กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงของ เทอร์รี่ กัว ผู้ละบังเหียนกลุ่มฟ็อกซ์คอนน์ เพื่อตำแหน่งว่าที่ประธานาธิบดีไต้หวัน

0

smmagonline-ถ้าพูดถึงทัศนวิสัยและการทำธุรกิจอันน่าทึ่งของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จระดับโลก เชื่อว่าจะต้องมีชื่อของ  เทอร์รี่ กัว (Terry Gou) หรือ กัวไถหมิง (郭台銘) มหาเศรษฐี อันดับ 1 ของไต้หวัน ที่เคยนั่งเก้าอี้ประธานบริษัทหงไห่ พรีซีชั่น (Hon Hai Precision) หรือ ฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งยังมีฐานการผลิตในจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อทำการผลิตโทรศัพท์ไอโฟนและสินค้าอื่นๆ โดยใช้เครื่องหมายการค้า Foxconn (ฟ็อกซ์คอนน์)  

บริษัทในเครือหงไห่ มีพนักงานกว่า 1 ล้านคน โรงงานและพนักงานส่วนใหญ่อยู่ในจีน มีจุดเด่นอยู่ตรงการผลิตแบบครบวงจรในทุกระดับ ที่ทำให้สามารถกำหนดราคาขายได้ในราคาถูกเพราะผลิตได้เป็นจำนวนมหาศาล จนทำให้ได้ลูกค้าชั้นนำจากบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกมาแล้วมากมาย อาทิ โซนี่ (Sony) ไอบีเอ็ม (IBM) โนเกีย (Nokia) รวมไปถึงแอปเปิ้ล (Apple) ที่กลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท   

ดังนั้น ตลอดระยะเวลาแห่งความร่ำรวยของ เทอร์รี่ กัว ทำให้บริษัทของเขาแทบจะไม่ต้องสร้างแบรนด์และทำการขายแต่อย่างใด แถมยังกลายเป็นผู้รับจ้างผลิตที่ยิ่งใหญ่ที่มีคนรู้จักทั่วโลก

แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารอย่าง เทอร์รี่ กัว ที่เล็งเห็นถึงเทรนด์ที่กำลังจะได้รับความนิยมในอนาคตและสามารถตอบสนองต่อความต้องการในท้องตลาดได้  

ประกอบกับมีคุณสมบัติของนักขายตัวเทพ ซึ่งพิสูจน์ได้จากการที่บริษัทเขาได้งานจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอทีต่างๆ ทำให้เขาคิดนอกกรอบที่จะไม่หยุดตัวเองไว้แค่บริษัทรับจ้างผลิตไปตลอดกาล

ประมาณ 2 ปีก่อนหน้านี้ เขาจึงตัดสินใจนำบริษัทฟ็อกซ์คอนน์ เข้าไปซื้อกิจการของชาร์ป (Sharp) ของญี่ปุ่น ด้วยมูลค่า 3,810 ล้านเหรียญ โดยมีความคิดเริ่มต้นที่อยากผลักดันธุรกิจเกี่ยวกับจอภาพแบบ OLED ที่ปัจจุบันมีชาร์ปเป็นหนึ่งในผู้ผลิตจอภาพรายใหญ่ของโลก ให้เป็นผู้ผลิตจอภาพที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อแข่งขันกับซัมซุงที่เป็นผู้ผลิตเรื่องจอภาพในปัจจุบัน โดยเชื่อว่าการเข้ามาของฟ็อกซ์คอนนท์ จะทำให้ชาร์ป มีต้นทุนที่ต่ำลงจนสามารถแข่งขันได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

เทอร์รี่ กัว ใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี หลังเทคโอเวอร์ชาร์ป ก็ทำให้แบรนด์เก่าแก่ของญี่ปุ่นแบรนด์นี้พลิกสถานการณ์จากการภาวะขาดทุนกลับมามีกำไรอีกครั้ง  

ปี 2018 ที่ผ่านมา ชาร์ปเริ่มทยอยปิดโรงงานในญี่ปุ่น ตามแผนการเรื่องต้นทุนและย้ายโรงงานผลิตไปยังจีนและอาเซียนมากขึ้น โดยล่าสุดในปี 2019 นี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรมของประเทศอินโดนีเซีย ออกมายืนยันว่าชาร์ปจะย้ายฐานการผลิตโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภทไปยังอุตสาหกรรมการาวัง อินเตอร์เนชั่นแนลในอินโดนีเซีย

ขณะเดียวกัน ในส่วนของฟ็อกซ์คอนน์ ก็มีการเดินกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา เพราะแม้ฟ็อกซ์คอนน์จะเป็นบริษัทสัญชาติไต้หวัน ได้ชื่อว่าเป็นผู้รับจ้างผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ฐานการผลิตส่วนใหญ่ของบริษัทอยู่ในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน

ปัจจุบันโรงงานแห่งนี้ ยังจัดเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่สุดในจีน นอกเหนือจากที่ยังมีโรงงานในประเทศอื่นๆ อาทิสาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย โปแลนด์ อินเดีย เม็กซิโก และบราซิล รวมถึงล่าสุดตัดสินใจเปิดโรงงานในรัฐวิสคอนซินของสหรัฐอเมริกาในช่วงกลางปี 2018 ที่ผ่านมา ภายใต้บทบาทซัพพลายเออร์หลักของการผลิตไอโฟนให้กับแอปเปิ้ล

การขยายโรงงานไม่ในอเมริกาแน่นอนว่า ไม่ใช่เรื่องการลดต้นทุน แต่เป็นการลดความเสี่ยงรวมทั้งได้เรื่องความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลอเมริกันภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เน้นนโยบายอเมริกาเฟิร์สต์ ที่ยินดีไปร่วมพิธีเปิดโครงการก่อสร้างโรงงานฟ็อกซ์คอนน์ ในรัฐวิสคอนซินด้วยตัวเองพร้อมกับรัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีพาณิชย์ และรัฐมนตรีแรงงาน

เพราะงานนี้ ฟ็อกซ์คอนน์ใช้เม็ดเงินลงทุนสำหรับโรงงานในอเมริการวม 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะมีการสร้างตำแหน่งงานใหม่ในอเมริกาได้มากกว่า 13,000 อัตรา

นัยของการขยายการลงทุนภายใต้อาณาจักรฟ็อกซ์คอนน์ รวมถึงชาร์ป ของ เทอร์รี่ กัว แสดงให้เห็นชัดเจนว่า กลยุทธ์การลงทุนเพื่อผลลัพธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เขาหวังผล ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะ เขาไม่ได้จำกัดบทบาทของตัวเองที่การเป็นนักบริหารเท่านั้น

ล่าสุด เทอร์รี่ กัว ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานกรุ๊ปฟ็อกซ์คอนน์ ก็เพื่อเตรียมลงเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน ในปี 2020  ซึ่งไม่ว่าใครจะวิจารณ์เช่นไร ต่างก็ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงนั้น โลกของธุรกิจกับการเมืองล้วนมีความเกี่ยวพันอย่างแยกไม่ขาด ยิ่งการเป็นเจ้าของบริษัทสัญชาติไต้หวัน แต่มีที่ฐานผลิตใหญ่ในจีน ที่มีเรื่องต้องต่อกรกับอเมริกาอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นถ้าจะกล่าวว่า การก้าวเท้าสู่วงการเมืองอาจจะเป็นอีกกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงทางธุรกิจที่เขาต้องเลือกเดินก็คงไม่ผิดหนัก

ทัศนะ เทอร์รี่ กัว ต่อจีนและอเมริกา

นอกเหนือไปจากการใช้นโยบาย“จีนเดียว” ที่เป็นหมากทางการค้าแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และสหรัฐอเมริกา ยังเป็นความสัมพันธ์ที่ทั่วโลกต่างจับตามอง เพราะมีนัยสำคัญต่อสภาพการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงในสังคมชุมชนระหว่างประเทศ

กระทั่งรวมไปถึงการกำหนดนโยบายในการทำธุรกิจด้านต่างๆ  โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ทำให้บริษัทต่างชาติหลายแห่งที่เข้ามาลงทุนในจีนเริ่มย้ายฝ่ายการผลิตออกจากจีน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้น

เทอร์รี่ กัว ถึงกับกล่าวว่า G2 อย่าง ประเทศสหรัฐอเมริกากับจีน จะเข้ามาแทนที่ G20 กลุ่มประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจระดับสากล ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากรัฐบาลและธนาคารกลางกว่า 20 ประเทศยักษ์ใหญ่ในโลกด้วยกรอบความเป็นผู้นำแบบใหม่ในระบอบการปกครองแบบสองระบบในหนึ่งประเทศ  

เนื่องจาก G2 นั้น มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการพัฒนาอุตสาหกรรมไอซีทีทั่วโลก และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ 10 อันดับแรกของโลก รวมถึงยูนิคอร์นในวงการสตาร์ทอัพเป็นของสหรัฐถึง 50% ส่วนจีนก็มีสัดส่วนไม่น้อยถึง 25%

โดยอ้างอิงจาก CB Insights tallies ซึ่งระบุว่า มียูนิคอร์น 360 รายที่มีบทบาทในเศรษฐกิจของโลก โดยมี 177 ยูนิคอร์น (49%) มาจากสหรัฐอเมริกา ตามด้วยจีน 90 ราย (25%) สหราชอาณาจักร 19 ราย (5%) ) และอินเดีย 16 ราย (4%) ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่า สหรัฐฯและจีนกำลังครอบครองนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีในอนาคตของโลก   

แต่เมื่อสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกาเริ่มเปิดฉากขึ้นและส่อเค้าความตึงเครียดมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบรุนแรงจากกำแพงภาษี นอกจากการขยายฐานการผลิตของธุรกิจที่มีอยู่ไปยังประเทศต่าง ๆ ตามความเหมาะสมแล้ว เทอร์รี่ กัว ยังเตรียมย้ายฐานการผลิตจากจีนไปที่เมืองเชนไน ประเทศอินเดีย พร้อมเตรียมแผนสำรองสู่ประเทศเวียดนาม และยังได้สร้างระบบนิเวศ 8K + 5G ที่สมบูรณ์ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งในแผนการพัฒนาของกลุ่ม นอกเหนือจากคลาวด์คอมพิวติ้งอุปกรณ์มือถือ IoT และหุ่นยนต์ เพื่อรองรับสถานการณ์ในภายภาคหน้า

อ้างอิง 1, 2

ที่มา: “กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงของ เทอร์รี่ กัว ผู้ละบังเหียนกลุ่มฟ็อกซ์คอนน์ เพื่อตำแหน่งว่าที่ประธานาธิบดีไต้หวัน” คอลัมน์ Outlook, นิตยสารเอสเอ็ม (Sm Magazine). Issue206

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com 

 

Share.