ศึกธุรกิจขนส่งพัสดุด่วน อยากเกิดต้องแกร่ง ไม่มีที่ยืนให้คนช้าและใจไม่ถึง

0

smmagonline-การขยายตัวชนิดที่ “รั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่” ของธุรกิจขนส่งพัสดุ เป็นการส่งสัญญาณชั้นดีในการเชื้อเชิญรายใหม่ให้เข้ามาชิงโอกาสทอง และในสภาวะเช่นนี้ย่อมจะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างแบรนด์เดิมซึ่งต้องปกป้องพื้นที่ชนิดสุดกำลัง ขณะที่รายใหม่ต่างระดมสรรพกำลังเต็มพิกัดเพื่อเป็นทางเลือกใหม่

ล่าสุดรายที่น่าจะส่งแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ คือการเข้ามาปักหมุดของ “อาลีบาบา” ผ่าน “เบสท์ เอ็กซ์เพรส” และ “แฟลช เอ็กซ์เพรส” ซึ่งมี “ลาซาด้า”เป็นข้อต่อสำคัญ ในฐานะที่กำมาร์เก็ตแชร์ในตลาดอีคอมเมิร์ซไทยไว้กว่า 50% มียอดสั่งซื้อปี 2561 ราว2.5 ล้านชิ้น เติบโตขึ้น 150% เพราะทั้งหมดมีอาลีบาบาอยู่เบื้องหลัง

ทำให้ต้องติดตามดูว่าสถานการณ์จากนี้ เคอร์รี่ เอ็กซ์เพรส น่าจะมีโอกาสถูกโจมตีสูง ในฐานะบริษัทเอกชนที่อยู่ในกลุ่มผู้นำตลาด ขณะที่ไปรษณีย์ไทยแม้จะมีความได้เปรียบ ก็ไม่สามารถที่จะอยู่ “นิ่ง” ได้เช่นกัน 

เมื่อเช็คสถานะของผู้ให้บริการแต่ละรายในตลาดตอนนี้ ต่างก็มีจุดแข็งและกลยุทธ์ที่ยังคงลุยเดินหน้าที่แสดงให้เห็นว่ายังไม่มีใครยอมถอย 

จุดแกร่ง เคอร์รี่ เอ็กซ์เพรส 

  • ให้บริการขนส่งพัสดุในไทยมากว่า 12 ปี มีการให้บริการที่ดีจึงเป็นเอกชนรายแรกที่ผู้บริโภคคุ้นเคยและจดจำแบรนด์ได้เป็นอย่างดี
  • ระดับรายได้ของเคอร์รี่ขยายตัวเฉลี่ย 100%ต่อปีมาต่อเนื่อง 2558 รายได้รวม 1,520 ล้านบาท กำไร 135 ล้านบาท
  • ปี 2559 รายได้รวม 3,228 ล้านบาท กำไร 308 ล้านบาท ปี 2560 รายได้รวม 6,673 ล้านบาท กำไร 733
  • เคอร์รี่ดำเนินธุรกิจแบบNetwork companyผ่านเป็นระบบการเช่ารถขนส่งทำให้ขยายเครือข่ายได้รวดเร็วและมีต้นทุนด้านการจัดการที่ต่ำ
  • เป็นผู้บริการเรียกเก็บเงินปลายทาง (COD) ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
  • บริษัท วีจีไอ โกลบอล มีเดีย จำกัด(มหาชน)ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เข้าลงทุนในเคอรี่ เอ็กซ์เพรส 23% มูลค่า 5,900 ล้านบาททำให้เคอร์รี่ใช้พื้นที่สถานีไฟฟ้าบีทีเอสเป็นจุดรับจัดส่งพัสดุด่วนและสามารถใช้บีทีเอสจัดส่งพัสดุได้เพียงรายเดียว
  • ครองส่วนแบ่งตลาดการจัดส่งพัสดุมากกว่า 40% มีจุดให้บริการ 5,500 สาขาศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศกว่า 600 แห่ง พนักงานกว่า 7,000 คน

เร่งยกระดับขีดความสามารถทุกมิติ

  • ขยายจุดรับส่งสินค้าอีก 2,500 แห่งเพื่อครอบคลุมพื้นที่ 99.9% ของประเทศและเช่ารถสายส่งเพิ่มจาก11,000 คัน เพื่อให้สามารถขนส่งพัสดุจาก 7.5 แสนชิ้น/วันเป็น 1 ล้านชิ้น/วัน
  • ใช้งบลงทุน 1,800 ล้านบาทพัฒนา Infrastructure อาทิ ระบบไอที,ขยายคลังสินค้ารองรับการเป็นฮับด้านการจัดส่งสินค้า ซึ่งขณะนี้มี 3 แห่งคือบางนา-ตราด,ปทุมธานีและสมุทรสาคร
  • เปิดบริการใหม่ ‘Delivery man’ สำหรับจัดส่งพัสดุด่วนในพื้นที่ใจกลางเมืองซึ่งจะเน้นส่งพัสดุขนาดเล็กเบื้องต้นวางไว้ว่า จะมี ‘Delivery man’ จำนวน 12,000 คน
  • เร่งขยายเครือข่ายด้วยระบบพาร์ทเนอร์เพื่อเพิ่มจุดให้บริการ อาทิ ร้านกาแฟ ร้านยาฯลฯ ค้าปลีกรายใหญ่เช่น แฟมิลี่มาร์ท , ออฟฟิคเมทและท็อป ฯลฯ

เปิดขุมกำลัง “ไปรษณีย์ไทย”

  • ให้บริการในการจัดส่งจดหมาย เอกสาร พัสดุ ฯลฯ มาเป็นกว่า 100 ปีผู้บริโภคมีความคุ้นเคยกับการใช้บริการเป็นอย่างดี
  • มีจุดให้บริการกว่า 5,000 แห่งกระจายทั่วประเทศประกอบด้วยที่ทำการไปรษณีย์ไทยกว่า 1,600 แห่งเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลได้มาก ไปรษณีย์เอกชนอนุญาตอีกกว่า 3,000 แห่ง และพันธมิตรรูปแบบอื่นๆมีพนักงานนำจ่ายมากกว่า 10,000 คน
  • เป็นผู้นำในตลาดขนส่ง e-Commerce ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 55%
  • ดำเนินธุรกิจในฐานะรัฐวิสาหกิจ ทำให้มีโอกาสในการเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานอื่นๆของภาครัฐได้ง่าย
  • ดำเนินการยกระดับขีดความสามารถด้านการให้บริการทุกด้านอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
  • มีบริการที่หลากหลาย อาทิ จัดส่งด่วนเอกสาร พัสดุทั้งในและต่างประเทศ บริการโลจิสโพสต์ บริการอี-วอลเลตฯลฯสามารถตอบสนองความต้องการได้ตั้งแต่องค์กรขนาดใหญ่จนถึงผู้ประกอบการรายย่อยในธุรกิจอี คอมเมิร์ซและผู้บริโภคทั่วไป

ไปรษณีย์ไทย กรำศึกรอบทิศ

  • ลงทุน 10,000 ล้านบาทในการพัฒนาระบบบริการ,ขยายศูนย์ไปรษณีย์,ปรับปรุงที่ทำการไปรษณีย์,จัดซื้อที่ดินรองรับกับการขยายเครือข่ายและลงทุนพัฒนาระบบเทคโนโลยี รวมถึงด้านการทำตลาด
  • เพิ่มศูนย์การไปรษณีย์ควบคุม 5 สนามบิน คือ สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงราย และอุดรธานี  เพื่อใช้เป็นศูนย์จัดส่งพัสดุไปรษณีย์ทั่วประเทศภายในวันเดียว
  • ขยายการให้บริการ Flexible Delivery หรือจัดส่งในเวลาและสถานที่ที่ต้องการ จากที่ให้บริการเฉพาะลูกค้ารายใหญ่จะขยายสู่รายย่อยในปีนี้
  • ใช้กลยุทธ์ราคาด้วยการจัดแคมเปญลดราคาเช่น ค่าส่งต่างประเทศบริการอีเอ็มเอสเวิร์ล ลด 100 บาทจากต้นทางชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทราและบริการอีแพ็คเก็ต ส่งแบบประหยัดลดทุกชิ้น 10 บาท เป็นต้น
  • ขยายจุดส่งด่วน“EMS Point”ในชุมชนทุกจังหวัด จากกว่า 1,700 แห่งเป็น3,200 แห่งทั่วประเทศในปี 2562
  • ให้บริการเก็บเงินปลายทาง (COD) ผ่านสมาร์ทเพย์เมนต์โดยชำระได้ 3 แบบคือเงินสด โมบมายแบงก์กิ้งและแอปพลิเคชั่น Wallet@POST
  • การยกระดับบริการEMS ให้ส่งถึงที่ได้ในวันเดียว (Sameday) นำร่องกรุงเทพ นนทบุรี สมุทรปราการและปทุมธานีก่อนจะขยายไปยังตัวเมืองในพื้นที่ภูมิภาคต่อไป
  • ปรับเวลาให้บริการรับฝากพัสดุ จากจันทร์-ศุกร์08.00-16.00 น. เป็น 08.00-20.00 น.และขยายเวลาให้บริการวันเสาร์ 08.00-17.00 น.และวันอาทิตย์ 08.00-12.00 น. เพื่อรองรับการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซ

เบสท์ เอ็กซ์เพรส เปิดแนวรุก“ราคาที่ต่ำสุดในตลาด”

  • เบสท์ กรุ๊ปคือบริษัท โลจิสติกส์ขนาดใหญ่ในประเทศจีนซึ่งมี อาลีบาบาถือหุ้นผ่านบริษัทลูกเปิดบริการใน 16 ประเทศทั่วโลก การเข้ามาของเบสท์จึงถือเป็นการขยายธุรกิจขนส่งพัสดุอย่างเต็มรูปแบบของอาลีบาบาในไทย
  • ใช้ระบบแฟรนไชส์ 100% ตั้งเป้าหมายขยายจำนวนจุดให้บริการ 2,200 สาขาทั่วประเทศ เพื่อขยายการรับส่งพัสดุจาก 1 แสนชิ้นในปัจจุบันต่อวันเป็น 1.5 แสนชิ้นต่อวัน
  • เบื้องต้นใช้งบลงทุน 5,000 ล้านบาทเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ 5 ปีในการพัฒนาระบบ ส่วนงบการตลาดจะมากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี เพื่อใช้สร้างแบรนด์รู้จักและยอมรับตัวเองให้เร็วที่สุด
  • ขณะนี้มีศูนย์กระจายสินค้าในกรุงเทพฯ ขอนแก่น พิษณุโลก และสุราษฎร์ธานี มีจุดรับส่งพัสดุ 500 แห่งศูนย์แฟรนไชส์ 71 แห่ง ตั้งเป้าสิ้นปีจะ
  • ชูจุดขาย “ราคาที่ต่ำสุดในตลาด” และความเร็วในการขนส่งภายใน 1 วันทั่วประเทศซึ่งสามารถทำได้ด้วยคลังสินค้าที่ใช้หุ่นยนต์ทำงานเกือบ 100% จึงมีต้นทุนที่ต่ำและรวดเร็ว

Flash Express วางเกมเหนือชั้นทั้งบริการและราคา

“แฟลช เอ็กซ์เพรส” สตาร์ทอัพไทยได้ทุนหนุนจากอาลีบาบา 1,000 ล้านบาทพร้อมทีมที่จะข้ามาช่วยพัฒนาระบบหลังบ้านซึ่งมีประสบการณ์การทำงานอีก 90 คน

  • ใช้การบริหารจัดการครบวงจรโดยบริษัทเองไม่รับแฟรนไชส์เพื่อควบคุมมาตรฐานการบริกาทุกขั้นตอน
  • จัดศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศ 85 แห่งครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดและมีจำนวนพนักงานกว่า 3,000 คน
  • เปิดให้บริการรับพัสดุฟรีจากลูกค้าถึงหน้าบ้านตั้งแต่ชิ้นแรก (Door-to-Door)โดยจองส่งพัสดุผ่านแอปฯตามสโลแกน “ รับฟรีทุกชิ้น ถึงบ้านทั่วไทย” และบริการส่งพัสดุแบบ Non-stop ตลอด 365 วันไม่มีวันหยุด
  • ร่วมกับGB Prime Pay พัฒนาระบบการรับชำระเงินผ่าน Flash E-cod สามารถสแกน QR ชำระค่าสินค้าทั้งเงินสดและบัตรเครดิต
  • ประเดิมตลาดด้วยแคมเปญคิดค่าบริการขนส่งที่ 19 บาทซึ่งถูกสุดในเวลานี้โดยนำงบการตลาดเข้ามาหนุนประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อให้ได้ค่าบริการดังกล่าว ซึ่งต้นทุนจริงประมาณ 45 บาท
  • สร้างแบรนด์ผ่านพรีเซ็นเตอร์โดยเลือก เจษฎาภรณ์ ผลดี” เข้ามาสื่อสารถึงบริการของแฟลช เอ็กซ์เพรสที่ให้บริการจัดส่งพัสดุภายใน 1 วัน ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล
  • จัดตั้งFlash Express @ University Shop ศูนย์ฝึกประสบการณ์โลจิสติกส์ครบวงจรร่วมกับมหาวิทยาลัยระยะแรก 11แห่งใช้งบ 100 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ด้านขนส่งแบบครบวงจรสำหรับการเรียนรู้ และได้ฝึกประสบการณ์จริงในธุรกิจขนส่งสหรับนักศึกษา

ติดตามข่าวธุรกิจการและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com

Share.