TMA ชวนกูรูแชร์เทคนิค สร้างเศรษฐกิจเติบโตภายใต้ความสมดุลของธรรมชาติ กรณีศึกษาจากฟินแลนด์

0

SMmagonline-เพราะโลกนี้มีเพียงใบเดียว วิกฤตความยั่งยืนจึงกลายเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องหันมาตระหนัก ใส่ใจ และลงมือปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกับโลกใบนี้ เช่นเดียวกับองค์กรธุรกิจที่ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวควบคู่ไปกับการบริหารจัดการธุรกิจที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และชีวิตความเป็นอยู่รอบด้าน

เสวนา Creating Competive Advantage ในงานสัมมนา Global Business Dialogue 2019

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย จัดงานสัมมนา Global Business Dialogue 2019 ภายใต้หัวข้อ Designing New Growth model Towards Sustainability เพื่อเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับโมเดลการพัฒนาสู่ความยั่งยืนที่ประสบความสำเร็จจากองค์กรชั้นนำระดับโลก ซึ่งนอกจากจะทำให้ธุรกิจมีส่วนช่วยเกื้อหนุนระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติแล้ว ยังเอื้อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนอีกด้วย

แน่นอนว่าเมื่อเราพูดถึงต้นแบบของการพัฒนาสู่ความยั่งยืน ทุกคนย่อมนึกถึงสาธารณรัฐฟินแลนด์ ในฐานะประเทศที่มีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจพร้อมไปกับการรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ จนได้ชื่อว่าเป็น Green Country

H.E. Mrs. Satu เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำปท.ไทย pic2_resize

ฯพณฯ ซาตู ซุยก์การี-เคลฟเวน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อแก้ไขวิกฤตความยั่งยืนซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป อันกระทบไปถึงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นนั้น สาธารณรัฐฟินแลนด์จึงเร่งรัด และผลักดันให้วิกฤตความยั่งยืนเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อไต่ระดับให้ฟินแลนด์เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับวิกฤตความยั่งยืนอันดับหนึ่งของโลก และเป็น Green Country ในที่สุด

“วันนี้ทุกคนต้องตระหนักถึงวิกฤตความยั่งยืนให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ลองคิดดูว่าอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสจะสร้างผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และสิ่งแวดล้อมมากขนาดไหน แน่นอนว่ามันย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตคนหลายพันล้านคนบนโลกใบนี้ด้วย”

อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นจึงถือได้ว่าเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งที่ทำให้โลกเกิดวิกฤตความยั่งยืน จากข้อมูลพบว่าพื้นที่บริเวณแถบอาร์กติกที่สูงขึ้น ส่งผลให้ 4 ปีที่ผ่านมาปะการังตายเป็นจำนวนมาก รวมถึงสิ่งมีชีวิตต่างๆ กำลังเผชิญกับสัญญาณอันตราย

“ดิฉันเชื่อว่ามนุษย์สามารถสร้างความแข็งแกร่งในการรวมพลังหาทางป้องกันกับวิกฤตครั้งนี้ได้ แต่เรามีเวลาไม่มากพอ ดังนั้นจึงถือเป็นความเร่งด่วนที่ทำให้เกิดการประชุมสุดยอดของสหประชาชาติในเร็วๆ นี้  เพื่อผลักดันให้ทุกประเทศในภาคีจัดทำเป้าหมายความยั่งยืนในด้านสภาพภูมิอากาศ”

ในเรื่องดังกล่าว สาธารณรัฐฟินแลนด์มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก จนถือได้ว่าเป็นประเทศต้นแบบที่ดำเนินการจัดการกับวิกฤตโลกร้อนอย่างจริงจัง โดยออกนโยบายผ่าน Climate Reality Project เพื่อแก้ไขปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศโดยตรง วางเป้าหมายอย่างท้าทายว่าภายในปี 2035 จะเป็นประเทศที่ปล่อยค่าคาร์บอนที่เป็นกลาง (Carbon Neutrality) หรือปลอดคาร์บอน

โดยได้เชิญพันธมิตรในหลายภาคส่วนมาร่วมจัดทำมาตรการผ่านภาคประชาสังคม ทั้งยังวางเป้าหมายเป็นสังคมสวัสดิการที่ไม่มีฟอสซิล ภายในปี 2035 กระตุ้นให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนสร้างนวัตกรมเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยรัฐบาลจะสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจผ่านมาตรการทางภาษี เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับ Carbon Sink and Stock ลดการทำลายป่าไม้สร้างแรงจูงใจด้านการดูดซับคาร์บอนจากป่าไม้ ลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมการก่อสร้างและภาคครัวเรือน รวมถึงเพิ่มบทบาทการเป็นประเทศผู้นำเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

การวางโรดแมปแก้วิกฤตความยั่งยืนดังกล่าว ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่ง Sitra และ St1 Nirdic Oy จากฟินแลนด์ก็เป็นองค์กรเอกชนชั้นนำของโลกที่มีบทบาทสำคัญในการนำโมเดลการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) มาสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

Mr. Ernesto Hartikainen, Leading Specialist, Sitra, Finland

Mr. Ernesto Hartikainen, Leading Specialist, Sitra, Finland กล่าวว่า Sitra เป็นกองทุนนวัตกรรมฟินแลนด์ ซึ่งเป็นกองทุนอิสระ โดยมีภารกิจในการเข้าไปสนับสนุนและลงทุนในโครงการ และธุรกิจสตาร์ทอัพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก และส่งเสริมการพัฒนาที่มั่นคงและเกิดสมดุลในประเทศให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ และยังเป็นกองทุนที่มีบทบาทในการวางโรดแมปเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เป็นวาระของชาติของฟินแลนด์ 

“เศรษฐกิจหมุนเวียนจะเป็นโมเดลของการทำธุรกิจในอนาคต เพราะนอกจากจะดีต่อสภาพแวดล้อมแล้ว ยังส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศ พิสูจน์ได้จากตัวเลขของบริษัทต่างๆ ที่ดำเนินธุรกิจแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมีส่วนสร้างดัชนีทางเศรษฐกิจในฟินแลนด์ได้มากถึง 2.5 พันล้านยูโร”

ทั้งนี้  Mr. Ernesto Hartikainen ยังได้ให้แนวคิดการทำเศรษฐกิจหมุนเวียนว่า จะต้องเริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้ถึงประโยชน์ของเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เข้ามาช่วยยืดวงจรของสินค้าให้มีความยาวนานมากขึ้น และเข้าไปเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคที่ทำให้เกิดความยั่งยืน ดังนั้นองค์กรควรออกแบบสินค้าและบริการของตัวเองในแบบใหม่ เช่น แทนที่จะผลิตสินค้าแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ก็หันมาใช้วัตถุดิบรีไซเคิล หรือขยะชีวภาพ และใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีในการจำหน่ายสินค้า เป็นต้น ในขณะที่องค์กรในภาคธุรกิจบริการอาจนำเสนอโมเดล Sharing Economy ให้กับลูกค้าได้จ่ายตามการใช้งาน ซึ่งวันนี้เริ่มถูกนำไปใช้แล้วในธุรกิจเช่ารถยนต์

“ปัจจุบันสินค้าที่เกิดจากเศรษฐกิจหมุนเวียนยังไม่ได้รับการตอบรับจากตลาดมากนัก เนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่า แต่อย่าลืมว่าสินค้าที่ขายอยู่ตามท้องตลาดในวันนี้เป็นราคาที่ถูกเกินไป เพราะยังไม่ได้รวมค่ากำจัดขยะ ฉะนั้นทุกคนจะต้องมาร่วมกันคิดแล้วว่าเราจะทำอย่างไร ในการคำนวณต้นทุนเหล่านั้นลงไปในราคาสินค้าด้วย ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลา เพราะเรากำลังอยู่ในยุคการเปลี่ยนผ่าน”

Mr.Patrick Pitkänen, Director of Biorefining Business Development and Production, St1 Nordic Oy

Mr.Patrick Pitkänen, Director of Biorefining Business Development and Production, St1 Nordic Oy กล่าวว่า St1 เป็นบริษัทพลังงานที่เน้นพัฒนาพลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดคาร์บอน หรือลดปริมาณการปล่อยคาร์บอน ปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันเชลล์กว่า 1,300 แห่งกลุ่มประเทศนอร์ดิก และในอนาคตมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในการขายและผู้ผลิตพลังงานที่ใส่ใจในก๊าซคาร์บอน

“จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นย่อมต้องใช้พลังงานมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ถือเป็นความท้าทายของธุรกิจพลังงาน ในฐานะธุรกิจที่มีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้นจากการใช้พลังงานฟอสซิล แต่ St1 กำลังท้าทายการทำธุรกิจแบบเดิมๆ โดยหันมาพัฒนาพลังงานหมุนเวียนโดยปราศจากฟอสซิล หรือใช้ให้น้อยที่สุด ที่ผ่านมาเราเป็นผู้แนะนำพลังงานหมุนเวียนออกสู่ตลาดโลก อาทิ พลังงานชีวภาพ พลังงานลม พลังงานจากขยะ และพลังงานความร้อนจากพื้นพิภพ  เพื่อลดปริมาณการกลั่นน้ำมันจากพลังงานฟอสซิลลงเรื่อยๆ”

Mr. Patrick Pitkänen ให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงขององค์กรเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้นั้น จำเป็นต้องมีปัจจัยหลายอย่างเป็นองค์ประกอบ นั่นคือ การวางกรอบการทำงานว่าผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากธุรกิจคืออะไร เพื่อนำไปสร้างนโยบายผลักดันในระยะยาวผสานเข้าไปในกระบวนการทำงาน (Process) ไม่ใช่ทำเป็นโครงการเฉพาะกิจ (Project) อย่าง St1 มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องเป็นสิบปีในการพัฒนาพลังงานทางเลือกใหม่ๆ ซึ่งมันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในการสร้างนวัตกรรม

“รัฐบาลจะต้องเข้ามามีบทบาททั้งในแง่ของการให้แรงจูงใจ และบทลงโทษแก่ภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น รัฐบาลฟินแลนด์ออกมาตรการลดภาษีให้กับบริษัทที่ใช้พลังงานลม ซึ่งส่งผลให้ St1 ตัดสินใจลงทุนสร้างฟาร์มกังหันลม (Wind Park) ทางตอนเหนือของนอร์เวย์เมื่อ 2 ปีก่อน นอกจากนี้ชุมชนในท้องถิ่นยังเป็นพันธมิตรสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่ง St1 ใช้กลยุทธ์ Think Global,  Act Local โดยนำขยะจากชุมชนใกล้ๆ โรงงานมาใช้เป็นพลังงาน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว”

จะเห็นได้ว่าฟินแลนด์โมเดลทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นแนวทางที่ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถนำมาต่อยอดเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสการเติบโตให้กับธุรกิจบนโลกอนาคต ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับสภาพสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น 

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ 
www.smmagonline.com

Share.