ฟังสาว Gen Y สรุปบทเรียนความสำเร็จจากธุรกิจที่ทำรายได้ 6 หลักตอนอายุ 20 

0

smmagonline- Roslyn Ting ผู้ก่อตั้งแบรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ Made Real ตอนอายุ 19 ปี ปัจจุบันเป็นนักการตลาดดิจิทัลที่ Ampjar ออกมาแชร์ บทเรียนธุรกิจ ที่เธอเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเรียนรู้ที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่ยังเปิดโอกาสให้คนทุกธุรกิจทุกรุ่นทุกวัยได้ทบทวนวิธีคิดจากสิ่งที่เธอทำได้อย่างดีอีกด้วย และนี่คือเรื่องราวที่เธอเขียนเล่าไว้ (ที่มา)

ย้อนกลับไปในปี 2014 เมื่อตอนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย ฉันพยายามหาวิธีใช้เวลาของฉันอย่างมีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกันหลายครั้งกับเพื่อนในวัยเด็ก ซึ่งหนึ่งในกลุ่มเพื่อนอย่างโรบินก็สามารถนำไปสู่สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจนเป็นที่รู้จักในชื่อ “Made Real”

เราสองคนตัดสินใจจะเริ่มโครงการทางสังคมที่เกี่ยวกับการสร้างสมดุลในการรับประทานอาหาร เพื่อแก้ไขปัญหาที่รุนแรงของการรับประทานอาหารที่ไม่เป็นระเบียบจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

อย่างตอนอายุ 18 ปี พวกเราเบื่อกับการดื่มน้ำผลไม้สกัดและชาดีท๊อกซ์บ้าๆ ที่มันเริ่มผุดขึ้นรอบๆ ตัวเราเหมือนกับเชื้อโรค

พวกเราแบ่งปันเรื่องราวระหว่างกันกับคนที่อยู่รอบตัวเราและจัดกิจกรรมที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่มีสูตรอาหารที่ช่วยสร้างสมดุลให้ร่างกาย การออกกำลังกาย และข้อมูลเชิงบวกที่เกี่ยวกับการดูแลร่างกาย

แล้วกิจกรรมนี้ก็สร้างความประหลาดใจให้พวกเราอย่างมาก เพราะช่วยดึงดูดผู้คนหลายร้อยคน และทำให้ตัวโครงการเองกลายเป็นหัวข้อข่าวต่างๆ ให้กับสำนักข่าวออนไลน์หลายแห่ง

กว่า 6 เดือนที่พวกเราทำโครงการนี้ พวกเราสงสัยว่า มีสิ่งใดที่เราสามารถทำได้เพื่อกิจกรรมหรือชุมชนที่เราได้สร้างมันขึ้นรอบๆ ตัวเรา และคำตอบคือ ความก้าวหน้าทางธรรมชาติ คือการทำให้สิ่งนี้กลายเป็นธุรกิจ

ดังนั้นด้วยการมองโลกในแง่ดีบวกกับเงินออมจำนวน 10,000 เหรียญสหรัฐฯ ของพวกเราก็พร้อมเดินหน้า ด้วยแนวคิดแบบธุรกิจครั้งแรกในปี 2558 คือการสมัครสมาชิกชุดกล่องอาหารว่างเพื่อสุขภาพ

พวกเรารู้สึกว่ามันสอดคล้องกับเป้าหมายของพวกเราในการส่งเสริมให้ทุกคนได้เลือกอาหารที่ดีกว่า เป็นทางเลือกในการดำเนินชีวิตมากกว่าที่จะหันไปพึ่งวิธีที่หักโหมจนเกินไปในการลดน้ำหนัก

พวกเราเปิดตัวธุรกิจด้วยการประกาศผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ

พอช่วงต้นปี 2559 พวกเราก็เริ่มระดมทุนจากนักลงทุนและปรับปรุงทุกอย่าง จากรูปแบบธุรกิจไปสู่การสร้างแบรนด์และการตลาด และการจัดการที่ยอดเยี่ยม จนนำไปสู่การทำรายได้ถึง 6 หลัก

1 ปีต่อมา พวกเราเปลี่ยนไปใช้โมเดล “ธุรกิจกับธุรกิจ” (B2B) เนื่องจากสามารถขยายธุรกิจได้มากขึ้น โดยที่ฉันและหุ้นส่วนของฉันยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ปี 2

ดังนั้น ในขณะที่คนอื่นกังวลเกี่ยวกับการส่งการบ้านให้ตรงเวลา พวกเรากลับกังวลเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเราสามารถชำระเงินให้กับซัพพลายเออร์ของพวกเราได้ และจะทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าตรงเวลาหรือไม่

ทั้งโรบินกับฉันเลยใช้เวลาหลายเทอมกว่าจะเรียนจบ พวกเราเพิ่งจบการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ ดังนั้นพวกเราจึงเริ่มทำงานเต็มเวลาด้วยการเน้นความสนใจไปที่งานเทคโนโลยีสตาร์ทอัพและหยุดธุรกิจของเราไว้

จากธุรกิจ Made Real ที่ฉันกับเพื่อนร่วมกันทำมา ฉันมี 3 บทเรียนที่ได้เรียนรู้และชอบที่จะแบ่งปัน คือ

หนึ่ง-จัดการเวลาของคุณให้ดี

การทำธุรกิจเต็มเวลาหมายความว่า คุณต้องเจรจาต่อรองเรื่องงานที่ได้รับมอบหมายของสถานศึกษา กิจกรรมนอกหลักสูตร ชีวิตทางสังคมของคุณและการดูแลตนเอง การปรับทั้ง 4 อย่างให้สมดุลหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้นทำได้ยาก แต่การทำธุรกิจควบคู่ไปด้วยต้องเพิ่มแรงกดดันด้านเวลาเข้าไปอีก ฉันมักมีเวลา 1 วันที่จะอยู่กับแล็บท็อปหรือโทรศัพท์ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าถึงสองทุ่ม เพื่อที่จะทำงานอันแสนยุ่งเหยิง ลบและทำซ้ำอยู่อย่างนั้น

เมื่อเวลาผ่านไปฉันก็พบกับระบบจัดการเวลาที่ดีมากสำหรับฉันในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ฉันใช้ Google Calendars อย่างเคร่งครัดสำหรับการนัดหมายการประชุมทั้งทางสังคม ทางสายอาชีพ ทางการโทรศัพท์และแม้กระทั่งนัดทำผม

ยิ่งไปกว่านั้นฉันใช้มันสำหรับงานทั้งหมดของฉัน ถ้าฉันต้องการที่จะนั่งลงและทำตามข้อเสนอหรือติดตามลูกค้า ฉันจะตั้งช่วงเวลาไว้ที่ระหว่าง 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมงเพื่อทำให้เสร็จเรียบร้อย

หากฉันไม่สามารถดำเนินการได้ภายในช่วงเวลาที่กำหนด ฉันก็จะผลักมันไปไว้ในช่องว่างถัดไปที่มีอยู่

สิ่งนี้มันมีประสิทธิภาพมากต่อการผัดวันประกันพรุ่ง ฉันได้กำหนดเวลาของฉันสำหรับสัปดาห์ถัดไปเรียบร้อยฉะนั้นมันเป็นเรื่องที่ยากถ้าจะเสียบงานอื่นเข้ามา

สอง-อย่าปล่อยให้ความเป็นเด็กมาหยุดคุณ

ฉันจะไม่ปล่อยให้ความเป็นเด็กและความไม่มีประสบการณ์มาหยุดฉัน ทั้งฉันและผู้ก่อตั้งรู้ว่ามันน่ากลัวแต่พวกเราก็ยังอยากเรียนรู้ การกระโดดออกจากมหาวิทยาลัยและเข้าสู่โลกธุรกิจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป

พวกเราต้องจัดการทุกความสัมพันธ์แบบมืออาชีพ ทั้งกับซัพพลายเออร์ ลูกค้า คู่ค้า นักลงทุนที่มีศักยภาพ และเพื่อนร่วมงาน

พวกเราเรียนรู้จากการมอง พวกเราปฏิบัติตามวิธีที่ผู้คนหรือธุรกิจบอก คำที่พวกเขาใช้และการกระทำที่พวกเขาทำทั้งหมด

พวกเราเรียนรู้วิธีการสร้างเครือข่ายกับผู้คนที่อายุมากกว่าคนรุ่นเดียวกันถึงสามเท่า ด้วยการอยู่ตรงนั้นและลงมือทำ

ในตอนเริ่มต้น พวกเราปล่อยให้คนอื่นเป็นผู้นำการสนทนา ในไม่ช้าเราก็ได้เรียนรู้การเริ่มต้นการสนทนาแบบทั่วไป และหัวข้อที่น่าสนใจในบรรยากาศแบบมืออาชีพและเลียนแบบในสิ่งที่ผู้คนพูด

พวกเราเรียนรู้วิธีที่จะให้ผู้อื่นก่อนและทำสิ่งดีๆ ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น ก่อนที่จะคาดหวังว่าพวกเขาจะทำสิ่งที่ดีให้คุณ ด้วยการลองผิดลองถูกนี้จะทำให้เราทำได้ดีขึ้น

สาม-อย่ากลัวความล้มเหลว

ทุกคนย่อมเคยล้มเหลว ไม่ว่าพวกเขาจะเปิดเผยต่อสาธารณะหรือรู้ถึงเรื่องราวความล้มเหลวของพวกเขาที่แตกต่างกันก็ตาม ในเดือนแรกของพวกเราโคตรแย่ 6 เดือนแรกของเรา เราก็ทำยอดขายไม่ได้

เราสั่งสินค้า 250 กล่องโดยคาดหวังว่าจะเคลียร์มันได้ในวันเปิดตัว แต่ในวันนั้นเราขายได้เพียง 20 กล่อง

ในอีกไม่กี่สัปดาห์ถัดมา พวกเรามีเพื่อนและครอบครัวช่วยกันซื้อ และในที่สุดวัดหมดอายุของสินค้าก็กำลังคืบคลานมาหาเรา แต่เราก็ยังหวังว่าจะทำยอดขายได้ ปัญหาไม่ใช่เพราะเราคาดหวังสูงเกินไป แต่ให้รู้ว่าแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เราไม่คาดคิด เราก็ยังต้องเดินหน้าทำธุรกิจต่อไป

ตัวอย่างของความล้มเหลวนี้ ไม่ได้หยุดพวกเราจากการที่จะผลิตสินค้า สร้างแบรนด์ เปลี่ยนแปลง และลองใช้วิธีการใหม่ๆ เพื่อให้ได้ยอดขาย และพวกเราก็ได้รับผลตอบแทนที่ดีเมื่อยอดขายของพวกเราเริ่มดีขึ้น

การเรียนรู้และการเดินหน้าต่อไปเมื่อเผชิญกับความล้มเหลว คือการตัดสินใจที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้เพื่อตัวเอง เพราะในระยะยาวเรายังต้องเติบโตอีกมาก

ความล้มเหลวตั้งแต่อายุยังน้อยก็ทำให้เราได้เปรียบ ตอนนั้นเราไม่ต้องดูแลดูแลครอบครัวด้วยซ้ำ ฉะนั้นรีบทำซะ เพราะเราไม่ได้มีพลังมากมายที่จะย้อนกลับไป และความไม่ชำนาญก็เป็นบ่อเกิดให้ความล้มเหลวที่มากขึ้น

คุณรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาพูดว่า ถ้าคุณทำตามกฎทั้งหมดคุณจะพลาดความสนุก การเป็นผู้ประกอบการเป็นวิธีหนึ่งสำหรับฉันที่จำต้องทำลายกฎ ออกจากเส้นทางอาชีพแบบดั้งเดิม และมีความคิดสร้างสรรค์

แน่นอน ฉันดีใจที่ฉันเลือกเส้นทางนี้ในขณะที่ฉันยังเป็นเด็ก

ติดตามรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมที่ www.smmagonline.com 

Share.