สาธารณสุขยุค “อนุทิน” พลิกโฉมด้วย “Telemedicine”

0

SMmagonline-“อนุทิน ชาญวีรกุล” ลั่น ปฏิรูประบบสาธารณสุข มอบ “เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ” ผลักดัน “Telemedicine” หรือ การแพทย์ทางไกล เพื่อประโยชน์คนชนบท-ลดผู้ป่วยแออัดโรงพยาบาล-ลดเหลื่อมล้ำ พร้อมเปิดโอกาสภาคธุรกิจ

เมื่อพูดถึงนโยบายเด่นของพรรคภูมิใจไทย หลายคนคงนึกถึงภาพของ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ด้วยนโยบายเปิด “กัญชาเสรี” ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักที่พรรคภูมิใจไทยทีกำลังเร่งดำเนินการและเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ยังมีอีกนโยบายที่หลายคนอาจยังนึกไม่ถึง หรือบางคนรู้ว่ามีนโยบายนี้ แต่ไม่รู้รายละเอียดและประโยชน์ที่แท้จริงก็คือนโยบาย “โทรเวชกรรม” หรือ “Telemedicine” เป็นการรักษาทางไกลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยพลิกโฉมวงการสาธารณสุขของประเทศไทย ให้กลายเป็น “สาธารณสุขยุคใหม่” หรือ “สาธารณสุข 5G”

นโยบายดังกล่าวจะมีประโยชน์และรายละเอียดอย่างไร พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคภูมิใจไทย บอกในฐานะมีส่วนผลักดันนโยบาย Telemedicine ว่า

“ผมอยากเริ่มต้นถึงการได้เข้ามามีส่วนช่วยผลักดันนโยบายนี้ก่อน ต้องบอกว่าผมเองมีความภูมิใจและยินดีอย่างยิ่ง ที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ไว้วางใจให้ผมเข้ามาช่วยผลักดันนโยบายนี้ อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าท่านอนุทิน ยังถือเป็นหัวเรื่องใหญ่ ที่จะคอยขับเคลื่อนผลักดันนโยบายนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน โดยมีผมและทีมงานทั้งของพรรคภูมิใจไทย ของกระทรวงสาธารสุข เป็นส่วนเสริมที่ช่วยกันผลักดันให้นโยบายนี้สำเร็จให้ได้”

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ บอกถึงนโยบาย Telemedicine ด้วยว่า โครงการนี้เป็นระบบการดูแลสุขภาพทางไกล โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมอุปกรณ์การแพทย์ เสมือนผู้ป่วยได้เดินทางไปรับคำปรึกษาจากแพทย์ด้วยตัวเอง ทำให้ได้รับคำปรึกษาได้อย่างทันเวลา และยังช่วยลดความแออัดของจำนวนคนไข้ ลดภาระของแพทย์ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเมือง เป็นการยกระดับการรักษาพยาบาลให้ประชาชนในพื้นที่ชนบทมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้

ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ได้พัฒนา Telemedicine โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศทางแถบแอฟริกา เริ่มนำมาใช้งานแล้ว เนื่องจากปัจจุบันประเทศแถบแอฟริกา มีจำนวนประชากรที่มีรายได้ต่ำ ประสบปัญหาการขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ ดังนั้นทางออกสำหรับการพัฒนาทางสังคมในแอฟริกาอย่างมีประสิทธิภาพ ก็คือระบบ Telemedicine

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทย ถือเป็นการเปิดมิติใหม่ในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ แห่งอนาคต และเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจในภาพรวมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการ Telemedicine ที่เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงาน กสทช.

โดยปัจจุบัน กสทช. ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงการพัฒนาและการประยุกต์ใช้งานบริการทางการแพทย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชนบท และดำเนินการตามกรอบความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข โดยในระยะเริ่มต้นมี 8 จังหวัดนำร่องที่เข้าร่วมโครงการ ครอบคลุมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จำนวน 15 แห่ง คลินิกหมอครอบครัว (รพ.สต ขนาดใหญ่) จำนวน 4 แห่ง โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) จำนวน 5 แห่ง และ โรงพยาบาลประจำจังหวัด จำนวน 8 แห่ง รวมถึงศูนย์เฉพาะทางโรคตา ศูนย์เฉพาะทางโรคผิวหนัง และในอนาคตจะขยายไปสู่พื้นที่ชนบทอื่นทั่วประเทศ   

“การดำเนินโครงการดังกล่าว เป็นไปตามที่ท่านอนุทิน รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข ได้ให้นโยบายเร่งด่วนในการดูแลสุขภาพของประชาชน ที่จะลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งภาครัฐและประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกล โดยเล็งเห็นถึงความสําคัญที่จะบูรณาการภารกิจของกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผนวกเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมทางการแพทย์ เป็นระบบโทรคมนาคมเฉพาะทางเพื่อรองรับระบบการแพทย์ทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือ Telemedicine” พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว และอธิบายให้เห็นภาพของประโยชน์ในการทำโครงการ Telemedicine ที่จะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงด้านการเข้าถึงการรักษาของคนไทยเพิ่มเติมว่า

“ในอดีตการเข้าถึงการรักษาโรคมีทางเลือกเดียว คือเมื่อป่วยก็ต้องเดินทางไปพบหมอที่โรงพยาบาลหรือคลินิคเพื่อทำการรักษา แต่เมื่อมี Telemedicine เกิดขึ้น หากประชาชนเกิดมีอาการเจ็บตา ก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัด สามารถไปที่โรงพยายามประจำตำบลที่ได้ติดตั้งระบบ Telemedicine โดยจะมีกล้องความละเอียดสูง ทำหน้าที่ในการถ่ายและส่งภาพผู้ป่วยแบบ “เรียลไทม์” ไปยังแพทย์จักษุแพทย์ หรือแพทย์เฉพาะทางอื่นๆ ถือเป็นการสร้างโอกาสการเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้อย่างเท่าเทียม ทำให้ผู้ป่วยสามารถได้รับการดูแลจากโรงพยาบาลใกล้บ้าน และในที่สุดจะสามารถดูแลโดยตรงถึงบ้านผู้ป่วยได้เลยโดยแพทย์สามารถให้คำแนะนำผ่านวิดีโอเรียลไทม์และแม้แต่การขอใบสั่งยาจากแพทย์ได้และนำส่งยาถึงบ้านได้เลย”

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ บอกถึงการพัฒนาโครงการ Telemedicine ว่า ส่วนสำคัญที่จะช่วยพัฒนาโครงการนี้ คือ เทคโนโลยี 5G ที่จะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตไร้สายให้การดำเนินโครงการดังกล่าวให้เป็นไปด้วยความราบรื้น และเกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยความรวดเร็วและคุณภาพของการส่งผ่านข้อมูลที่ดีขึ้นด้วย 5G จะแก้ปัญหาคอขวดที่ขัดขวางการส่งผ่านข้อมูล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ Telemedicine หรือการรักษาทางไกลดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีก แม้ว่าระบบ 4G จะทำได้ในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเทคโนโลยี 5G ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่มีแนวโน้มชัดเจนว่า ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับเทคโนโลยี 5G นี้ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมอง เปิดโลกทัศน์ใหม่ของวงการเทคโนโลยีการสื่อสาร

รวมทั้งเทคโนโลยี 5G จะเข้ามาพลิกโฉมวงการสาธารณสุขสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง เพราะจะทำให้การเชื่อมต่อระหว่างกิจกรรมทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพ เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น ทั้งนี้ 5G สามารถช่วยให้องค์กรด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลกและสามารถตอบสนองความต้องการด้านการรักษาที่เพิ่มขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในด้านการให้บริการสาธารณสุข ดังนี้

  1. สามารถส่งข้อมูลขนาดใหญ่ได้และวิเคราะห์วินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็ว เช่น การวิเคราะห์ MRI และภาพที่ได้จากการสแกนอื่นๆ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบวินิจฉัย หากเครือข่ายมีความสามารถต่ำ การส่งข้อมูลหรือไฟล์ใหญ่ๆอาจใช้เวลานานหรือไม่สามารถส่งได้สำเร็จ ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G ทำให้สามารถรับส่งข้อมูลทางการแพทย์ขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและน่าเชื่อถือ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการรักษา
  2. 5G กำลังผลักดันให้ธุรกิจเกี่ยวกับ Telemedicine เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยจากการศึกษาของ Market Research Future คาดว่าตลาด Telemedicine จะเติบโตขึ้น 16.5% ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2017 ถึงปี 2023 ชี้ให้เห็นว่านอกจากโครงการนี้จะช่วยพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทแล้ว ยังมีโอกาสทางธุรกิจที่จะสร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ด้วย
  3. 5G จะช่วยให้การใช้ Augmented Reality (AR), Virtual Reality (VR) กับให้การบริการ Telemedicine มีความสมบูรณ์แบบ เทคโนโลยี AR และ VR ถูกนำมาใช้กับบริการสาธารณสุขคือการสื่อสารเสมือนจริงที่คล้ายกับแพทย์และผู้ป่วยนั่งอยู่ด้วยกัน ทั้งๆ ที่อยู่ห่างกันเป็นร้อยกิโลเมตร แต่ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ยังไม่สามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธภาพเท่าที่ควร แต่ด้วยเทคโนโลยี 5G จะทำให้ AR, VR และการคำนวณมีประสิทธภาพมากขึ้น อีกทั้งยังอาจเพิ่มความสามารถของแพทย์ในการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ได้ ทำให้ในอนาคตอันใกล้ผู้ป่วยอาจจะไม่ต้องเดินทางไปพบแพทย์โดยไม่จำเป็นอีกต่อไป
  4. การติดตามผู้ป่วยจากระยะไกลแบบเรียลไทม์ตลอดเวลา ด้วยการให้ผู้ป่วยสวมใส่อุปกรณ์ ที่ช่วยให้แพยท์สามารถติดตามตรวจสอบอาการผู้ป่วย และรวบรวมข้อมูลเพื่อปรับปรุงการดูแลส่วนบุคคลได้ นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้จะสามารถลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลลง 16% ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ จะช่วยทำให้แพทย์สามารถมอนิเตอร์ผู้ป่วยได้รวดเร็วขึ้น ทั้งผู้ป่วยและแพทย์จะสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนในแบบเรียลไทม์
  5. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเกิดขึ้นชัดเจนในยุค 5G และจะเป็นสมองของการแพทย์และ Telemedicine

ดังนั้น ระบบสาธารณสุข ในยุค 5G จะทำให้เกิดการเชื่อมต่อข้อมูลขนาดใหญ่ด้านการแพทย์ได้ทั่วโลก และมีการประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน วิเคราะห์ข้อมูลด้านการแพทย์ทั่วโลก และทำให้ผู้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขได้อย่างง่ายดาย

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ 
www.smmagonline.com

Share.