125 ปี แห่งความผูกพัน กับพลังขับเคลื่อนสังคมไทย

0

SMmgaonline – เอสโซ่ ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเป็นปีที่ 125 มีค่านิยมพื้นฐานที่หล่อหลอมให้พนักงานเชื่อในสิ่งเดียวกัน คือ ความโปร่งใสในการทำงานส่งผลให้เกิดการรักษามาตรฐานคุณภาพไปยังสินค้าและบริการ การบ่มเพาะด้วยความมุ่งมั่นนี้ ทำให้พนักงานทุกคนร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรไปในทิศทางเดียวกันการดำเนินธุรกิจจึงมีความชัดเจนและสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้าตลอดมา

ดร.ทวีศักดิ์ บรรลือสินธุ์ กรรมการ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สิ่งที่เราคิดเสมอคือ ต้องดำเนินธุรกิจด้วยความมีจรรยาบรรณด้วยเราเป็นหนึ่งในเครือเอ็กซอน โมบิล คอร์ปอเรชั่น (Exxon Mobil Corporation) ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มี Policy หลักๆ ขององค์กรที่จะต้องยึดเป็นแนวทางปฏิบัติ โดยบริษัทแม่ทำให้เราแน่ใจว่า การดำเนินธุรกิจทุกอย่างสอดคล้องกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ และให้ความสำคัญกับบุคลากรเป็นหลัก เพราะสิ่งที่ขับเคลื่อนองค์กรจริงๆ คือ พนักงาน

ทั้งนี้ เราให้ความสำคัญเรื่องของความโปร่งใสเพราะเราเชื่อว่า การได้มาซึ่งผลลัพธ์มีความสำคัญเท่าเทียมกับวิธีที่ได้มาซึ่งผลลัพธ์ ด้วยองค์กรเราเป็นองค์กรที่ขายน้ำมันซึ่งต้องอาศัยคุณภาพมาตรฐานที่สูง ความซื่อตรงและความละเอียดรอบคอบเป็นสิ่งที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน เราทำให้ทุกคนเคยชินกับการทำงานที่โปร่งใสและตรงไปตรงมาจนกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กร

การสร้างความซื่อตรงให้เกิดขึ้นจนเป็นนิสัยให้กับพนักงานจะทำให้รูปแบบการทำงานโปร่งใสเช่นกันซึ่งจะส่งผลให้กับผลิตภัณฑ์ที่กระบวนการผลิตน้ำมันทุกหยดที่ออกมามีมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ ปลอดภัยต่อผู้ใช้ เพราะฉะนั้น หากเติมน้ำมันของปั๊มเราคุณสามารถมั่นใจได้ว่าเป็นไปตามมาตรฐานทุกอย่างตามที่กำหนดไว้ เราให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อถือต่อลูกค้า เพราะความไว้วางใจและเชื่อใจต้องใช้เวลาในการสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้น การที่เอสโซ่อยู่มาได้ถึง 125 ปี ไม่ใช่เรื่องง่าย เราได้ใจจากลูกค้าเพราะเราเองก็ให้ใจลูกค้าเช่นกัน

เอสโซ่มีกระบวนการสร้างการรับรู้ของบริษัทต่อพนักงาน เริ่มตั้งแต่การเข้ามาทำงานและต้องรับรู้ถึง Policy ของบริษัทที่มีการอบรมอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 4 ปีต่อครั้ง ในการเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับ Policy ที่เกิดขึ้น แสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับพนักงานได้ทำงานร่วมกันอย่างมีทิศทางเดียวกันและเห็นความสำคัญของ Policy เหล่านี้

และอีกอย่างหนึ่งที่เราให้ความสำคัญมากๆ คือ การพัฒนาบุคคล เพราะเรื่อง Soft Skills ของคนในแง่ของบริษัท เรามองว่า คนคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดการส่งเสริมทักษะต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพของพนักงานให้สามารถแสดงจุดเด่นและความถนัดของตนเองออกมาได้ ซึ่งเราพัฒนาบุคลากรในหลายด้านเช่น ด้านวิชาการ การส่งเสริมด้านพฤติกรรม เรียนรู้อย่างไรที่จะนำไปสู่ชัยชนะ

ทั้งนี้ เรามีพนักงานจำนวนมาก ต่างคนต่างที่มาและต่างความเชื่อ ความถนัดก็ต่างกัน ความแตกต่างของพนักงานจึงค่อนข้างมาก และเมื่อทุกคนต้องมาทำงานร่วมกันจะทำอย่างไรที่เราจะนำคนเหล่านี้ขับเคลื่อนบริษัทไปพร้อมกัน โดยดึงความสามารถที่มีอยู่ของแต่ละคนมาใช้ เพราะเราจะทำงานแบบทีมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราต้องให้ความสำคัญกับพนักงานทุกคน ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรมีสิทธิสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองออกมาได้เพราะการทำงานโดยยึดติดกับความเชื่อของคนเพียงคนเดียวไม่สามารถสร้างสิ่งใหม่ หรือพัฒนาโดยรวมได้จะต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกันและเคารพในความคิดต่างที่สร้างสรรค์

เรามีการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ทั้งวิธีการทำงานใหม่ๆ ซึ่งวิธีการทำงานเดิมๆ อาจจะดีมากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันหลายสิ่งเปลี่ยนไปแนวความคิดใหม่ๆ อาจจะตรงกับความต้องการในปัจจุบันมากกว่า เพราะฉะนั้น ความคิดและวิธีดำเนินงานต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและจะต้องรวดเร็วทันกับความต้องการ การมีวิธีคิดที่ปรับเปลี่ยนได้จะช่วยสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้และมีเป้าหมายในการทำงานอยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบันนี้ไม่ใช่สังคมปลาใหญ่กินปลาเล็กเพียงอย่างเดียว แต่เราจะทำอย่างไรให้อยู่ได้และเคลื่อนไหวทันต่อเหตุการณ์ รู้จักปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามา ซึ่งเรามีทีมพัฒนาบริการด้านเทคโนโลยีที่สอดรับกับการทำงานอย่างเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถนำมาใช้ได้จริงและทุกคนสามารถเรียนรู้ไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ เรายังเชื่อในเรื่องของการ Give and Take เมื่อได้รับก็ต้องมีการให้ เรามีการสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ต่อสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายคนอาจมองว่ากิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR นั้น คือการนำเงินไปสนับสนุนเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับ เอสโซ่ เรามองไปไกลกว่านั้น CSR ต้องต่อยอดได้เป็นผู้รับจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นกิจกรรมที่สร้างกำลังใจและจุดประกายให้ผู้รับเกิดความรู้สึกอยากส่งต่อการให้ เราเชื่อในวัฒนธรรมของห่วงโซ่แห่งการให้ การส่งต่อจากผู้รับไปยังผู้อื่นเป็นการให้อย่างไม่รู้จบ

โดยกิจกรรม CSR ต้องต่อยอดได้ ที่เราทำร่วมกับชุมชน เช่น กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมปีที่ 13 ภายใต้ชื่อโครงการ Day Of Caring ESSO 2019 “มาช่วย..ด้วยรัก” เพื่อแสดงพลังดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ด้วยการปลูกป่า ปล่อยปลา และทำความสะอาดป่าชายเลนชุมชนบ้านแหลมฉบัง

กิจกรรมโครงการพัฒนาสตรี 10 ชุมชนแหลมฉบัง โดยตั้งศูนย์ฝึกอบรมอาชีพสตรี Skill Enhancement Center เป็นศูนย์เรียนรู้ ศึกษาดูงาน อบรมส่งเสริมวิชาชีพให้กับสตรีในพื้นที่แหลมฉบัง และเป็นศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนในโครงการ ซึ่งแต่ละกลุ่มได้ร่วมไปดูงานจากแหล่งฝึกอาชีพต่างๆ ผ่านการอบรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่แต่ละชุมชนเลือกทำตามความถนัด เช่น การทำทอฟฟี่โซ่ การทำเบเกอรี่ ทำผ้าบาติกของชำร่วย ดอกไม้ประดิษฐ์ การทำปุ๋ย เป็นต้น

ความยั่งยืนที่เอสโซ่มีตลอด 125 ปี ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นและความผูกพันอันดีเสมอมาระหว่างเอสโซ่ และคนไทย และเราจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและยืนหยัดในการทำงานด้วยความโปร่งใสเพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยไปด้วยกัน

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ
www.smmagonline.com

Share.