เทรนด์ธุรกิจ Co-Working Space ในปี 2019

0

smmagonline -ธุรกิจโคเวิร์คกิ้งสเปซ (Co-Working Space) เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2005 ที่เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกาปัจจุบันมีจำนวนกว่า 14,000 แห่งที่เปิดให้บริการทั่วโลก แต่ละแห่งมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีเทรนด์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นให้เห็นในโคเวิร์คกิ้งสเปซที่ปรับเข้ายุคสมัยตามไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคอย่างไม่หยุดนิ่ง 

ในระยะแรกนั้นโคเวิร์คกิ้งสเปซเป็นการจัดหาทรัพยากร หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ที่ได้จัดเตรียมไว้ให้บริการร่วมกัน เช่น ห้องประชุมเครื่องพิมพ์ พื้นที่พักผ่อน และสัญญาณ WiFi ซึ่งพบเห็นในรูปแบบที่อยู่ตามบ้าน ร้านกาแฟ

แต่ทุกวันนี้ได้พัฒนาเป็นธุรกิจที่รองรับความต้องการขององค์กรขนาดใหญ่ บางคนใช้เป็นที่ทำงานสำหรับพนักงานที่มีบ้านอยู่ห่างไกล เพื่อลดค่าใช้จ่ายของสัญญาเช่าออฟฟิศในระยะยาวหรือเป็นที่ทำงานสำหรับธุรกิจขนาดเล็กอื่นๆ และกิจการในระยะเริ่มต้นที่ไม่สามารถคาดการณ์จำนวนพนักงานหรือสามารถวัดอัตราการเติบโตของธุรกิจได้ชัดเจน เพราะโคเวิร์คกิ้งสเปซมีจุดเด่นตรงมีความยืดหยุ่นในเชิงพื้นที่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Harvard Business Review ทำการศึกษาเกี่ยวกับโคเวิร์คกิ้งสเปซ เพื่อดูว่าสภาพแวดล้อมเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อพนักงานแต่ละคนอย่างไร โดยคำนึงถึง

  1. สิ่งอำนวยความสะดวก
  2. การสร้างแบรนด์
  3. ความสวยงามและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างขึ้นจากผู้คน และ
  4. บริษัทที่ทำงานร่วมภายใต้หลังคาเดียวกัน

การศึกษาดังกล่าว พบว่า พนักงานได้รับประโยชน์จากโคเวิร์คกิ้งสเปซมากกว่าสำนักงานทั่วไป เพราะความยืดหยุ่นที่มีมากขึ้น ทำให้เกิดการเรียนรู้ในที่ทำงาน ต่อยอดไปถึงความสามารถในการหาคอนเน็กชั่นที่หลากหลาย รวมถึงความรู้สึกของคอมมูนิตี้ที่เข้มแข็งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการศึกษาวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันว่า จะมีผลกระทบต่อความเป็นมืออาชีพของสมาชิกและองค์กรได้อย่างไร ซึ่งท้ายที่สุดแล้วองค์กรต่างๆ จะลงทุนกับทรัพยากรที่มีคุณค่าเพื่อเชื่อมโยงพนักงานและพัฒนาวัฒนธรรมการทำงาน แต่ในโคเวิร์คกิ้งสเปซ มีหลายองค์กรที่มีหลายบรรทัดฐานและค่านิยมมากมายที่แข่งขันกันเพื่อดึงดูดความสนใจของสมาชิก

ในช่วงปี 2017 – 2018 Harvard Business ยังได้ร่วมมือกับ WeWork เพื่อทำการสำรวจสมาชิกใหม่กว่า 1,000 รายในสหรัฐอเมริกา 71 % ทำงานเต็มเวลากับบริษัทที่อยู่ในสำนักงาน WeWork หรือใช้ WeWork สำหรับบุคคลและทีมที่อยู่ห่างไกล ส่วนที่เหลืออีก 29% รวมถึงเจ้าของธุรกิจ ผู้รับเหมาและธุรกิจที่เป็นเจ้าของเพียงคนเดียว รวมไปถึงพนักงานพาร์ทไทม์

โดยให้สมาชิกระบุระดับของข้อตกลงกับข้อความประมาณว่า “ฉันมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกับคนอื่นๆ ใน WeWork” และ“ฉันมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกับคนอื่นๆ ในองค์กรของฉัน” เพื่อหาขอบเขตของอารมณ์และจิตใจที่ผูกพันกับนายจ้าง (หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่พวกเขาทำงาน) โดยวัดระดับ 1 ถึง 5 โดยมี 1 เป็นความรู้สึกร่วมที่ต่ำที่สุดและ 5 สูงสุด

ผลที่ออกมา พบว่า สมาชิกระบุตัวตนของพวกเขากับงานในองค์กรด้วยคะแนนส่วนใหญ่ที่มากกว่า 4 คะแนน แม้จะเป็นช่วงหลังจากทำงานในสำนักงาน WeWork เป็นระยะเวลานาน ในตอนท้ายของการศึกษา มีการให้สมาชิกอธิบายว่า WeWork ส่งผลต่อความเป็นมืออาชีพอย่างไรผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนหนึ่งตอบว่า“มันเป็นเพียงพื้นที่” และสมาชิกเหล่านี้ได้รับประโยชน์จากการเป็นสมาชิก เช่น สิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพื้นที่หรือความสะดวกสบายของสถานที่

แต่กระนั้นก็ตาม สมาชิกคนอื่นๆ กล่าวว่า WeWork มีบทบาทอย่างแข็งขันในการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นมืออาชีพและองค์กรของพวกเขา สมาชิกเหล่านี้ให้คะแนนความเป็นตัวตนที่สูงขึ้นสำหรับทั้งองค์กรที่ทำงานและ WeWork และพวกเขายังได้สัมผัสกับระดับที่สูงขึ้นของความเจริญก้าวหน้าในอาชีพและประสิทธิภาพในการทำงาน

บทสรุปจากการศึกษาระบุว่า เอกลักษณ์ของแบรนด์ WeWork ไม่ได้ลดความเป็นตัวตนขององค์กรที่อยู่ในพื้นที่ของพวกเขา แต่การวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าผู้คนได้รับผลลัพธ์เชิงบวกเมื่อสภาพแวดล้อมการทำงานของพวกเขาสอดคล้องกับการส่งสารและค่านิยมแบรนด์ของบริษัท

อธิบายได้ว่า WeWork สามารถสร้างเอกลักษณ์เชิงวิชาชีพได้อย่างไร อีกทั้งค้นพบคีย์เวิร์ดสำคัญ 3 ประการโดยแต่ละจุดเน้นถึงวิธีที่โคเวิร์คกิ้งสเปซ สามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับวิธีการที่พนักงานมีความสัมพันธ์กับองค์กรและพวกเขาเชื่อว่าคนอื่นๆ อาทิลูกค้า พนักงานคนอื่นๆ คู่แข่ง ฯลฯ รับรู้ได้อย่างไร

ตัวอย่างเช่น โคเวิร์คกิ้งสเปซ ทำให้สมาชิกบางคนรู้สึกถึงความเป็นมืออาชีพและความน่าเชื่อถือซึ่งการทำงานทางไกลแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำได้และยังสามารถส่งสารถึงคนอื่นๆ ว่าคุณทำงานอย่างจริงจังและคนอื่นๆ มองว่าคุณเป็นพนักงานที่ขยันขันแข็ง

สถานที่ทำงานได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ความชอบธรรม” ผู้ตอบแบบสอบถามบางคนใช้คำนี้เพื่ออธิบายว่า WeWork คำนึงถึงตัวตนของมืออาชีพอย่างไร เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กหนึ่งคนจากนิวยอร์กให้ความเห็นว่า “ฉันรู้จักกับ บริษัทสตาร์ทอัพอื่นๆ ใน WeWork Labs” เขารู้สึกว่าการทำงานที่ WeWork ทำให้ บริษัทเล็กๆ ของเขากลายเป็นบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมายในสายตาของเพื่อนร่วมงานและลูกค้า

ผู้ตอบแบบสอบถามคนอื่นๆ รู้สึกถึงความภาคภูมิใจและความมั่นใจจากการทำงานที่สำนักงาน WeWork ในสถานที่อันทรงเกียรติ

มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าที่ตั้งของสำนักงาน WeWork ของพวกเขาเป็นประโยชน์

นอกจากนี้ พนักงานที่เป็นสมาชิกบริษัท ที่ได้รับเงินอุดหนุน จะมีความรู้สึกว่านายจ้างให้ความสำคัญกับความต้องการของพวกเขาอย่างจริงจังไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม และยังช่วยให้ธุรกิจใหม่สร้างความประทับใจในเชิงบวกต่อลูกค้าที่มีศักยภาพ จนกล่าวได้ว่าปัจจุบันโคเวิร์คกิ้งสเปซได้พลิกโฉมพื้นที่ทำงานของคนยุคใหม่ และก่อให้เกิดพื้นที่ส่วนร่วมเพื่อการสร้างสรรค์ ซึ่งในปี 2019 ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบหลายอย่างที่เราควรคำนึงถึง

Co-Working Trends 2019 เรื่องที่จะได้เห็น จากธุรกิจโคเวิร์คกิ้งสเปซในอนาคต

อ้างอิง 

ติดตามข่าวธุรกิจการและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com 

 

 

Share.