เซ็นทรัล รีเทล เร่งปั้น Omnichannel ชิงตลาดค้าปลีกยุคดิจิทัล

0

smmagonline-ปี 2560 เซ็นทรัล รีเทลประกาศยุทธศาสตร์ “นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี” โดยแผนการจะขับเคลื่อนจะอยู่ในแผนของปี 2561-2565 และขณะนี้โรดแมปต่างๆได้เดินมาเกือบครึ่งทางและกำลังรุดหน้าไปอย่างเข้มข้น การจัดวางจิ๊กซอว์แต่ละตัวกำลังฉายให้เห็นภาพ Omnichannel ที่เชื่อมต่อกันชัดเจนขึ้นทุกขณะทั้งหมด เพื่อให้เซ็นทรัล รีเทลก้าวกลุ่มทุนธุรกิจค้าปลีกระดับภูมิภาค (Regional) และสามารถที่จะต่อกรได้กับยักษ์ใหญ่จากทุกแพลตฟอร์มโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ที่สามารถจะทำให้สินค้าของเซ็นทรัลเข้าถึงตลาดทุกที่ในโลก

ชู 2 แพลตฟอร์ม “เปิดศึก” อีคอมเมิร์ซ

ตลอด 5 ปีที่ผ่ามาเซ็นทรัล รีเทลพยายามพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์มาโดยลำดับแต่ปีที่ผ่านมาเป็นจังหวะรุกที่หนักแน่น จากการทุ่มเม็ดเงินด้านออนไลน์เป็นมูลค่าที่สูงเป็นประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นการร่วมทุนกับ JD.com ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนกว่า 1.75 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาอีมาร์เก็ตเพลสในชื่อ JD.co.th ซึ่งการลงทุนครั้งนี้จะยกระดับ Ecosystem ในช่องทางออนไลน์ของเซ็นทรัลให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยเวลาอันสั้น

เพราะ JD.com มีโนฮาว์นด้านอีคอมเมิร์ชรอบด้าน และยังเป็นต้นแบบการจัดส่งสินค้าที่สามารถส่งจากจีนสู่เมืองต่างๆ ทั่วประเทศและทั่วโลกได้ภายใน 48 ชั่วโมงรวมถึงเทคโนโลยีเพย์เมนต์ที่ทันสมัยครอบคลุมทั้ง e-Payment และ e-Financial ที่รองรับได้ทั้งลูกค้าและซัพพลายเออร์

จากนั้นต้นปี 2562 เซ็นทรัล รีเทล ใช้งบอีกกว่า 200 ล้านพัฒนาเว็บไซต์ Central.co.th ซึ่งจะเป็นช่องทางช้อปปิ้งออนไลน์ที่เสมือนสาขาหนึ่งของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ภายใต้แนวคิด “MY CENTRAL IS NOW” โดยนัยของ MY CENTRAL คือการตอกย้ำถึงประสบการณ์ในตลาดห้างสรรพสินค้ากว่า 70 ปี

“IS NOW” การตอบสนองความต้องการให้ลูกค้าช้อปปิ้งได้ทุกที่ทุกเวลา จัดส่งภายในวันเดียวเฉพาะเขตกรุงเทพฯและการซื้อก่อนเที่ยง ส่วนต่างจังหวัดส่งได้ใน2-3 วันและมีบริการ Click & Collect ให้เลือกรับสินค้าตามจุดซึ่งมีบริการมากกว่า 70 จุดทั่วประเทศทั้งสถานีรถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและโรบินสันทุกสาขา

เท่ากับว่าเซ็นทรัล มีศูนย์การค้าในโลกดิจิตอลถึง 2 แพลตฟอร์ม โดย JD.co.th จะขับเคลื่อนในฐานะอีมาร์เก็ตเพลส ที่พร้อมจะแข่งขันกับลาซาด้าหรือช้อปปี้

ส่วน Central.co.th จัดเป็นห้างสรรพสินค้าออนไลน์แห่งแรกในไทย ที่จำหน่ายสินค้า เช่นเดียวกันในเซ็นทรัลโดยสามารถที่จะขายสินค้าได้ในทุกระเทศทั่วโลก ซึ่งวางแผนดึงดูดด้วยการจัดสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ  รวมถึงแคมเปญพิเศษเฉพาะช่องทางออนไลน์ รวมถึงการสิทธิ์พิเศษจาก เดอะ วัน

อุดช่องว่างลอจิสติกส์ ติดปีกOmnichanel

เมื่อเซ็นทรัล เลือกเดินเกมทรานสฟอร์มตามยุทธศาสตร์ Omnichanel โดยใช้จุดแข็งของ Phisical Store เข้ามาผสานกับ Online Traffic เพื่อสร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อ ซึ่งจะเชื่อมต่อด้วยกระบวนการลอจิสติกส์ที่ทรงประสิทธิภาพโดยเฉพาะ Distribution Center ที่ต้องเท่าทันกับการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วได้ และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งให้เซ็นทรัลก้าวสู่การเป็น New Retail  ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของธุรกิจค้าปลีกในอนาคต

แต่ที่ผ่านมาเซ็นทรัลยังไม่สามารถพัฒนารูปแบบการกระจายสินค้าเพื่อรองรับในลักษณะ “Central On Demand” ได้

ทำให้เกมแรกที่เซ็นทรัลเลือกอุดช่องว่างนี้คือการเข้าลงทุนในแกร็บ ประเทศไทย ด้วยมูลค่ากว่า 6.2 พันล้านบาท ซึ่งจากมีความแข็งแกร่งด้วยบริการแอปพลิเคชั่นที่มีแพลตฟอร์มหลากหลายรองรับการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ได้ โดยเฉพาะบริการ Grab Express ที่มีศักยภาพในการขนส่งทุกรูปแบบ ซึ่งจะเอื้อต่อการส่งสินค้าและอาหารในเครือเซ็นทรัล

โดยขณะนี้แกร็บเปิดให้บริการได้ใน 16 จังหวัดในกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยวต่างๆและจะขยับสู่จังหวัดที่มีเครือข่ายธุรกิจของเซ็นทรัลให้มากขึ้น นอกจากนี้เซ็นทรัลยังจะได้มากจาการทุ่มทุนครั้งนี้ คือฐานผู้ใช้บริการแกร็บซึ่งมียอดแอ็กทีฟเป็นหลักล้านคนต่อเดือนซึ่งจะเป็นฐานลูกค้าที่สามารถใช้บริการของเซ็นทรัลได้ผ่านแอปพลิชั่นแกร็บภาพของประสบการณ์ไร้ร้อยต่อระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ของเซ็นทรัลขยับเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น

ยิ่งกว่าไปกว่านั้น เซ็นทรัลยังได้พุ่งเป้าไปที่การเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ในไทย ซึ่งจะเป็นหัวใจของการแข่งขันในยุคดิจิตอลโดยเป้าหมายอยู่ที่ศักยภาพในการตอบโจทย์ลูกค้าเป็นรายบุคคลและต้องอัพสปีคจัดส่งเร็วที่สุดเพื่อความได้เปรียบ ดังนั้น Distribution Center หรือศูนย์กระจายสินค้าจึงเป็นกลไกสำคัญ

ล่าสุดเซ็นทรัลเดินหน้าปั้น”โลจิสติกส์แคมปัสระดับเวิลด์คลาส” ร่วมกับเฟรเซอร์สพร็อพเพอร์ตี้ เพื่อตอบโจทย์ตลาดค้าปลีกยุคดิจิทัลด้วยศูนย์กระจายสินค้าขนาดพื้นที่ 75,000 ตร.ม.

เฟรเซอร์สใช้งบลงทุนเฉพาะสิ่งก่อสร้างในศูนย์นี้กว่า 1,000 ล้านบาทมีสัญญาเช่า 15 ปี ส่วนเซ็นทรัลจะลงทุนเทคโนโลยีโลจิสติกส์ใหม่อีกราวปีละ 300 ล้านบาท

ศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้จะขับเคลื่อนด้านโลจิสติกส์ให้กับทุกแบรนด์เครือเซ็นทรัลทั้งหมด คือห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล โรบินสัน  ซูเปอร์สปอร์ต บีทูเอส  ออฟฟิศเมท และซีเอ็มจี ยกเว้นกลุ่มธุรกิจอาหาร ในการกระจายสินค้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายทั้ง Physical Platform ทั่วประเทศและ Digital Platform โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ อาทิระบบสั่งซื้อสินค้า E-Ordering ระบบจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) และระบบอุปกรณ์สั่งงานด้วยเสียงอัตโนมัติ (Automation Voice-Picking) เป็นต้น

ปี 2563 การันตีสินค้าจะถึงมือใน 1 ชั่วโมง

ทั้งนี้ เพื่อเป้าหมายในการจัดส่งสินค้าได้ในระดับเรียลไทม์จากปัจจุบันสามารถส่งสินค้าถึงมือลูกค้าภายในวันเดียว(หากสั่งสินค้าก่อนเวลา 14.00 น.) และภายในปี 2563 จะยกระดับการจัดส่งให้ได้ภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่จะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยเสริมให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินค้าได้มากขึ้นจากเดิม 20% เป็นเกือบ 100%  ซึ่งจะสอดรับกับการขยายตัวของยอดขายจาก Omnichannel ที่ขณะนี้ได้เริ่มขยายตัวขึ้นในทุกกลุ่มสินค้า

นอกจากนี้ศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้ยังตั้งอยู่บางพลี บนถนน บางนา-ตราด กม. 19 ใกล้ถนนวงแหวนอุตสาหกรรมจึงสะดวกต่อการขนส่งและการกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศทั้งยังห่างจากศูนย์กลางธุรกิจในกรุงเทพฯไม่มากนัก ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ

www.smmagonline.com

 

Share.