“พลวัตจีน” ที่มีผลต่อ “เศรษฐกิจโลก”

0

โดย รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ 

smmagonline-ใครที่สามารถเชื่อมเศรษฐกิจภายในประเทศของตนเข้าสู่พลวัตความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของจีน (China’s dynamism and transformation) ประเทศเหล่านั้นก็จะสามารถ “โดยสาร” เศรษฐกิจจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ภาพที่เราต้องสร้างความชัดเจนขึ้นมาก็คือ “พลวัตจีน” ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า จะมีแนวทางและ “เนื้อหาสาระ” เช่นไร และ “พลวัตจีน” ดังกล่าว ทำให้จีนมีอุปสงค์ (Demand) ต่อโลกหรือภายนอกประเทศเช่นไร และประเทศอื่นๆ สามารถ “เชื่อมต่อ” กับเศรษฐกิจจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นไร

หลายทศวรรษที่ล่วงผ่านมา อุปทานจีน (China’s supply factor) เป็นตัวแปรสำคัญในการเพิ่มปฏิสัมพันธ์ของเศรษฐกิจจีนกับเศรษฐกิจโลก ผ่านการเชื่อมโยงภาคการผลิตเข้าหากัน ไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุดิบต่างๆ หรือปัจจัยการผลิต (Factors of production)

เช่น ชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ในฐานะที่จีนได้ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นโรงงานโลก (The Global workshop) โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก (Global production base) แทนที่ญี่ปุ่นและเยอรมันนี เพราะความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative advantage) ของจีน ที่สามารถทำการผลิตขนาดใหญ่ (Mass production) ได้ อันเกิดจากความใหญ่โตของประเทศที่มีประชากรถึงเกือบ 1,400 ล้านคน ที่ทำให้สามารถผลิตได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ขณะที่มีตลาดภายในประเทศที่ใหญ่โตเหมือนทวีปทั้งทวีปมารองรับส่วนหนึ่งของผลผลิตที่ผลิตได้ด้วย

ในขณะเดียวกันก็สามารถส่งออกผลผลิตจำนวนมหาศาลที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ ออกสู่ตลาดโลกได้

การเปิดตัวของเศรษฐกิจจีนออกสู่เศรษฐกิจโลกภายใต้นโยบายเปิดประเทศ (Open-door policy) ที่นำโดย “เติ้งเสี่ยวผิง” เมื่อ 4 ทศวรรษที่แล้ว และเปิดอย่างต่อเนื่องจริงจังในช่วงต้นทวรรษที่ 1990’s เป็นต้นมา และเปิดกว้างมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อจีนเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization – WTO) ในปลายปี 2001 เป็นต้นมา

สภาวการณ์ดังกล่าว ได้เปลี่ยนทิศทางการจัดสรรทรัพยากรโลก (Global allocation of resources) ใหม่ที่ทำให้เกิดการแบ่งงานกันทำ (Division of works and labors) ใหม่ ที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเช่นในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจมีพัฒนาการที่เพิ่มสูงขึ้นความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative advantage) และขีดความสามารถทางการแข่งขัน (Competitiveness) ก็แปรเปลี่ยนไป โดยมีประเทศใหม่ๆ ที่เปิดกว้างทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น และมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในภาคการผลิต (Production sector) มากกว่า เช่นมีต้นทุนการผลิต (Costs of production) ที่ต่ำกว่า ฯลฯ

โดยจีนต้อง “ขึ้นชั้น” ทางการพัฒนา ตัวอย่างเช่น เปลี่ยนไปเป็นเศรษฐกิจที่อิงกับภาคบริการ (Service-based Economy) เพิ่มมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นเศรษฐกิจที่อิงกับภาคบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High value added services) ของจีน จะมีผลที่ตามมา (Implications and consequences) กับเศรษฐกิจทั้งทางลบและทางบวกเป็นอย่างมาก ในฐานะที่จีนเป็นประเทศที่มีขนาด GDP ที่มีมูลค่ากว่า 16% ของมูลค่า GDP โลกและยังเติบใหญ่ได้กว่า 6% ต่อปี (ซึ่งสูงกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเกือบหนึ่งเท่าตัว)

ขณะที่มีประชากรร่วม 1,400 ล้านคนหรือประมาณ 20% ของประชากรรวมของโลก ที่ได้ “บ่มเพาะ” ชนชั้นกลางขึ้นมามากมายในแต่ละปี ซึ่งก็หมายถึงฐานการบริโภค (Consumption base) อันใหญ่โตและมีพลังสูง

ภาคบริการที่จะมีพลวัตเป็นอย่างมาก ประกอบไปด้วย “ตัวอย่าง” ต่างๆ เช่น บริการสาธารณสุข (Healthcare services) ทั้งวงจร ตั้งแต่ระดับ “ต้นน้ำ” เช่น การผลิตเวชภัณฑ์และเครื่องมือ เครื่องใช้ และเทคโนโลยี ในวงการแพทย์ที่เกี่ยวพันกับเรื่อง “Hardware” ระดับกลางน้ำ เช่น การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและข่าวสาร (Information Technology- IT) ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อการรักษาพยาบาลแบบ “Online” หรือ “e-medical” ที่จำเป็นอย่างมากสำหรับประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลคือมีพื้นที่เกือบ 10 ล้าน ตารางกิโลเมตร ที่เต็มไปด้วยปัญหาของปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ค่อนข้าง “วิบาก” เช่นจีน

ขณะที่จีนก็มีประชากรร่วม1,400 ล้านคน ซึ่งมากกว่าทุกทวีปในโลก ยกเว้นทวีปเอเชียที่มีจีนและอินเดียตั้งอยู่ เพราะทั้งสองประเทศ “ยักษ์ใหญ่” แห่งเอเชียข้างต้น รวมกันแล้วก็จะมีประชากรกว่า 35% ของประชากรรวมทั่วโลกที่มีอยู่กว่า 7,600 ล้านคนในปัจจุบัน

ในขณะเดียวกันการขาดแคลนโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล ฯลฯ ก็ส่งผลให้จีนต้องใช้เทคโนโลยีทั้งทางด้าน “Hardware” และ “Software” ทำการพัฒนาระบบสาธารณสุขของตน เช่น การใช้เทคโนโลยีข่าวสารข้อมูล (Information Technology – IT) เป็น “เครื่องมือ” ในการขับเคลื่อน ตัวอย่างเช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) เทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality – VR) และระบบอัตโนมัติ (Automation) เช่น หุ่นยนต์ (Robotics) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ฯลฯ ในการพัฒนาวงการแพทย์และการสาธารณสุขของตน

ยิ่งจีนมีการใช้เทคโนโลยีระบบ “5G” (5G Technologies) ด้วยแล้ว ภาคบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบการสาธารณสุข ธุรกิจบันเทิง อินเทอร์เน็ต อุตสาหกรรม (Industrial Internet) รถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles) ฯลฯ ก็มีโอกาสการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

นอกจากการสาธารณสุข (Healthcare sector) ฯลฯ แล้ว การท่องเที่ยว (Tourism)การศึกษา (Education) การกีฬา (Sports) การสื่อสาร (Communications) อาหารการกินนอกบ้าน (Food services) การพักผ่อนหย่อนใจ (Leisures) การเพิ่มคุณภาพชีวิต (Quality of Life Augmentation) ฯลฯ

เหล่านี้คือตัวอย่างของภาคบริการที่มีโอกาสขยายตัวเติบใหญ่ในประเทศจีนเป็นอย่างมาก ภายใต้แนวทางการพัฒนาในระลอกที่ 3 ของการเปิดประเทศ (Third phase “open-door” policy) ของจีน นับจากนี้เป็นต้นไป ภายหลังจากที่จีนได้เริ่มดำเนินนโยบายเปิดประเทศในระลอกที่ 1 ในปลายทศวรรษที่ 1970’s โดย “เติ้งเสี่ยวผิง” และระลอกที่ 2 เมื่อจีนได้เข้าไปเป็นสมาชิกของ WTO ในปลายปี 2001

ติดตามข่าวธุรกิจการและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com 

Share.