บ้านปู เพาเวอร์ฯ เล่นบทผู้นำพลังงานหมุนเวียน สร้างแบรนด์ผ่าน CSR in Process ที่ญี่ปุ่น

0

smmagonline – CSR in Process หรือการใช้กระบวนการภายในธุรกิจดูแลสังคมเสมือนลูกค้าองค์กร เป็นการทำธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ที่มีโอกาสส่งผลให้ธุรกิจได้ประโยชน์มากขึ้นทั้งจากรายได้ ส่วนแบ่งทางการตลาด และแบรนด์ แต่ที่สำคัญ คือการทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข

เหมือนเช่นที่ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีบทบาทเป็นทั้งผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากทั้งพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป (Conventional Power Generation) และ พลังงานหมุนเวียน (Renewable Power Generation) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมทั้งเข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในญี่ปุ่น และมีการเข้าไปสร้าง ผลงานฟื้นฟูและพัฒนาโชว์ความสำเร็จของแผนฟื้นฟู และพัฒนาจังหวัดฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น จากการพัฒนาโซลาร์ฟาร์มนารึไอสึ ซึ่งกลายเป็นผลงานที่ให้ผลทั้งทางธุรกิจและตัวอย่างด้านการช่วยเหลือสังคมจนล่าสุดได้รับเลือกจากคณะวิจัยจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้ามาเยี่ยมชมและเก็บข้อมูล

โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นาริไอสึของบ้านปูที่ได้รับการต้อนรับคณะวิจัยในครั้งนี้ มีบทบาทต่อชุมชนและสังคมในฐานะโรงไฟฟ้าฯ ที่มีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชนฟุกุชิมะ ตามนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนของรัฐบาลญี่ปุ่นภายหลังวิกฤตการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิเมื่อปี 2554

โดยเป็นโรงไฟฟ้าฯ ที่ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ป้อนชุมชนฟุกุชิมะด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรกและแห่งเดียวที่เข้าร่วมในข้อตกลงการจ่ายไฟฟ้าฉุกเฉินเมื่อเกิดพิบัติภัย (Agreement on Supplying Power from Emergency Power Supply at Disaster) กับเทศบาลเมืองไอสึ วากามัตสึ เพื่อช่วยให้คนในท้องถิ่นมีแหล่งไฟฟ้าสำรองใช้อีกด้วย

วาตารุ ชิมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ (เจแปน) จำกัด ในฐานะตัวแทนผู้บริหารของบ้านปู เพาเวอร์ฯ เล่าถึงโรงไฟฟ้านาริไอสึ ว่าเกิดจากการยึดมั่นในแนวทางการเป็นพลเมืองที่ดีในทุกพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เมื่อเข้ามาลงทุนในพื้นที่บริษัทฯจึงเข้าไปมีส่วนร่วมในแผนฟื้นฟูชุมชนฟุกุชิมะเมื่อปี 2557 พร้อมๆ กับการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นาริไอสึ ซึ่งมีกำลังการผลิต 26 เมกะวัตต์ โดยเริ่มจากการลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของชาวเมืองไอสึวากามัตสึ พบว่า ภาวะขาดแคลนไฟฟ้าเป็นสิ่ง ที่ผู้คนกังวลหากเกิดเหตุภัยพิบัติ

ระบบจ่ายไฟฟ้าฉุกเฉิน ณ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นาริไอสึจะเดินเครื่องทำงาน และให้บริการทันทีเมื่อไฟฟ้าดับ เพื่อให้ชาวเมืองสามารถนำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาชาร์จได้

ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญเรื่องการส่งมอบพลังงานอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง จึงเลือกที่จะติดตั้งระบบจ่ายไฟฟ้าฉุกเฉินซึ่งต่อตรงจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นาริไอสึเพื่อช่วยให้พื้นที่แห่งนี้มีแหล่งไฟฟ้าสำรองใช้เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น

โดยก่อนหน้านี้ บ้านปู เพาเวอร์ฯ ยังได้ให้ความช่วยเหลือชุมชนมุกะวะ ในเกาะฮอกไกโด จากกรณีแผ่นดินไหว ที่ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับทั่วทั้งเกาะโดยส่งมอบเครื่องผลิตไฟฟ้า แบบเคลื่อนทีได้จำนวน 5 เครื่อง รวมมูลค่า 850,000 บาท เพื่อให้ชาวเมืองมุกะวะมีแหล่งพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใช้ทั้งในช่วงเวลาปกติหรือเมื่อเกิดภัยพิบัติ

เรื่องราวเหล่านี้ คือสิ่งที่ถูกนำเสนอแก่ทีมนักวิจัยจากสหรัฐฯ ซึ่งเข้ามาเยี่ยมชมแผนฟื้นฟูจังหวัดฟุกุชิมะจากการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในครั้งนี้

มร.วาตารุ ชิมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ (เจแปน) จำกัด (ที่สองจากขวา) และอาจารย์เจสสิก้า แม็กมานัส วอร์เนล (ที่สองจากซ้าย) พร้อมด้วยคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอเทรอดาม เข้าเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นาริไอสึ

ทีมนักวิจัยดังกล่าว มี อาจารย์เจสสิก้า แม็กมานัส วอร์เนล พร้อมด้วยคณะจากภาควิชาการบริหารและการจัดการ วิทยาลัยบริหารธุรกิจเมนโดซา มหาวิทยาลัยนอเทรอดาม (The Department of Management & Organization – Mendoza College of Business, University of Notre Dame) สหรัฐอเมริกาซึ่งนอกจากเข้าเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นาริไอสึ ยังได้เก็บข้อมูลทำวิจัยในหัวข้อ “Energy, Justice, and Fukushima” ไปพร้อมกัน

“เราเห็นความทุ่มเทของบ้านปู เพาเวอร์ฯ ในการนำธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่ที่ได้รับภัยพิบัติ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นาริไอสึนั้นมีความกลมกลืนกับพื้นที่ธรรมชาติโดยรอบ ถือเป็นต้นแบบที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่และการคงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมแบบดั้งเดิม และยังสัมผัสได้ถึงการร่วมมือกันพัฒนาชุมชนระหว่างบริษัทฯ ผู้นำในท้องถิ่น และประชาชน จึงหวังว่าจะได้ศึกษาแบบแผนการพัฒนาชุมชนโดยใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมจากบ้านปู เพาเวอร์ฯ ต่อไป” อาจารย์เจสสิก้า กล่าว

ขณะที่ สุธี สุขเรือน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการที่คณะวิจัยจากสหรัฐฯ เห็นถึงความตั้งใจของบริษัทฯ ในการมีส่วนช่วยฟื้นฟูจังหวัดฟุกุชิมะอย่างต่อเนื่อง นอกจากทำให้ผู้บริหารและทีมงานของบ้านปู เพาเวอร์ฯ รู้สึกยินดีแล้ว ยังเป็นการสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีที่บริษัทฯ มีต่อชุมชนและรัฐบาลท้องถิ่นในญี่ปุ่น รวมถึงทำให้เป็นที่รับรู้ถึงนโยบายการดำเนินธุรกิจของบ้านปู เพาเวอร์ฯ ที่มุ่งสร้างการเติบโตควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกพื้นที่ไปพร้อมกันด้วย

ปัจจุบัน บ้านปู เพาเวอร์ฯ มีโครงการและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ทั้งหมด จำนวน13 แห่ง คิดเป็นกำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 233.57 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date : COD) แล้ว 5 แห่ง และบริษัทฯ ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในญี่ปุ่นให้ได้ถึง 300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568

โดยแผนการขยายกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของบ้านปู เพาเวอร์ฯ ในญี่ปุ่นเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้บริษัทฯ เติบโตอย่างยั่งยืนตามกลยุทธ์ Greener & Smarter ด้วยเป้าขยายกำลังผลิตไฟฟ้าให้ได้มากกว่า 4,300 เมกะวัตต์เทียบเท่าพร้อมสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2568 อีกด้วย

บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า จากทั้งพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป (Conventional Power Generation) และพลังงานหมุนเวียน (Renewable Power Generation) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้แก่ ไทย สปป.ลาว จีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ
www.smmagonline.com

Share.