แมคโดนัลด์ รุกตลาดฟาสต์ฟู้ด แห่งโลกอนาคต ด้วยการใช้เทคโนโลยีจากสตาร์ทอัพและ AI

0

SMmagonline-ช่วงปี 2018-2019 เทคโนโลยีด้าน FinTech เป็นกระแสหลักจนมีผลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์เกือบทุกด้าน รวมไปถึงการนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการอย่างเห็นได้ชัด ทำให้หลายบริษัทต้องเร่งปรับตัวรวมไปถึงแมคโดนัลด์ (McDonalds) ที่รับมือกับกระแสนี้ โดยเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา เริ่มบุกเบิกและมีการใช้เทคโนโลยีอย่างจริงจัง จ่่ากการเข้าซื้อกิจการบริษัท Dynamic Yield ที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในนิวยอร์กด้วยราคา 232.8 ล้านปอนด์

การเข้าซื้อกิจการบริษัทด้าน AI ครั้งนี้ เพราะแมคโดนัลด์มีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเสิร์ฟในอนาคตซึ่งก็คือ “การสร้างประสบการณ์ดิจิตัลในเชิง Personalization แบบ Amazon Style” (Amazon of Food) และนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อยกระดับประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวแก่ผู้บริโภค

นอกจากนี้ยังเข้าซื้อหุ้น 9.9 % ใน Plexure ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีแอพมือถือในนิวซีแลนด์ด้วยราคา 3.8 ล้านปอนด์อีกด้วย และเดือนกันยายนแมคโดนัลด์ซื้อกิจการ Apprente บริษัทปัญญาประดิษฐ์ที่เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์เสียงและสั่งการด้วยเสียงสำหรับธุรกิจที่ซื้อขายสินค้าผ่านการขับรถเข้าไปจอดเทียบ (Drive-Thru) พร้อมเปิดตัวร้านอาหารเกือบทุกแห่งในสหรัฐอเมริกาพร้อมด้วยเมนูดิจิตอลกลางแจ้งที่คาดไว้ภายในสิ้นปี 2019 นี้

โดยทีม Apprente จะเข้าร่วมกับ McDonald’s Corporation ในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งของกลุ่มภายในภายในทีมเทคโนโลยีระดับโลกของแมคโดนัลด์ ที่เรียกว่า McD Tech Labs

จากข้อมูลของแมคโดนัลด์คาดว่าจะทำการพัฒนาใน Silicon Valley โดยการว่าจ้างวิศวกร  นักวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าแมคโดนัลด์ มีนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอีกเป็นสองเท่าผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ทำไมแมคโดนัลด์จึงต้องพึ่งพาเทคโนโลยี!?

แผนทั้งหมดนี้เกิดจากที่ Steve Easterbrook (ปัจจุบันถูกให้ออกไปแล้วเนื่องจากการคุกคามทางเพศต่อพนักงาน) เป็นผู้นำแมคโดนัลด์เข้าสู่ยุค Digital transformation โดยมีหลัก 3 ประการ

  1. รักษา– รักษาลูกค้าปัจจุบัน
  2. คืน – การสรรหาลูกค้าที่หายไป
  3. แปลง – ดึงดูดลูกค้าใหม่โดยมีเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญ

อันดับแรกคือ ‘ดิจิตอล’ ซึ่งเกี่ยวกับการปรับรูปแบบการโต้ตอบของแมคโดนัลด์ กับลูกค้าในทุกจุดสัมผัสประการที่สองคือ ‘การส่งมอบ’ และนำเสนอให้กับลูกค้าและสุดท้ายคือ ‘ประสบการณ์แห่งอนาคต’ ซึ่งเป็นการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในร้านอาหารผ่านเทคโนโลยีนั่นเอง

Steve Easterbrook อดีต CEO ของแมคโดนัลด์ กล่าวว่า “เราตระหนักดีว่าก้าวของการเปลี่ยนแปลงภายในของแมคโดนัลด์ นั้นถูกบดบังด้วยการเปลี่ยนแปลงนอกธุรกิจของเรา”

ความเห็นของเขาสะท้อนถึงความจริงที่ว่า บริษัทอาหารฟาสต์ฟู้ดขนาดเล็ก เช่น Five Guys กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในตลาดอาหารฟาสต์ฟู้ด บวกกับแนวโน้มของผู้บริโภคที่เลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพนั้น หมายความว่าแม้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่จะทำได้ดีกว่าคู่แข่งในแง่ของรายได้ เช่น Yum Foods ซึ่งเป็นเจ้าของ Taco Bell, Pizza Hut และ KFC แต่ก็ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้สำหรับไตรมาสสามนี้รายรับทั่วโลกของแมคโดนัลด์เองก็อยู่ที่ 5.4 พันล้านดอลลาร์จากที่ถูกคาดการณ์ไว้ 5.5 พันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตามยอดขายสาขาเดิมทั่วโลกเพิ่มขึ้นที่ 5.9% เทียบกับที่คาดการณ์ 5.6% ในทางตรงกันข้ามกำไรของ Yum Foods เพิ่มขึ้น$ 1.31 พันล้านเทียบกับที่คาดการณ์ไว้$ 1.28 พันล้าน ในขณะที่ยอดขายสาขาเดิม: เพิ่มขึ้น 5% เทียบกับที่คาดไว้  3.01%

Kevin Ozan หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของแมคโดนัลด์ กล่าวว่า ผู้ที่ไม่ได้ลงทุนด้านเทคโนโลยีในบางจุดจะล้าหลัง แต่แมคโดนัลด์จะใช้จ่ายทางด้านนี้อย่างเหมาะสมเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

โดยแมคโดนัลด์สัญญาว่า จะลงทุนในเทคโนโลยีดิจิตอลต่อไปซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเข้าซื้อกิจการเลยก็ตามที ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะเห็นว่าการเติบโตของTech Labs ของแมคโดนัลด์ที่เข้าควบคุมการเข้าซื้อกิจการและการพัฒนาR&D  เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นก้าวหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ผู้บริโภคมีชีวิตที่ง่ายขึ้นและกลายเป็นเชนฟาสตฟู้ดที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในยุคดิจิตอลนั่นเอง

แมคไทยทำอะไร

ขณะที่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของแมคไทย หรือ แมคโดนัลด์ในเมืองไทย กำลังอยู่ในช่วงจัดแคมเปญ แมคดิลิเวอรี่ Big Day Once A Year 1 ปี โปรจัดหนัก อร่อยคุ้ม เริ่มต้น 19 บาท 8 – 11 พ.ย. นี้  

โดยถือเป็นแคมเปญสุดคุ้มครั้งใหญ่แห่งปีของแมคโดนัลด์ที่ให้ลูกค้าอิ่มอร่อยถึงบ้านตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านบริการแมคดิลิเวอรี กับเมนูพิเศษ ราคาเริ่มต้น 19 บาท อาทิ แมควิงส์ 2 ชิ้น (ปกติ 65 บาท), แมคนักเก็ต 4 ชิ้น (ปกติ 63 บาท), ชิคสติ๊ก 2 ชิ้น (ปกติ 60บาท), แมคพายข้าวโพด (ปกติ 26 บาท), แมคพายสับปะรด (ปกติ 26 บาท), แมคเฟลอร์รีโอรีโอ (ปกติ 32 บาท), ซันเดช็อกโกแลต (ปกติ 30 บาท), ซันเดสตรอว์เบอร์รี (ปกติ 30 บาท), ชามะนาวเย็นขนาด 16 ออนซ์ (ปกติ 50 บาท), กาแฟลองแบล็คร้อน เฟรชบรู ขนาด 8 ออนซ์ (ปกติ 39 บาท) และ น้ำอัดลมขนาด 12 ออนซ์ (ปกติ 29 บาท) หรือจัดหนักกับเบอร์เกอร์แมคฟิช 59 บาท (ปกติ 79 บาท), ซามูไรเบอร์เกอร์หมู 59 บาท (ปกติ 79 บาท) ซิกเนเจอร์ คลาสสิค แองกัส บีฟ เบอร์เกอร์ เพียง 99 บาท (ปกติ 139 บาท) ในเวลา 4 วัน เริ่ม 8 – 11 พฤศจิกายน 2562 เฉพาะบริการจัดส่งถึงบ้านแมคดิลิเวอรี ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของแมคโดนัลด์ หรือ สั่งผ่าน แกร็บฟู้ด เท่านั้น

ส่วนที่ร้านแมคโดนัลด์ตอนนี้ก็ยังมีแคมเปญ แมคโดนัลด์ฉลองชุดอาหารแห่งความสุข ‘แฮปปี้มีล’ ครบรอบ 40 ปี ด้วยการนำของเล่นแฮปปี้มีลที่ได้รับความนิยมในอดีตมากว่า 4 ทศวรรษ รวบรวมเป็นคอลเล็คชั่นสุดพิเศษเพื่อให้ลูกค้าได้เก็บสะสมพร้อมลูกเล่นสุดเซอร์ไพรซ์สำหรับแฟนพันธุ์แท้แฮปปี้มีลได้หวนระลึกถึงความทรงจำอันแสนประทับใจในการตามล่าหาของเล่นที่ทุกคนชื่นชอบ ร่วมย้อนเวลาแห่งความสุขไปพร้อมกัน 90 ประเทศทั่วโลก เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ เช่นกัน

ที่มา

 

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ
www.smmagonline.com

Share.