PRODUCE X 101 การกลับมาของ PRODUCE 101 Season 4 กับความหมายของ “X” Factor ในแบบฉบับ Mnet

0

smmagonline – ทันทีที่ทาง Mnet ประกาศชื่อ PRODUCE X 101 (โปรดิวซ์ เอ็กซ์ วันโอวัน) ซึ่งเป็นชื่อซีซั่นของการค้นหา Boy Group ที่เข้มข้นและถูกจับตามองอย่างยิ่งของ PRODUCE 101 รายการ Survival ที่เปิดให้ผู้ชมเป็นโปรดิวเซอร์แห่งชาติ สามารถคัดเลือกสมาชิกจากเด็กฝึกหัด 101 คน เพื่อสร้างวงไอดอลกรุ๊ประดับโลก ผ่านการแข่งขันสุดหินตลอด 12 สัปดาห์ที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นมาแล้วถึง 3 ซีซั่น ทำให้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนในเวลานี้ ในโลกโซเชียลล้วนเต็มไปด้วย Hashtag #PRODUC_X_101 รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งเป็นการยืนยันความสำเร็จของรายการได้เป็นอย่างดี

ทุกวันศุกร์ เวลา 23.00 น. ตามเวลาเกาหลีใต้ จะพบกับ Search Ranking ในกลุ่ม Music หลายประเทศล้วนเต็มไปด้วย Hashtag #PRODUC_X_101 รวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน ภายใต้การนำของตัวแทนโปรดิวเซอร์แห่งชาติคนใหม่ Lee Dong Wook ซึ่งเป็นนักแสดงแถวหน้าของวงการบันเทิงเกาหลีใต้ ที่จะทำหน้าที่ตลอดรายการต่อจาก Lee Seung Gi ในซีซั่นที่แล้ว

จากความสำเร็จของวง Wanna One ที่สร้างประวัติศาสตร์ทั้งในเกาหลีใต้และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกในซีซั่นที่ 2 ทำให้ผู้ชมและสื่อมวลชน รวมถึงแบรนด์สินค้าต่างๆ รอคอยที่จะได้เห็นบอยแบนด์ที่จะถูกคัดเลือกให้เป็น The Next Wanna One จากซีซั่นนี้ ซึ่งได้รับความสนใจจากเด็กฝึกหัดจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นศิลปินที่ผ่านการเดบิวต์แล้ว และกลับมาแข่งขันในฐานะเด็กฝึกอีกครั้ง ไปจนถึงเด็กฝึกหัดอิสระที่ไม่มีสังกัด หรือแม้แต่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง YG Entertainment ก็ได้ร่วมส่งเด็กฝึกหัดมาเข้าร่วมรายการเป็นครั้งแรกตั้งแต่เปิดตัวรายการมา

ทำให้รายการยิ่งเป็นที่พูดถึงตั้งแต่วันแรกที่ประกาศชื่อซีซั่น สามารถครองอันดับ 1 ด้าน Buzzworthy ได้ตั้งแต่เปิดตัว รวมถึง Rating ที่ออกตัวได้เร็วและแรงกว่าทุกซีซั่นที่ผ่านมา สะท้อนถึงความสนใจจากทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมบันเทิง รวมถึงผู้ชมที่เชื่อมั่นในความสำเร็จของรายการได้เป็นอย่างดี

STRATEGY OF S(E)OUL ไม่พลาดที่จะถอดรหัสความน่าสนใจของซีซั่นนี้ หลังการรับชมการออกอากาศ 3 ตอนแรก มาฝากผู้อ่านทุกท่านในฉบับนี้

1.ต่อยอดความสำเร็จจากทุกซีซั่นสู่การขยายระยะเวลาสัญญาที่ผู้ชมรอคอย

จากความสำเร็จของวงผู้ชนะการแข่งขันจากทุกซีซั่นในวงการเพลงเกาหลีใต้ รวมไปถึงตลาดเพลงทั่วโลก ทำให้การแยกย้ายของสมาชิกในวงหลังหมดระยะเวลาสัญญาเป็นสิ่งที่ผู้ชมเรียกร้องให้มีการขยายเวลาอยู่ทุกปี ทาง PRODUCE 101 เองก็ได้มีการปรับระยะเวลาให้ยาวนานขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ เพื่อให้สอดคล้องกับความนิยมของผู้ชมที่มีต่อศิลปิน รวมไปถึงการต่อยอดทางธุรกิจที่จะสามารถสร้างผลกำไรได้ยาวนานและต่อเนื่องยิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียดที่ต่างกันในแต่ละซีซั่น ดังนี้
• PRODUCE 101 Season 1 (Girl Group)
: วง I.O.I. ระยะเวลาสัญญา 1 ปี
• PRODUCE 101 Season 2 (Boy Group)
: วง Wanna One ระยะเวลาสัญญา 1 ปี 6 เดือน
• PRODUCE 48 (Season 3) (Girl Group)
: วง IZONE ระยะเวลาสัญญา 2 ปี 6 เดือน
• PRODUCE X 101 (Season 4 ปัจจุบัน)
(Boy Group)
: ยังไม่ประกาศชื่อวงอย่างเป็นทางการ โดยทางรายการจะประกาศชื่อวงในวันสุดท้ายของการออกอากาศ ซึ่งเป็นวันที่จะทราบผลผู้ชนะในซีซั่นนั้น

โดยทาง Mnet ได้ประกาศแล้วว่า วงผู้ชนะจากซีซั่นนี้จะทำงานร่วมกันเป็นระยะเวลา 5 ปี โดยแบ่งเป็นการทำงานในฐานะวง เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือนและสามารถกลับไปร่วมงานกับค่ายเดิมของเด็กฝึกหัดแต่ละคนได้ ร่วมไปกลับการทำงานวง สำหรับระยะเวลา 2 ปี 6 เดือนถัดมา

2.PRODUCE “X” 101 กับความ ท้าทายครั้งใหม่ในซีซั่นที่ 4

• จากความสำเร็จอย่างท่วมท้นของ PRODUCE 101 ในทุกซีซั่นที่ออกอากาศ ทำให้ทาง Mnet และทีมงานรายการเพิ่มลูกเล่นที่พิเศษและเป็นจุดเด่นของแต่ละซีซั่นเข้าไป โดยเริ่มในซีซั่นที่ 3 เป็นต้นมา จากเดิมที่เป็นการค้นหา Girl Group และ Boy Band สลับกันในแต่ละปี

กลายเป็นการเพิ่มกติกาเพิ่มความร่วมมือ เพิ่มกฎใหม่ที่จะทำให้ผู้ชมตื่นเต้นและรอคอยการมาของรายการมากขึ้น และช่วยให้ผู้ชมไม่เกิดความเบื่อหน่ายกับ Format ของรายการซึ่งมักเกิดกับรายการ Survival หรือรายการที่มีการซื้อ Format ที่เมื่อออกอากาศไประยะหนึ่งแล้ว ผู้ชมจะเริ่มเบื่อ กับรูปแบบการออกอากาศที่คาดเดาได้ หากไม่ได้มีผู้เข้าแข่งขันที่น่าสนใจในซีซั่นนั้น ก็อาจส่งผลต่อความนิยมของรายการได้

• ในซีซั่นที่ 3 Mnet ประกาศความร่วมมือกับกลุ่ม AKB48 ซึ่งเป็นเกิร์ลกรุ๊ประดับโลกจาก ประเทศญี่ปุ่น ในการร่วมสร้าง PRODUCE 48 ซึ่งเป็นการรวมตัวระหว่าง PRODUCE 101 กับ AKB48 ในการค้นหา Girl Group ที่จะเป็นตัวแทนไอดอลระดับโลก เดบิวต์ทั้งในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยเปิดโอกาสให้ทั้งเด็กฝึกหัดและสมาชิกของ AKB48 ซึ่งมีจำนวนมาก และมีฐานแฟนคลับที่ชัดเจนเหนียวแน่น ได้เข้าร่วมการออดิชั่นเพื่อเป็น 1 ในบรรดาเด็กฝึกหัด ของ PRODUCE 48 ผ่านการแข่งขันอย่างเข้มข้นตามแบบฉบับ PRODUCE 101 เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ เพื่อคัดเลือกผู้ชนะจำนวน 12 คนจากการคัดเลือกของโปรดิวเซอร์แห่งชาติ ให้ทำงานร่วมกันในฐานะไอดอลกรุ๊ป IZONE เป็นระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน

ปัจจุบันวง IZONE ประสบความสำเร็จและสร้างสถิติใหม่ในฐานะวง Rookie ได้ไม่แพ้ 2 ซีซั่นที่ผ่านมา ทั้งยอดขายความนิยม ฐานแฟนคลับ โดยได้เดบิวต์ทั้งในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นอย่างสวยงาม ขณะนี้สมาชิกในวงอยู่ระหว่างการเริ่มทัวร์คอนเสิร์ตแรกในหลายประเทศทั่วโลก

• ในซีซั่นนี้ ทาง Mnet ได้เน้นย้ำถึงตัวอักษร “X” ที่ทิ้งเป็นปริศนามาตั้งแต่วันประกาศเปิดตัวซีซั่นที่ 4 เพื่อให้ผู้ชมติดตามดูความหมายของตัวอักษรนี้ในรายการ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องสะท้อนถึงแนวทางในการค้นหา Boy Group วงใหม่ที่มี Concept ผูกพันกับตัว X ไม่ต่างจากซีซั่นที่ 3 ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างเด็กฝึกหัดเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งมาจากวง AKB48 ที่ชัดเจนจากตัวเลข 48 ที่เปลี่ยนไปจากชื่อซีซั่นเดิม

• หลังการออกอากาศ 3 ตอนแรก ทาง Mnet ได้อธิบายถึง “X” ไว้ว่าเป็นการสะท้อน “ศักยภาพที่ไม่สิ้นสุด” ของเด็กฝึกหัด ที่จะสามารถถูกพัฒนาขึ้นไปจากการเป็นเด็กฝึกในวันนี้ เพื่อก้าวสู่การเป็นบอยแบนด์ระดับโลกหลังจบซีซั่น เป็นที่มาของการเปิดคลาส X ซึ่งไม่เคยมี มาก่อนในทุกซีซั่น ทำให้รอบแรกของเปิดตัวเด็กฝึกหัด ทางทีมเทรนเนอร์ได้จัดเด็กฝึกหัดเข้าคลาสทั้งหมด 5 คลาสด้วยกัน จากเดิมที่แบ่งตามความสามารถของเด็กฝึกหัด เป็นระดับ A-F ในปีนี้กลายเป็น A, B, C, D และ X แทนนั่นหมายความว่าผู้ชมจะเห็นมุมมองใหม่ของการจัดระดับเด็กฝึกหัด รวมถึงการเรียนการฝึกที่แตกต่างจาก 3 ซีซั่นที่ผ่านมาอย่างชัดเจน

3. “ไม่ใช่ F แต่เป็น X” สู่คลาส X ที่ ฝึกฝนเด็กจากศักยภาพ ไม่ใช่แค่ทักษะ

• จุดที่แตกต่างของการปั้น Boy Group จากรายการ Survival นั้น คือ พื้นฐานที่แตกต่างกันของเด็กฝึกหักแต่ละคน ซึ่งมีทั้งเด็กฝึกหัดที่ผ่านการฝึกจนได้เดบิวต์เป็นศิลปินแล้ว แต่อาจจะยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง จึงตัดสินใจทิ้งฐานะศิลปิน กลับมาเป็นเด็กฝึกหัดอีกครั้งในรายการนี้ ไปจนถึงเด็กฝึกอิสระที่ฝึกฝนด้วยตัวเองโดยไม่มีค่าย หรือแม้แต่เด็กฝึกที่มีอายุการฝึกไม่ถึง 3 เดือนึ่งทุกคนต้องเข้าระบบการแข่งขันแบบเดียวกันทำให้ยากที่จัดการเรียนการสอนให้กับเด็กแต่ละคน รวมถึงจะมีเด็กฝึกจำนวนมากที่เสียโอกาสจากพื้นฐานการฝึกที่ไม่เท่ากันนี้สร้างความตึงเครียดให้กับเด็กๆ ที่เข้าร่วมรายการ ไปจนถึงโปรดิวเซอร์แห่งชาติที่อาจจะไม่ได้เห็นศักยภาพของเด็กฝึกที่แท้จริง และทำให้หลายคนพลาดการแข่งขันในรอบลึกๆ ไปอย่างน่าเสียดาย

• คลาส X ในปีนี้จึงเกิดขึ้นมาเพื่อรองรับเด็กฝึกที่มี “ศักยภาพ” แต่ยังขาด “ทักษะ” เนื่องจากหลายปัจจัย เช่น ระยะเวลาในการฝึกที่สั้นเกินไป การเปลี่ยนสายงานจากเด็กฝึกหัดที่เดิมเป็นนักแสดงแต่ค้นพบว่าชอบการเป็นศิลปินมากกว่า แต่ไม่เคยได้รับการฝึกหัดไปจนถึงเด็กฝึกที่ฝึกฝนด้วยตนเองทำให้ไม่มีการไกด์ที่ถูกต้องจากเทรนเนอร์มืออาชีพ โดยทาง PRODUCE X 101 ได้จัดคลาสเรียนพิเศษให้กับเด็กกลุ่มนี้ โดยจะเพิ่มการสอน “พื้นฐานการร้อง-เต้น” เข้ามาในชั้นเรียน ควบคู่ไปกับการเรียนรู้โจทย์การแข่งขันในสัปดาห์แรก เพื่อหวังให้ผู้ชมได้เห็นเด็กฝึกหัดในมิติอื่นๆ ที่ครอบคลุมขึ้น คู่ไปกับเด็กฝึกในคลาส A-D ที่ถูกแบ่งจากความสามารถเป็นหลัก แต่มีทักษะที่มากพอ ซึ่งเด็กทั้ง 4 คลาสนี้จะใช้เวลาในการ ฝึกฝนโจทย์การแข่งขันเพียงอย่างเดียว

4.“Group X Battle” การแข่งขัน รอบ Battle ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

• ความท้าทายของ Episode 3 ที่ผ่านมา คือ การเข้าสู่การแข่งขันที่ผู้ชมจะโฟกัสที่ความสามารถทักษะในการทำงานเป็นทีม การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเป็น 3 ด้านที่จะช่วยให้เด็กฝึกหัดสามารถครองใจโปรดิวเซอร์แห่งชาติได้ และนำไปสู่คะแนนโหวตเพื่อเตรียมเข้าสู่การคัดออกรอบแรกที่ใกล้จะมาถึง ซึ่งการแข่งขันในรอบนี้จากทุกซีซั่นจะเรียกว่า Group Battle คือการให้โจทย์ เพลงจากวงรุ่นพี่ที่รับความนิยมในฐานะไอดอลกรุ๊ปที่เป็นตัวแทนของ K-POP ทั่วโลก ซึ่งจะเรียกฐานแฟนๆ จากวงรุ่นพี่ให้สนใจเข้ามารับชมการแสดงของเด็กฝึกหัดได้ทางอ้อมเช่นกัน หากทำได้ดีก็มีโอกาสที่จะได้รับคะแนนโหวตมากขึ้น

• เนื่องจากเป็น Episode ล่าสุดที่เพิ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ทางรายการได้อธิบายถึงกติกาใหม่ในปีนี้ที่เพิ่มตัว X เข้ามาในชื่อโจทย์ กลายเป็น Group X Battle ที่ต่างจากทั้ง 3 ซีซั่นที่ผ่านมา โดยแต่เดิมเด็กฝึกหัดมักจะคัดเลือกทีมที่ตัวเองคิดว่าแข็งแกร่ง และมีสิทธิ์เลือกคู่แข่งเอง คู่แข่งเหล่านั้นมักเป็นเด็กฝึกที่มีทักษะอ่อนกว่า ทำให้คาดเดาผลแพ้-ชนะได้ไม่ยาก และทำให้เด็กฝึกหัดที่ถูกท้าชิงเสียกำลังใจ เพราะคิดว่ายากที่จะเอาชนะได้

ในขณะที่ปีนี้ ทางรายการเปิดโอกาสให้เด็กฝึกหัดเลือกทีมขนาดใหญ่ที่คิดว่าแข็งแกร่ง และอยากร่วมงานด้วย และค่อยประกาศแบ่งครึ่งทีม เพื่อให้แข่งขันกันเองในภายหลัง ทำให้การคละทีมมีความน่าสนใจมากขึ้น ลุ้นผลแพ้-ชนะได้ยากขึ้น เพราะเป็นการนำเอาเด็กที่มีทักษะหรือความโดดเด่นใกล้เคียงกันในสายตาแต่ละคนมาแข่งกันเองไม่ใช่การเลือกคนที่อ่อนกว่าแล้วมั่นใจว่าเอาชนะได้เหมือนในซีซั่นที่ผ่านมา โดยการแข่งขันรอบนี้จะออกอากาศต่อเนื่องไปใน Episode ที่ 4 พร้อมกับ Rating และยอดวิวบน YouTube และ Naver ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นตามลำดับในเวลานี้ด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวธุรกิจการและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com 

Share.