SCG ดันธุรกิจแพคเกจจิ้ง โตตามธุรกิจเซรามิคด้วยกลยุทธ์ M&A 

0

smmagonline- ธุรกิจเซรามิคของเอสซีจีในปัจจุบัน ไม่ได้เรียกว่าใหญ่แค่ในระดับอาเซียน แต่จัดเป็นรายใหญ่ของโลกได้ด้วยกลยุทธ์ M&A ที่เอสซีจี (SCG) เข้าไปซื้อกิจการของบริษัทใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน เพราะการเป็นเบอร์ต้นๆ นั้นมีข้อได้เปรียบหลายประการ โดยเฉพาะได้รับการยืนยันมาหนักต่อหนักแล้วว่า ไม่ว่าธุรกิจไหนถ้าเป็นเบอร์ต้นๆ ของตลาดโอกาสอยู่รอดย่อมมีเปอร์เซ็นต์สูงกว่า และครั้งนี้ด้วยกลยุทธ์เดิมแต่เป็นคิวเติบโตของ เอสซีจี แพคเกจจิ้ง

โดยล่าสุด เอสซีจี ลงทุนกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท (ประมาณ 9.6 ล้านล้านรูเปีย หรือเทียบเท่า 665 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จากการลงทุนครั้งนี้ที่ทำให้เอสซีจีกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน PT. Fajar Surya WisesaTbk. หนึ่งในผู้นำธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอินโดนีเซีย

นอกจากกลายเป็นผู้ถือหุ้นธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่แล้ว เอสซีจี ยังคาดหวังกับตลาดอินโดนีเซีย ที่มีประชากรมากถึง 270 ล้านคน ซึ่งรองรับธุรกิจได้ดี และมีศักยภาพการเติบโตของตลาดที่สูงกว่าไทยเกือบ 3 เท่าตัว

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ให้มุมมองถึงธุรกิจนี้ว่า มีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับตลาดบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซียที่บริษัทเข้าไปลงทุน โดยครั้งนี้ยังถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญที่จะช่วยสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจี ในอนาคตอีกด้วย

เอสซีจี คาดว่า ธุรกรรมครั้งนี้จะเสร็จสิ้นภายในไตรมาสสามของปีนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาเพื่อขยายตลาดและลงทุนเพิ่ม โดยมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการขยายการลงทุนเพิ่มภายในสิ้นปีนี้ 

ทั้งนี้ ธุรกิจแพคเกจจิ้งเอสซีจีในปี 2561 มีรายได้จากการขาย 87,255 ล้านบาท โดยมีกำไรสำหรับปี 6,319 ล้านบาท ขณะที่ Fajar มียอดขายกระดาษบรรจุภัณฑ์รวม 1.38 ล้านตันคิดเป็นมูลค่า 9.94 ล้านล้านรูเปีย(ประมาณ 21,900 ล้านบาท) และมีกำไรสำหรับปีประมาณ 1.41 ล้านล้านรูเปีย (ประมาณ 3,100 ล้านบาท)  

ติดตามข่าวธุรกิจการและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com 

Share.