รถยนต์ครอสโอเวอร์ โดยใจนักขับไทย ดัน ‘มาสด้า’ ‘เอ็มจี’ ปรับยอดขายกระชั้นชิดท็อปแบรนด์

0

SMmagonline-ความแรงอย่างต่อเนื่องของรถเอสยูวีหรือ Sport Utility Vehicle ถึงขั้นที่มีการตั้งคำถามกันว่า “หรือจะถึงเวลาที่เก๋งจะตกยุค?” สะท้อนจากการเติบโตช่วงไตรมาส 3 ปี 2562 ที่เอสยูวียังคงขยายตัวได้ 15%

แต่แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะสะท้อนถึงการตอบรับที่ดีของผู้บริโภค แต่เอสยูวียังมีจุดอ่อนในตัวเองและกลายเป็นช่องว่างในการแทรกเข้ามาของรถยนต์ “ครอสโอเวอร์” (Crossover) ยิ่งไปกว่านั้นเซ็กเมนต์นี้ยังเป็นโอกาสทองให้แบรนด์รองมีพื้นที่เบียดแบรนด์ใหญ่ขึ้นมาได้อย่างสง่าผ่าเผย ไม่ว่าจะเป็น เอ็มจี (MG) หรือ มาสด้า (Mazda) ซึ่งเกมนี้ทั้งสองแบรนด์พร้อมทุ่มหมดหน้าตัก

ทำไม? ต้อง Crossover

Crossover เป็นคำเรียกของ Crossover Utility Vehicle ซึ่งถูกพัฒนาภายใต้โจทย์ต่อไปนี้

  • ให้ขับขี่ง่ายกว่าเอสยูวีเนื่องจากเป็นรถที่มีพื้นฐานมาจากโครงสร้างรถเก๋ง
  • ใช้การออกแบบด้วย Unibody ที่แชสซีและตัวถังเป็นชิ้นเดียวกัน ทำให้มีความนุ่มนวล ขับสบายกว่าเอสยูวี
  • ขยายขนาดความกว้างตัวรถให้มากขึ้นและยกสูงกว่ารถเก๋งในระดับที่ต่ำกว่าเอสยูวีทำให้ไม่ต้องปีน ทำให้สมรรถนะการมองเห็นที่ดีขึ้น
  • คล่องตัวกว่ารถเก๋งและมีรูปลักษณ์ทันสมัย

ทั้งหมดนี้ทำให้ตอบโจทย์การใช้งานได้อเนกประสงค์ ทั้งการขับขี่ภายในเมืองช่วงวันทำงานและใช้งานกิจกรรมช่วงวันหยุดได้พร้อมๆ กัน จึงไม่แปลกที่ตลาดครอสโอเวอร์จะเติบโตอย่างรวดเร็ว และหลายค่ายรถยนต์เห็นโอกาสและเข้าสู่ตลาดครอสโอเวอร์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ระดับแมสหรือพรีเมี่ยม

MG กับเส้นทางในตลาดรถเมืองไทย

Morris Garages หรือ MG แบรนด์รถยนต์สัญชาติอังกฤษที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นตลอดระยะเวลา 90 ปีที่ผ่านมา ด้วยเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมตามแบบฉบับยุโรป เข้าสู่ตลาดรถยนต์ในไทยโดยการร่วมทุนระหว่าง เซี่ยงไฮ้ ออโตโมทีฟ อินดัสทรีคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนและเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จัดตั้ง บริษัทเอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัดเพื่อผลิตรถยนต์เอ็มจีและจำหน่ายภายในไทยและส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศในภูมิภาคอาเซียน และมี เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) ดูแลด้านการขายในไทย

เป็นที่ทราบดีว่าเอ็มจีในไทยนั้น ไม่ประสบผลสำเร็จนักกับการเปิดตัวด้วยรถยนต์นั่งนับตั้งแต่การเข้าแข่งขันในตลาดคอมแพคคาร์ด้วย MG 6

ถัดจากนั้นจึงตัดสินใจทำการไมเนอร์เช้นจ์ MG6 และเพิ่ม MG 5 เข้ามาในกลุ่มซับคอมแพคคาร์แบบ 4 ประตูสไตล์คูเป้

แต่ทั้งหมดยังคงไม่เปรี้ยงปร้างสมฐานะแบรนด์ระดับสายพันธุ์ผสมยุโรป-จีน ซึ่งมีทั้งเทคโนโลยียนตรกรรมและพรั่งพร้อมด้านเม็ดเงินจากกลุ่มทุนไทย ทุนจีนขนาดใหญ่ที่เข้ามาหนุน

กระทั่งในที่สุดสามารถแจ้งเกิดได้ในตลาดคอมแพกต์คาร์ด้วย MG 3 ซึ่งรุ่นแรกสามารถทำยอดขายได้1.7 หมื่นคันในช่วง 3 ปีที่เปิดตัว คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของยอดขายสะสมของเอ็มจีที่ทำได้ราว 3 หมื่นคันนับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

กระแสการตอบรับในแบรนด์ซึ่งยังใหม่มากในตลาดเมืองไทย ส่งผลเอ็มจีเปิดเกมรุกต่อทันทีด้วยการลงแข่งในตลาดที่กำลังขับเคี่ยวอย่างหนักอย่างเอสยูวี ซึ่งเป็นตลาดที่มีเอ็มจีตั้งเป้าหมายไว้สูงมากในปี 2559 ประเดิมด้วยการส่ง GS ทั้งรุ่น 2.0 ลิตร และ1.6 ลิตร แต่ก็ยังไม่เป็นตามคาดหมาย เนื่องจากเข้าสู่ตลาดช้ากว่าแบรนด์ผู้นำค่อนข้างมาก ประกอบกับตลาดมีการแข่งขันสูงทำให้การเบียดแทรกตัวขึ้นมากยาก

Crossover เดิมพันครั้งสำคัญของ MG

ปี 2560 เอ็มจีขยายไลน์ด้วยการส่ง ZS เข้าแข่งขันในตลาดที่กำลังอยู่ในจังหวะขยายตัวสูงอย่างรถยนต์ครอสโอเวอร์

ครั้งนี้มีการวางกลยุทธ์ครบมือโดยเฉพาะราคาที่ต้องเรียกว่า “สะกดใจผู้ซื้อ” ได้อยู่หมัดซึ่งเริ่มต้นที่ 697, 000 บาท สูงสุด 789,000 บาท ขณะที่แบรนด์อื่นๆ ขายกันไม่ต่ำกว่าระดับล้านกว่าบาท เท่ากับผู้ซื้อประหยัดได้กว่าแสนกว่า

ทั้งยังมีเสน่ห์ในเรื่องรูปลักษณ์พรีเมี่ยมแบบอังกฤษที่ออกแบบภายใต้แนวคิด BRIT DYNAMICและสมรรถนะที่ไม่ได้ด้อยกว่าใคร แต่ที่เหนือกว่าคือความล้ำหน้าด้านยนตรกรรม เช่น Thai Voice Command การป้อนคำสั่งผ่านเสียงภาษาไทยที่เริ่มต้นคำสั่งด้วยประโยค “ฮัลโหล เอ็มจี” แล้วตามด้วยคำสั่ง เช่น สั่งโทรออกรับสาย เปิดและปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น

เหล่านี้เป็นความล้ำหน้าที่เหนือกว่ารถรุ่นอื่นๆ ในตลาดเมืองไทยและยังสามารถสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน เช่น ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดระบบปรับอากาศอัจฉริยะ, ระบบล็อก, ระบบตรวจสอบสถานะและเตือนความผิดปกติของตัวรถ ฯลฯ จากความฉลาดของตัวรถ อุปกรณ์ครบเครื่องที่รถยุคนี้ต้องมีกับราคาที่เร้าใจสรุปรวมแล้วเป็นความคุ้มค่า

บวกกับด้านบริการที่เร่งสปีคเพิ่มจำนวนขึ้น จาก 100 แห่งในปีที่ผ่านมา โดยในปี 2562 จะมีทั้งสิ้น 140 แห่งและปี 2563 วางแผนขยายไว้ 180 แห่ง

จะเห็นว่าการทุ่มชนิดหมดหน้าตักของเอ็มจี สามารถเปิดใจผู้บริโภคกับแบรนด์และรถครอสโอเวอร์สูงมาก ซึ่งบางช่วง ZS สามารถทำยอดจำหน่ายสูงกว่าแบรนด์หลักในตลาดอย่างฮอนด้ามาแล้ว และปีที่ผ่านมา มีผลงานการขายอยู่อันดับ 3 เป็นรองเพียงแค่ ฮอนด้า โตโยต้า ซึ่งเฉือนชนะไปไม่มากนัก

เรือธงลำใหม่ของมาสด้า?

มาสด้ามีเรือธงคือ CX-5 ซึ่งอยู่ในกลุ่มคอมแพคคาร์

ส่วนอีกรุ่นคือ CX-3 เป็นรุ่นเล็กในกลุ่มซับคอมแพกต์คาร์ ที่มาสด้าคาดหวังให้รถในกลุ่มนี้เป็นตัวสร้างยอดขายให้กับแบรนด์หลังจากไม่ประความสำเร็จเท่าที่ควรจากตลาดรถเก๋งและรถปิกอัพ

มาสด้าได้เปรียบตรงที่ได้ส่งต่อแคมเปญ Zoom Zoom ที่ได้ทำตลาดในรถเก๋งและปิกอัพมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ภาพลักษณ์ของความเป็นสปอร์ตคาร์ติดตัวแบรนด์มาสด้ามาจนทุกวันนี้ และทำให้ผู้ใช้รถมองแบรนด์มาสด้าในรูปแบบรถยนต์ที่มีดีไซน์ทันสมัย

จนมาถึงยุคปัจจุบัน ที่มาสด้าได้ใช้แนวคิดในการออกแบบรถยนต์ทั้งรถเก๋งและครอสโอเวอร์ภายใต้คอนเซ็ปต์ KODO DESIGN มาสานต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ โดยนำการดีไซน์ด้วยเส้นสายที่เรียบง่าย แต่แฝงด้วยความโฉบเฉี่ยว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น (Japanese Aesthetic) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More”

ผลลัพธ์ที่ได้ คือรูปลักษณ์ภายนอกใหม่ที่งดงามและทรงพลังราวกับมีชีวิต หรูหรา ปราดเปรียวในสไตล์พรีเมี่ยม ซึ่งสอดรับอย่างพอดิบพอดีกับดีไซน์ของครอสโอเวอร์ทั้งสองรุ่น กลายเป็นการสร้างความโดดเด่นและแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ของมาสด้าในช่วงหลัง โดยตอกย้ำความเป็นสปอร์ตคาร์ให้ยึดติดแน่นยิ่งขึ้น

ดังนั้นถ้าผู้ซื้อมองหารถยนต์ในสไตล์ดังกล่าว แบรนด์มาสด้าจึงผุดขึ้นมาเป็นแบรนด์ต้นๆ เสมอ โดยเฉพาะตัวเลขจากมาสด้ายืนยันในเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมาในงาน BIG Motor Sale ว่า รถมาสด้า CX-5 มียอดจำหน่ายรวมในไทยตั้งแต่ทำตลาดแล้วกว่า 30,000 คัน

ความสำเร็จดังกล่าวทำให้มาสด้าตัดสินใจเปิดตัว CX-8 ขนาด 7 ที่นั่ง ในช่วงปลายปี 2562 นี้ CX-8 เป็นรถครอสโอเวอร์ที่มีห้องโดยสารแบบ 3 แถว แบบ 7 ที่นั่ง (2-2-3) และ 6 ที่นั่ง (2-2-2) ให้เลือก โดยรุ่น 6 ที่นั่งโดดเด่นด้วยเบาะนั่งแถว 2 แบบ “กัปตันซีต” ซึ่งเป็นเบาะคู่ แต่แยกให้มีพื้นที่ตรงกลาง เดินผ่านไปข้างหลัง (วอล์กทรู) เพิ่มความสะดวกสบาย

CX-8 ถูกวางตำแหน่งทางการตลาดแทรกกลางระหว่าง CX-5 (เบาะนั่ง 2 แถว) และ CX-9 (เบาะนั่ง 3 แถว) ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการประโยชน์การใช้สอยมาขึ้นของเบาะที่นั่งแถวที่ 3 แต่ไม่จำเป็นต้องการความหรูหราถึงระดับCX-9

CX-8 จึงถูกพัฒนาขึ้นบนแพล็ตฟอร์มเดียวกับ CX-5 แต่เสริมความยาวฐานล้อเป็น 2,930 มม. เทียบเท่ากับ CX-9 ขณะที่ความกว้างของรถจะเท่ากับ CX-5 แต่มีความสูงกว่า CX-5 อยู่ 55 มม.

สะท้อนถึงการวางกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์เข้ามาทำตลาดเพิ่ม ที่มาสด้ามักจะแทรกช่องว่างของตลาดที่ไม่มีคู่แข่งขันแบรนด์ใหญ่ เป็นการเดินเกมของแบรนด์รองที่น่าสนใจยิ่ง หลังจากที่มาสด้าสามารถปักหลักครอสโอเวอร์ในสองรุ่นขนาดเล็กและกลางได้แล้ว

ยอดจำหน่ายรถยนต์ครอสโอเวอร์

                                                         (เชิงปริมาณ)                                                           

แบรนด์/รุ่น

ปี 2560

ปี 2561

Honda HR-V

15,371

15,682

Honda BR-V

6,087

Toyota C-HR

15,930

MG ZS

768

14,662

MAZDA CX3

3,812

3,536

FORD ECO SPORT

2,919

696

SUBARU XV

1,058

1,440

NISSAN JUKE

882

รวม

30,897

51,953

ที่มา : headlightmag

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ
www.smmagonline.com

Share.