ส่องกลยุทธ์ บุญรอด-เอ็มเค ทุ่มท่าไหนเพื่อดันธุรกิจร้านอาหารทะลุหมื่นล้าน

0

SMmagonline-นับวันเกมการขับเคี่ยวในธุรกิจร้านอาหารที่มีสาขา (Chained restaurant) จะทวีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ สะท้อนจากเม็ดเงินลงทุนที่กระหน่ำเข้ามาไม่ว่าจะรายเดิมหรือรายใหม่ในตลาดแต่ละรายว่ากันที่ระดับพันล้านหรือหมื่นล้าน โดยส่วนใหญ่เป็นการทุ่มเข้ามาเพื่อขยายแนวรบให้กว้างเพื่อเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด รวมถึงการมุ่งเพิ่มขีดความสามารถให้กับระบบหลังบ้านเพื่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้นและคุ้มค่า ทั้งหมดเพื่อชิงความได้เปรียบ เพราะนับจากนี้เกมในธุรกิจร้านอาหารหมายถึงการติดอาวุธครบมือ แค่ “อาหาร” ไม่พอ

ขณะที่ บุญรอด บริวเวอรี่ จัดเจนจากเครื่องดื่มและค่อย ๆ ปั้นธุรกิจร้านอาหารด้วยเป้าหมายการสร้างรายได้ให้ทะลุหมื่นล้าน เอ็มเค เรสโตรองส์ ซึ่งปั้นอาณาจักรสุกี้ทะลุหมื่นล้านไปแล้ว ก็เร่งปั้นแบรนด์ใหม่ ทั้งที่สร้างขึ้นเอง ทั้งแบรนด์ที่แยกจากเอ็มเค สุกี้ เดิม และที่แตกซับแบรนด์จากเอ็มเค รวมทั้งช้อปแบรนด์เข้ามาในสังกัด อย่าง แหลมเจริญซีฟู้ด ภายใต้งบกว่า 2,000 ล้านบาท ด้วยเป้าหมายที่จะสร้างอาณาจักรอาหารหมื่นล้านแบรนด์ต่อไปเช่นกัน

เปิดอาณาจักร “ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส”

บุญรอด บริวเวอรี่ วางยุทธศาสตร์ในการสยายปีกสู่ธุรกิจอาหารด้วยการให้ บริษัท ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส จำกัด เป็นทัพหน้าในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยงบลงทุนก้อนแรก 1 หมื่นล้านบาท

แบ่งเป็น 2 ระยะ  

  • ปี 2561-2563 ลงทุนแล้วกว่า 2,500 ล้านบาท
  • ปี 2563-2565 จะรุกหนักขึ้นด้วยกรอบการลงทุนอีก 7,000-8,000 ล้านบาท

เป้าหมายเพื่อสร้างยอดขายให้กลุ่มธุรกิจอาหารแตะระดับ 1 หมื่นล้านบาท

โดยโครงสร้างธุรกิจขณะนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้1.Product and Production  

  • บริษัท เฮสโก โซลูชั่น จำกัด เป็นโรงงานแปรรูปอาหารโดยผลิตเช่น ซอสตั้งต้น ผงกะหรี่ พริกแกง และอาหารพร้อมทาน โดยจับกลุ่มธุรกิจ B2B และผู้บริโภคทั่วไป B2C
  • บริษัท ข้าวพันดี จำกัด ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตกว่า 90%
  • นอกจากนี้ยังมีอีกหลายธุรกิจในเครืออีกมากที่สามารถเข้ามาหนุนให้กลุ่มนี้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เช่น ผลผลิตการเกษตรไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ หรืออาหารแปรรูปจาก บุญรอดฟาร์ม หรือ น้ำปลาหยดทอง ผลผลิตจากการซื้อหุ้นในเมซาน กรุ๊ป ประเทศเวียดนาม

2.Food retail 

บริษัท เอสคอมพานี จำกัด ดูแลธุรกิจร้านอาหารประกอบด้วยแบรนด์  Est.33, คิตาโอจิ, ฟาร์มดีไซน์ และร้านอาหาร(RHAAN) ธุรกิจร้านอาหารโดยรวมในเครือมีประมาณ 33 สาขา

จับตายุทธศาสตร์ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส “Take off”

ปัจจุบันธุรกิจอาหารของบุญรอดบริวเวอรี่ยังมีสัดส่วนรายได้เพียง 400-500 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดธุรกิจของ บุญรอด บริวเวอรี่ โดยรวม

ดังนั้นการจะปั้นรายได้ให้เติบโตขึ้นภายในกรอบเวลาจำเป็นต้องใช้ทางลัด ซึ่งกลยุทธ์ที่วางไว้คือการเข้าร่วมทุนหรือซื้อกิจการที่มียอดขายระดับ 1,000 ล้านบาท 1 บริษัทและมากกว่า 1,000 ล้านบาทอีก 2 บริษัท

หนึ่งในเป้าหมายที่ ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส ได้มาคือ ซานตา เฟ่ ดีลที่จะลงทุนถึง 1,521 ล้านบาทและเป็นการเข้าซื้อกิจการเป็นครั้งแรกของเครือบุญรอด และถือว่าเกมนี้ เป็น Challenge ครั้งสำคัญ เพราะจากนี้ธุรกิจอาหารของเครือบุญรอดได้เคลื่อนสู่สนามใหญ่เป็นที่เรียบร้อยด้วยจำนวนสาขา 110 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ขายทั้งในกรุเทพฯและต่างจังหวัด เรียกได้ว่าเข้าสู่ตลาดร้านอาหารที่มีสาขา (chained restaurant) อย่างเต็มตัว

สำหรับซานตา เฟ่ เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ตรงสเป็คที่วางไว้ สะท้อนจากฐานรายได้ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีระดับการเติบโตต่อเนื่อง ที่สำคัญมีกำไร

โดยปี 2561 เคที เรสทัวร์รองท์ มีรายได้รวมกว่า 1,158 ล้านบาท เติบโต 0.95% กำไรสุทธิกว่า 46 ล้านบาท ลดลง 4.97% ปี 2560 รายได้รวมกว่า 1,147 ล้านบาท โต 6.61% กำไรกว่า 48 ล้านบาท โต 67.67% เท่ากับว่าการลงทุนครั้งนี้จะส่งผลให้ฐานรายได้ในกลุ่มธุรกิจอาหารฟู้ด แฟ็คเตอร์ส แตะระดับ 1,000 ล้านอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ซานตา เฟ่ กว่า 100 สาขา ยังทำให้เครือบุญรอดได้เป็นเจ้าของช่องทางกระจายสินค้าซึ่งมีจำนวนมากไม่ว่า น้ำดื่ม โซดา ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ “เหม็ง” ร้านอาหารจีน ซึ่งจะเป็นการต่อยอดให้ ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส มีร้านอาหารหลากเซ็กเมนต์ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มากกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจรุกธุรกิจร้านอาหารครั้งนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความพร้อมด้านซัพพลายเชน ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะส่งให้กลุ่มธุรกิจอาหารมีความได้เปรียบและสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงมาก

โดยช่วงกลางปี 2561 บุญรอด บริวเวอรี่ จัดตั้งบริษัทร่วมทุน บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด ซึ่งมี ลินฟ้อกซ์อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นบริษัทโลจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก และมีประสบการณ์ในไทยถึง 25 ปีโดยร่วมถือหุ้นในสัดส่วนเท่ากันคือ 50% เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจโลจิสติกส์ภายใต้แบรนด์ BevChain Logistics”

เบื้องต้นจะเน้นซัพพอร์ตกลุ่มสินค้าในเครือบุญรอด ทั้งเครื่องดื่ม เช่น น้ำเปล่า โซดา เบียร์และกลุ่มอาหารซึ่งจะเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบุญรอดในอนาคตที่จะมีทั้งอาหารแช่แข็ง ร้านอาหาร ดังนั้นการมีซัพพลายเชนจะสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มโอกาสในการสร้างความได้เปรียบ โดยเป้าหมายใหญ่คือการลดต้นทุนลง 10-15%

MK ทุ่มกว่า 3,000 ล้าน  รับสถานการณ์ “สุกี้” ใกล้อิ่มตัว

ยุทธศาสตร์ของเอ็มเค (MK) ตลอดหลายปีที่ผ่านมามุ่งไปที่การขยายพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาแบรนด์เดียว

ที่สำคัญคือเป็นการสร้างศักยภาพด้านฐานรายได้ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธีสร้างแบรนด์ใหม่และซื้อแฟรนไชส์ โดยร้านอาหารในเครือเอ็มเคมีมากถึง 9 แบรนด์

ทว่าสัดส่วนรายได้กลับยังกระจุกตัวอยู่ที่ เอ็มเค เรสโตรองส์ ซึ่งในปี 2561 มีรายได้ 13,125 ล้านบาท และยาโยอิ 3,256 ล้านบาท ส่วนอีก 7 แบรนด์มีรายได้รวม 389 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ใหม่ที่เข้ามายังไม่ “ปัง”

สถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นความเสี่ยงในยุคที่ตลาดร้านอาหารที่ขับเคี่ยวกันอย่างหนักในระดับที่จะต้องสามารถควบคุมได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อีกทั้งการดาหน้าเข้ามาของรายใหม่ต้องถือว่าล้วนแต่ “บิ๊กเนม” ที่พร้อมจะรุกตลาดร้านอาหารในมิติที่ต้องสามารถตอบโจทย์ได้ในทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดสุกี้มีแนวโน้มใกล้ถึงจุดอิ่มตัวด้วยมูลค่าที่สูงถึง 10,000 ล้านบาทแล้ว

การขับเคลื่อนของ เอ็มเค จึงจำเป็นต้องดุดันขึ้น จะเห็นจากการตัดสินใจลงทุนถึง 2,060 ล้านบาท เพื่อแลกกับการเข้าถือหุ้น 65% ใน “แหลมเจริญซีฟู้ด” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เอ็มเคใช้วิธีซื้อเพื่อให้ได้สิทธิ์ในการบริหาร โดยแหลมเจริญซีฟู้ดมี  25 สาขา เนื่องจากเป็นอาหารทะเลที่ต้องให้ความสำคัญกับความสดของวัตถุดิบซึ่งเป็นอุปสรรคหนึ่งในการขยายสาขา

แต่โอกาสคือการเป็นร้านอาหารทะเลแบรนด์เดียวที่มีสาขาในศูนย์การค้า ซึ่งเป็นทำเลหลักเช่นเดียวกับ เอ็มเค ทำให้โอกาสในการบริหารจัดการต้นทุนเกิดความคุ้มค่ามากขึ้น ที่น่าสนใจคือกลุ่มลูกค้าหลักของ เอ็มเค สุกี้ และ แหลมเจริญเป็นกลุ่มเดียวกันคือ ครอบครัว และที่ผ่าน แหลมเจริญซีฟู้ด ยังไม่มีการขับเคลื่อนทางการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่ เอ็มเค นั้นต้องถือว่าโชกโชนมากกับเกมด้านการตลาด การปั้นแบรนด์ แหลมเจริญซีฟู้ด จึงไม่ยากสำหรับ เอ็มเค

ซัพพลายเชน หัวใจธุรกิจเชนร้านอาหาร

อย่างไรก็ตาม การจะแข็งแกร่งได้ในตลาดร้านอาหารที่มีสาขา เขี้ยวเล็บสำคัญอยู่ที่ระบบซัพพลายเชน โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายอาหารสดที่ต้องเชี่ยวชาญ เอ็มเค จึงปฏิเสธการเข้าลงทุนในธุรกิจนี้ไม่ได้

เอ็มเค เลือกใช้กลยุทธ์ร่วมกับ เซนโค กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด บริษัทโลจิสติกส์จากญี่ปุ่น ซึ่งเชี่ยวชาญในการขนส่งสินค้าแบบเย็น (Cold Chain) ครบวงจร ด้วยรถควบคุมอุณหภูมิ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีรายใดสามารถให้บริการลอจิสติกส์แบบเย็นได้ครบวงจร ซึ่งจุดนี้สามารถต่อยอดให้กับธุรกิจให้กับ เอ็มเค ได้เป็นอย่างมาก

โดยทั้งสองฝ่ายทำการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน “เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์” โดยเอ็มเคลงทุนราว 1,500 ล้านบาทและเป็นครั้งแรกของเอ็มเคในการขยายฐานออกสู่ธุรกิจใหม่

แน่นอน การลงทุนแต่ละส่วน ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ที่ต่อเชื่อมให้ภาพอาณาจักรธุรกิจอาหารของเอ็มเค ยิ่งใหญ่และชัดเจนยิ่งขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ
www.smmagonline.com

Share.