แอมเวย์คอร์พลัส ปรับลุคใหม่รองรับยุคดิจิทัล

0

smmagonline-แอมเวย์ โละทิ้งระบบเก่า ใช้ แอมเวย์คอร์พลัส (Amway Core Plus+) ปรับลุคสู่เครื่องมือดิจิทัลแบบมืออาชีพเพื่อนักธุรกิจแอมเวย์คล่องตัวทั้งไฮเทคและไฮทัช ให้ใช้ได้ง่ายขึ้น มากขึ้น เน้นเติบโตยั่งยืน 

แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น นอกจากครองอันดับหนึ่งบริษัทขายตรงโลกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ยังเป็นบริษัทค้าปลีกอันดับที่ 38 จากท็อป 100 บริษัทของเอเชียแปซิฟิก มีรายได้รวมในปี 6,852 ล้านเหรียญ และเติบโตขึ้นมีรายได้รวม 7,210 ล้านเหรียญในปี 2018 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังถือเป็นบริษัทขายตรงเพียงบริษัทเดียวที่ติดอันดับที่ 21 ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีรายได้ในภูมิภาคนี้ในปี 2017-1018 อยู่ที่ 1,091 และ 1,117ล้านเหรียญ ตามลำดับ

แต่ถ้าจะจัดอันดับเฉพาะในประเทศไทย แอมเวย์ ถือเป็นบริษัทค้าปลีกที่ติดท็อป 10 ของไทย โดยติดอยู่ในอันดับที่ 7 เป็นรองเพียงกลุ่มห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ที่คนไทยคุ้นเคย ซึ่งทั้งหมดตามหลังเซเว่นฯที่เป็นครองอันดับหนึ่ง โดยมีรายได้ปี 2017-2018 อยู่ที่ 740 และ 793 ล้านเหรียญ ตามลำดับ (ที่มา: Euromonitor)

สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทค้าปลีกที่จี้แอมเวย์มาติด ๆ ก็คือ อาลีบาบา กรุ๊ป ที่ปีนี้ไต่อันดับขึ้นมาติดอยู่ในอันดับ 9 เป็นบริษัทที่โตจากค้าปลีกออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้านหรือแม้แต่ศูนย์ซื้อขายสินค้าของตัวเอง แม้ผลสำรวจนี้จะไม่ใช่ปัจจัยหลักแต่ก็ชี้ให้เห็นแนวโน้มของธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนไปมากในยุคนี้ และส่งผลให้แอมเวย์ เลือกปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อรองรับการค้าปลีกในยุคดิจิทัลเพิ่มขึ้นด้วยระบบใหมที่เรียกว่า แอมเวย์ คอร์พลัส (Amway Core Plus+)

กิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แอมเวย์ยังปรับตัวอยู่ตลอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้ทันยุคทันสมัย สามารถแข่งกับคู่แข่งในตลาด รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ และเราได้พิสูนจ์มาตลอดจากการที่แอมเวย์ครองแชมป์ธุรกิจขายตรงอันดับ 1 ของโลก (จากการจัดอันดับ 100 ธุรกิจทั่วโลกของนิตยสาร Direct Selling News ฉบับเดือนมิ.ย 2019)

เพื่อรองรับการเติบโตเข้าสู่ยุคดิจิทัล แอมเวย์ยังทุ่มงบลงทุนด้านการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลให้ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับนักธุรกิจแอมเวย์และผู้บริโภค ด้วยอีคอมเมิร์ซและแอพพลิเคชั่นที่สนับสนุนการทำธุรกิจให้ง่ายขึ้น และนักธุรกิจแอมเวย์สามารถสร้างการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Selling) ด้วยการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ต่างๆ เข้ากับประสบการณ์ด้านดิจิทัล เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคลได้อย่างตรงจุด

“จากการลงทุนครั้งใหญ่นี้ แอมเวย์มั่นใจว่าจะครองความเป็นผู้นำรับโลกอนาคตในยุคดิจิทัลได้ เพราะแอมเวย์มีจุดเด่นที่เป็นธุรกิจ Hi-tech และ Hi-touch ด้วยความทันสมัยของเครื่องมือดิจิทัลกับความเป็นมืออาชีพของนักธุรกิจแอมเวย์ จึงทำให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างครบถ้วนรอบด้าน โดยแอมเวย์ประเทศไทยเชื่อมั่นว่าภายในปี 2568 จะสามารถสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยยอดขาย 30,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน” กิจธวัช กล่าว

แอมเวย์ประเทศไทยได้สิทธิ์เป็นประเทศแรกที่เริ่มใช้โปรแกรมคอร์พลัส (Core Plus+) ในวันที่ 1 กันยายนนี้ เพื่อปรับโครงสร้างรายได้เพิ่มเงินรางวัลพิเศษนอกเหนือจากแผนรายได้หลักให้กับนักธุรกิจแอมเวย์ทุกระดับ ด้วย 3 จุดเด่น ได้แก่

1) ได้ง่าย – ช่วยให้นักธุรกิจรายใหม่สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายและเร็วขึ้น

2) ได้เพิ่ม – ช่วยให้นักธุรกิจในช่วงสร้างธุรกิจได้รับเพิ่มทั้งเงินรางวัลและลำดับขั้นความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น

3) เติบโตยั่งยืน – ช่วยให้นักธุรกิจระดับผู้นำสามารถทำรายได้ได้อย่างต่อเนื่อง มีองค์กรธุรกิจที่มั่นคง ตลอดจนสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืน รองรับด้วยแผนพัฒนาทักษะความรู้ทางธุรกิจและแผนการตลาดต่อเนื่องตลอดทั้งปี

ด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผูบริโภคแอมเวย์จึงต้องปรับตัวสู่ดิจิทัลมากขึ้น โดยวางงบที่คาดว่าจะครอบคลุมสำหรับด้านดิจิทัลไว้ 100 ล้านบาท เน้นปรับพฤติกรรมนักธุรกิจของแอมเวย์เข้ามาในดิจิทัล อีกทั้งตอนนี้แอมเวย์กำลังทำงานใน Long term plan จึงเปิดแผนกดิจิทัลใหม่ขึ้นมา เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าแอมเวย์เห็นความสำคัญของดิจิทัล

ภาพรวมธุรกิจขายตรงในวันนี้

“ตลาดขายตรงตอนนี้ เป็นการผสมผสานสองมุม 2 ปีนี้ที่ผ่านมาภาพรวมเหนื่อยมาก มีความหวังนะว่าไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้ว อุตสาหกรรมขายตรงเหนื่อยนะถ้าใครไม่ปรับตัว โดนเต็มๆ ในยุคดิจิตัล พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนหมดแล้ว หลายๆ บริษัทก็พยายามเปลี่ยน พยายามปรับตัว เพราะโดยธรรมชาติธุรกิจขายตรงถูกล็อคระบบไว้มีแบบแผนเป็นของตัวเองเลยเปลี่ยนยาก จุดที่ดีของขายตรงคือ strong layer customer บริษัทกลางถึงเล็กอาจมีศักยภาพในการปรับตัวและแข่งขันไม่ได้ ปีนี้โตแค่1-2%หรูแล้ว แต่แอมเวย์ 10% เราถือเค้กก้อนใหญ่จะดึงตลาดได้ 10%ในครึ่งปีนี้” กิจธวัช กล่าว

การปรับตัวของคอร์พลัสในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ถือว่าปรับในรอบใหญ่ 60 ปี เพื่อรองรับแบบระยะยาว ช่วงที่ผ่านมาแอมเวย์โดนผลกระทบในเชิงของจิตวิทยาจนเกือบแพนิค เพราะเห็นแพลตฟอร์มออนไลน์เติบโต จึงโดนคำถามโจมตีมาว่าแอมเวย์จะอยู่ต่อได้ไหม แต่แอมเวย์อยู่ได้เพราะมีสินค้าที่ขายได้กับลูกค้าประจำ

อุตสาหกรรมขายตรงจะโตจากค่ายใหญ่ ค่ายเล็กนอนหรือตกไปจากตลาด ค่ายใหญ่ที่เติบโตได้เพราะมีกิจกรรม โปรดักส์ใหม่ แพลตฟอร์มใหม่และลูกค้าประจำ

ข้อท้าทาย

พวกออนไลน์คือมีสินค้ามาชนกับขายตรงเลย ไม่ได้ขายอุปโภคบริโภค ความสนใจผู้บริโภคเลยคล้ายกัน ผลประกอบการปีก่อน -1% ปีนี้น่าจะ 2% อัพเดทเลขในอุตสาหกรรมประมาณ 6.9 หมื่นล้าน แต่นักธุรกิจของแอมเวย์ตอนนี้ 3.3 แสนคน ตัวเลขนิ่งมาเป็น 10 แล้ว

งบประมาณการลงทุน

งบการตลาดรวมๆ 700 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนดิจิทัล100 ล้านบาท และงบลงทุนกับคอร์พลัส 1,000 รวมเป็น 1,800 บาท ทั้งปี 2019

สถานการณ์การแอมเวย์

แอมเวย์โตจากสินค้ากลุ่มHealth เครื่องกรองอากาศเติบโต3-4เท่า จากวิกฤตเรื่องฝุ่นที่ผ่านมา nutrilite 12%ในครึ่งปี และอีกครึ่งปีต่อจากนี้จะใช้ตัวบอดี้คีย์ที่เติบโต20% เป็นตัวขับเคลื่อนตลาด

แผนอันใกล้นี้ – แอมเวย์วางแผนว่า10ปีจะโตอย่างไร ต้องคิดหนักกับช็อปที่โตทั่วประเทศ ช็อปในไทยสำคัญคือในเรื่องของการสร้างแบรนด์และประสบการณ์ ซึ่งจะต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น Experience center แทน แต่ต้องดูว่าต้องเปลี่ยนเป็นทุกช็อปไหม ที่ต้องคิดเยอะเพราะตั้งแต่2012 แอมเวย์ก็ไม่เคยโตเป็นดับเบิ้ลดิจิตอีกเลย

ปรับเป็นออนไลน์แล้วอะไรจะต้องถูกปรับตาม

“ระบบโลจิสติกส์จะเป็นยังไง ถ้าเป็นออนไลน์ เราก็ต้องเตรียมตัวว่าทำไงให้ของถึงบ้านครึ่งวัน หนึ่งวัน ออนไลน์เราทำมานานแล้วแต่ระบบต่างๆ ยังไม่ค่อยเอื้อต่อเรามากนัก 5ปีก่อนดิจิทัลเติบโตเพียง 2% ปีนี้ก็10%ครึ่งปี มองว่าอีก 5 ปี หรือภายใน 2025 ดิจิตัลเราจะโตแบบก้าวกระโดด 40-50% เลยเป็นไปได้สูง

เราให้อิสระกับนักธุรกิจทำตลาดผ่านออนไลน์แค่ไหน ปัจจุบันเรายังไม่เอื้อ ยังไม่ขายออนไลน์อยู่ ตอนนี้กำลังตั้งกฏและเอื้อให้ขายในออนไลน์อย่างลงตัว” กิจธวัช กล่าว

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ www.smmagonline.com 

 

Share.