ศักยภาพของ 5G และเหตุผลที่ธุรกิจต้องเตรียมความพร้อม

0

smmagonline – จากผลสำรวจของ Accenture ล่าสุด เทคโนโลยีและผู้บริหารทางธุรกิจเกือบ 2,000 คน ใน 10 ประเทศ เผยให้เห็นถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเทคโนโลยีเครือข่ายมือถือยุคต่อไปหรือที่เรียกว่า 5G ยกตัวอย่างเช่น ผู้ตอบแบบสำรวจเพียงไม่กี่คนเชื่อว่าการคาดการณ์ด้านอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการปรับปรุงความเร็วที่เพิ่มขึ้นของเครือข่าย 5G และมีมากกว่าครึ่งไม่คาดหวังว่าเทคโนโลยีนั้น จะช่วยให้พวกเขาทำอะไรได้มากกว่าที่เป็นอยู่ มิหนำซ้ำอีกเกือบ 3 ใน 4 กล่าวว่า พวกเขาต้องอาศัยการจินตนาการในการใช้งาน 5G

การค้นพบเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้นำธุรกิจจำนวนมากไม่เข้าใจเทคโนโลยีและศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงขณะที่ หาก 5G มีการใช้งานอย่างสมบูรณ์แบบจะถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของเทคโนโลยีด้านมือถือมากกว่ารุ่นก่อนๆ

ความเร็วนั้นจะสามารถประหยัดการใช้พลังงานและเวลาของการสื่อสารซึ่งจะทำให้เกิดผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมหาศาล เพราะมีขนาดเล็กกว่าและรับรองการใช้งานแต่ละพื้นที่ได้มากกว่า โดยจะทำการเชื่อมโยงกันระหว่างเทคโนโลยี คลาวด์ คอมพิวติ้ง, Big Data Analytics และ AI โดย 5G จะเป็นตัวเชื่อมและประสานสอดคล้องเทคโนโลยีเหล่านั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบและเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ อย่างมาก

จากการศึกษาตั้งแต่ปี 2017 ของเอคเซนเชอร์ ประเมินว่า แอพพลิเคชั่นของ Smart City ที่ดำเนินการโดยเครือข่าย 5G สามารถสร้างงานใหม่ได้ 3 ล้านตำแหน่ง และทำเงินได้ถึง 500,000 ล้านเหรียญและลดมลภาวะจากยานพาหนะที่เดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแสดงว่าเครือข่าย 5G จะช่วยเร่งให้เกิดนวัตกรรมในรูปแบบที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน

ยกตัวอย่างเช่น การเกษตรที่ได้ประโยชน์จากเซ็นเซอร์ที่เชื่อมต่อในพื้นดิน โดรน และเทคโนโลยีการติดตามสภาพอากาศแบบบูรณาการ หรือความบันเทิงด้านมือถือที่ได้รับการปรับปรุงด้วยความเร็ว 5G ซึ่งสามารถนำเสนอวิดีโอคุณภาพสูงกว่าเดิม

ดังนั้น ธุรกิจที่ไม่ได้เตรียมตัวในการรับมือของ 5G จะทำให้เกิดช่องว่างในการดึงดูดผู้ใช้กลุ่มใหม่และอาจเกิดการหยุดชะงัก ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

5G จึงไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันเล่นๆ หรือแค่เอาเท่แต่ต้องเริ่มลงมือพัฒนาจริงจัง และยุคนี้คนที่จริงจังกับเรื่องเทคโนโลยีมากที่สุด เห็นทีจะหนีไม่พ้นจีน

ปัจจุบันถือว่าจีนเป็นประเทศมหาอำนาจที่ตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของ 5G เป็นอย่างดีถึงขนาดบรรจุเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ โดย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศเอาไว้ตั้งแต่ปี2015 ว่า รัฐบาลจีนมีเป้าหมายใหญ่ในการเป็นผู้นำโลก ผ่านการใช้นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ไฮเทคเข้ามาขับเคลื่อน เพื่อเร่งยกระดับภาคเศรษฐกิจของจีนให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

จีนมองว่า 5G เป็นโอกาสใหม่ที่จะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีไร้สายในระดับโลก ในอดีตเราเห็นประเทศในยุโรปใช้ 2G ก่อนภูมิภาคอื่นๆ ตั้งแต่ช่วงปี 1990 ส่วนญี่ปุ่นเป็นผู้บุกเบิก 3G ในช่วงต้นยุค 2000 และสหรัฐฯ เป็นผู้นำ 4G ในปี 2011 แต่คราวนี้จีนจะกลายเป็นผู้นำในด้านการสื่อสารโทรคมนาคมบ้าง โดยเฉพาะในยุค 5G

ในการให้สัมภาษณ์ทางทีวี หวัง เจี้ยนโจว (Jianzhou Wang) อดีตประธาน China Mobile ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ที่สุดของจีน กล่าวถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมการสื่อสารของจีนจาก 1G เป็น 5G ว่า

“เป็นกระบวนการจากการไม่มีอะไรไปสู่การมีบางสิ่งบางอย่าง จากเล็กไปสู่ใหญ่และจากจุดอ่อน ไปสู่จุดแข็ง”

อีกทั้งมีการคาดการณ์จากสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของจีน (CAICT) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของรัฐบาลประเมินว่า 5G จะสร้างงาน มากกว่า 8 ล้านตำแหน่งในประเทศจีนภายในปี 2030 CAICT คิดว่าอุตสาหกรรมสำคัญๆ รวมถึงด้านพลังงานและการดูแลสุขภาพจะใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ ลงทุนไปกับ 5G และบริการไร้สายในช่วงเวลาดังกล่าว

โดยที่ผ่านมามีอุตสาหกรรมสำคัญๆ รวมถึงด้านพลังงานและการดูแลสุขภาพมีแผนจะใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ กับการลงทุน 5G และบริการไร้สายในช่วงเวลาดังกล่าว เช่น หัวเว่ย ไวร์เลส X Labs ตั้งกลุ่ม Connected Factory SIG เร่งค้นคว้า 5G เพื่อการผลิตอัจฉริยะ ซึ่งทำให้อเมริกา เริ่มหวั่นว่าจีนอาจแซงตัวเองได้ในเรื่องของการพัฒนาและขยายตลาดของระบบ 5G จนนำไปสู่การขึ้นภาษีนำเข้าจากประเทศจีน

จีนจะทำให้ 5G เกิดขึ้นได้อย่างไร

รัฐบาลจีนมีอำนาจควบคุมผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือของประเทศทั้ง 3 รายใหญ่ ได้แก่ China Mobile, China Telecom และ China Unicom และชี้นำพวกเขาในการปรับใช้เครือข่ายทดสอบ 5G ขนาดใหญ่ในหลาย 10 เมือง รวมถึงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น China Mobile อ้างว่าการทดสอบมือถือเป็นเครือข่ายการทดลอง 5G ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ภายใต้การดูแลของรัฐบาล บริษัทจีนเริ่มทำการวิจัยเกี่ยวกับ 5G ตั้งแต่ปี 2013 และทดลองทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในปี 2016 โดยรัฐบาลปักกิ่งยังมุ่งมั่นที่จะมอบนวัตกรรมที่ใช้ 5G แก่ผู้ประกอบการชาวจีน ซึ่งถือเป็นข้อตกลงที่เหนือกว่าผู้ประกอบการในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ อีกมากมาย เพราะรัฐบาลจีนมองว่า 5G มีความสำคัญต่อภาคเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะการที่บริษัทเทคโนโลยีของจีนหลายรายมี Passion ต้องการที่จะเป็น Apple หรือ Microsoft รุ่นต่อไป

นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ รวมทั้งเว็บยักษ์ใหญ่ Baidu ใช้เครือข่ายเหล่านี้ ในการถ่ายทอดสดเหตุการณ์เสมือนจริงและใน Fangshan เปิดใช้งานยานพาหนะอัตโนมัติเพื่อส่งข้อมูลให้กัน เพื่อหลีกเลี่ยงการชนและเกิดอุบัติเหตุ และหน่วยงานท้องถิ่นก็สนับสนุนให้นักพัฒนาสร้างแอพพลิเคชั่น 5G ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานในเมือง

โดย Paul Triolo ผู้วิเคราะห์นโยบายเทคโนโลยีระดับโลกสำหรับกลุ่มยูเรเซียซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมือง กล่าวว่า “เมืองจีนมีความวุ่นวายในหลายระดับ และรัฐบาลคิดว่า 5G จะช่วยจัดการประชากรเหล่านี้ โดยแก้ปัญหาจราจรติดขัด และทำให้เมืองน่าอยู่มากขึ้น”

จีนเป็นประเทศที่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างชาญฉลาด ทั้งยังทุ่มงบประมาณเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของโลกในด้านการพัฒนาควบคู่ไปด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ไปพร้อมๆ กัน โดยการใช้ประโยชน์จาก Big Data ซึ่งมีข้อมูลมหาศาลมาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค และยังมีบริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง BAT (BAIDU ALIBABA TENCENT) ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่อาณาจักรของตัวเอง แต่ยังขยายขอบเขตของธุรกิจออกไปในระดับโลกอย่างกว้างขวางและสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีแห่งอนาคตมาเสริมอีกแรงด้วย

ที่ขาดไม่ได้คือ หัวเว่ย (Huawei) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายการเป็นผู้นำเทคโนโลยีไร้สาย 5G ของจีนไปสู่ความสำเร็จ

ส่วนบริษัทอื่นๆ ที่กำลังจะเปิดตัวมือถือ 5G ในจีนคือ China Mobile ในฐานะเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีสมาชิกเกือบ 1 พันล้านคน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า China Mobile พร้อมที่จะส่งมอบเครือข่าย 5G ให้กับลูกค้าได้อย่างแน่นอน

China Mobile ทำการวิจัยเทคโนโลยี 5G กับ Ericsson ในปี 2015 ตั้งสถานีฐาน 5G ในเดือนมิถุนายน ในปี 2017 ในมณฑลกวางตุ้งและเปิดตัวเครือข่ายทดลองใช้ 5G อีกแห่งในปักกิ่งเพียงหนึ่งเดือนต่อมา และยังมีเครือข่าย 5G ในสถานีรถไฟหงเฉียว กำลังทดสอบ 5G ในหางโจว เซี่ยงไฮ้ กวางโจว ซูโจว และหวู่ฮั่น พร้อมกับวางแผนที่จะสร้างสถานี 5G ทั้งหมด 10,000 แห่งภายในปี 2020

โดยอุปกรณ์ 5G ทยอยออกมาในช่วงครึ่งแรกของปี 2019 และ บริษัท 3 Hong Kong ก็ออกมาประกาศเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมาว่า พวกเขาเสร็จสิ้นการทดลอง 5G ครั้งแรกในแถบความถี่ 3.5 GHz และ 28 GHz แล้ว

ดังนั้น แม้แต่สะพานฮ่องกง – จูไห่ – มาเก๊าที่มีความยาวกว่า 34 ไมล์ของจีน ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อปลายปี 2018 ที่ผ่านมา ก็คาดว่าจะได้รับ 5G ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าผ่านทางผู้ให้บริการเครือข่ายของสะพาน ZTE Corp. แต่ก็ยังไม่ได้ระบุวันเวลาที่ชัดเจน ต่างจากไชน่าเทเลคอม เสฉวน ที่ออกมาประกาศว่า พวกเขาเปิดตัว 5G ในสถานีรถไฟใต้ดินในเฉิงตูที่เรียกว่าสถานีไทปิงหยวนแล้วเมื่อเดือนมกราคม 2019 ที่ผ่านมา

ความรุดหน้าของ 5G ในจีนที่เกิดขึ้น น่าจะทำให้อีกหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ต้องการแข่งขันรวมทั้งค้าขายกับจีน ต้องเร่งแล้วว่านโยบาย 5G และแผนการพัฒนาเพื่อให้เกิดและใช้งาน 5G ได้จริง ควรจะต้องเริ่มขึ้นอย่างจริงจังพร้อมกำหนดช่วงเวลาพร้อมใช้ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนได้แล้ว

ไม่เริ่มจริงจังวันนี้ก็อาจจะเท่ากับว่า แพ้ไปแล้ว 10 ปีก็ได้ เพราะอย่าลืมเทคโนโลยีสื่อสารยุคใหม่พัฒนาด้วยสปีดเร็วกว่าที่ผ่านมาหลายเท่า

อ้างอิง (1) (2)

ติดตามข่าวธุรกิจการและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com 

 

Share.