็นที่รู้จักในตลาดไทย หลายแบรนด์ยังได้รับความนิยมระดับท็อปในต่างประเทศ เช่น ผลิตภัณฑ์ดีนี่ ที่ขายดีในเวียดนาม สมาร์ทขายดีในเมียนมา ส่วนไฟน์ไลน์และบีไนซ์ ก็เป็นแบรนด์ที่นิยมในหลายประเทศ โดยเฉพาะบีไนซ์มีสัดส่วนยอดขายถึงอันดับ 2 ของตลาดในอาเซียน

“ตอนนี้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเรามีอยู่ประมาณ 15% โดยเฉพาะตลาด CLMV  ของยอดขายรวมของปีที่ผ่านมาทำได้ประมาณ 6,000 ล้านบาท” 

สุทธิเดช เชื่อว่า ความสำเร็จของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของบริษัท มาจากผลการวิจัยตลาดในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในแต่ละมีการทำวิจัยตลาดมากกว่า 200 ครั้งต่อปี ทั้งในส่วนของตัวผลิตภัณฑ์และพฤติกรรมผู้บริโภค รวมทั้งการวางนโยบายเน้นพัฒนาทั้งด้านคุณภาพและการเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ 60% ของพื้นที่ 190 ไร่ที่ตั้งโรงงานใหม่ที่ปทุมธานีนี้ จะถูกใช้เพื่อการวิจัยและการศึกษามากกว่าส่วนของพื้นที่โรงงานผลิต ซึ่งเน้นติดตั้งระบบการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์เป็นหลัก

ภายในโรงงานแห่งใหม่ของนีโอฯ ประกอบด้วย R&D Center เพื่อใช้เป็นศูนย์พัฒนายกระดับสินค้าสู่ตลาดสากลโดยยึดแนวทาง Premiumization พร้อมกับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ รวมถึงวัตถุดิบจากธรรมชาติที่เป็นจุดขายหนึ่งของบริษัท

มีการพัฒนาติดตั้งระบบ Automated Storage and Retrieval System (AS/RS) ที่ใช้เงินลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท และศึกษาพัฒนาร่วมกับบริษัทในญี่ปุ่นเป็นเวลากว่า 2 ปี เพื่ออำนวยให้ระบบจัดการตั้งแต่โรงผลิตถึงคลังสินค้า มีความแม่นยำ และรวดเร็ว

ใช้ระบบ Robotic System หรือหุ่นยนต์การผลิต ให้คนทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ได้

เป็นโรงงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการติดตั้งระบบพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ขนาด 2,000 กิโลวัตต์ และมีการปรับกระบวนการผลิตน้ำใช้อย่างคุ้มค่า

“กลยุทธ์หนึ่งที่เราจะเน้นมากคือ การผลิตสินค้าที่จากธรรมชาติหรือที่เป็น Natural และ Organic โดยนำมาพัฒนาให้เข้ากับแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น” 

เล็งขยายตลาดอินเดีย อเมริกา

สินค้าของนีโอฯ นอกจากทำตลาดได้ดีในอาเซียนโดยเฉพาะ CLMV แล้ว บริษัทมีแผนขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยปีนี้อยู่ระหว่างดำเนินงานขยาตลาดเพื่อส่งออกไปยังอินเดีย

“ประมาณครึ่งปีคาดว่าจะเริ่มจำหน่ายในตลาดอินเดีย มองตลาดนี้เพราะเป็นตลาดใหญ่และคนอินเดียค่อนข้างเชื่อมั่นในสินค้าที่มีคำว่า เมดอินไทยแลนด์ ว่ามีคุณภาพ ซึ่งก็สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่เราเลือกลงทุนฐานการผลิตในประเทศเป็นหลัก” 

นอกจากนี้ สุทธิเดช เล่าว่า บริษัทยังอยู่ระหว่างพูดคุยและศึกษาตลาดในอเมริกา ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความเป็นไปได้ แต่คงใช้เวลานานกว่าอินเดีย และทั้งหมดนี้ก็เป็นไปตามแนวทางที่บริษัทวางไว้ว่าจะเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศหรือยอดขายจากการส่งออกจากที่มีอยู่ 15% เป็น 25% ภายในปี  2565 นั่นเอง

ทั้งนี้หากทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายภายในปี 2565 ยอดขายของนีโอ คอร์ปอเรท ก็จะทำรายได้สูงถึง 10,000 ล้านบาทตามที่ตั้งเป้าไว้เช่นกัน โดยมีฐานการผลิตของโรงงานแห่งใหม่ที่พร้อมจะขยายเพิ่มขึ้นได้ถึง 100-125% ในอนาคตอีกด้วย

สถานการณ์นีโอ คอร์ปอเรทในปัจจุบัน

ยอดขายปี 2561 รวม 6,000 ล้านบาท เติบโต 10% แบ่งเป็น

  • ผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน (Household care) 60%
  • ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว (Personal care) 40%
  • สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ 15% (หลัก ๆ มาจาก CLMV) ในประเทศ 85%

ติดตามข่าวธุรกิจการและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com 

Share.