แคนนอน บุกตลาดอิงค์เจ็ทต่อเนื่องเน้นรุกเพิ่มตลาด B2B

0

smmagonline – การพัฒนาเทคโนโลยีพรินเตอร์ จากเดิมที่เชื่อว่าถ้าเป็นตลาดลูกค้าธุรกิจ น่าจะพัฒนาการใช้งานไปสู่เลเซอร์พรินเตอร์มากกว่าจะให้ความสนใจอิงค์เจ็ทจนทำให้หลายแบรนด์ที่อยากเข้าสู่ตลาดลูกค้าธุรกิจเลือกหันไปโฟกัสการพัฒนาเลเซอร์พรินเตอร์ บางรายถึงกับให้ความสำคัญกับอิงค์เจ็ทน้อยลง จนเหลือผู้ผลิตที่จริงจังอยู่กับเทคโนโลยีอิงค์เจ็ทเพียงไม่กี่ราย

แต่เมื่อเทคโนโลยีอิงค์เจ็ทขยับตัวและพัฒนามากขึ้น กลับทำให้มีการกลับตัวและสร้างการขยายโอกาสจากตลาดอิงค์เจ็ทกันใหม่ บทบาทของเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทดูเหมือนจะกลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง

เหมือนเช่นที่ บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ก็เป็นอีกรายที่เพิ่งจัดเปิดตัวเทคโนโลยีอิงค์เจ็ทที่ขนกันมาเป็นซีรีส์เพื่อขยับบทบาทจากที่เคยเป็นเครื่องพิมพ์สำหรับผู้ใช้ตามบ้านหรือผู้ใช้ทั่วไป ไปสู่การทำตลาดธุรกิจ หรือ B2B มากขึ้น เพราะโอกาสจากการพัฒนาเทคโนโลยีอิงค์เจ็ทที่ตอบโจทย์การใช้งานในหลายเรื่อง

“การนำอิงค์เจ็ทกลับมาบุกตลาด B2B เพราะเทคโนโลยีอิงค์เจ็ทมีการพัฒนาตอบรับกลุ่มธุรกิจได้ดีขึ้น มีเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้สปีดการพิมพ์ ความกว้างของหัวพิมพ์ขยายเท่าขนาดกระดาษ ไม่มีปัญหากระดาษติด ต้นทุนต่อแผ่นถูกลงมาก ไม่ต้องดูแลมากการเปลี่ยนชิ้นส่วนน้อยมาก ทำให้ตอบรับการพิมพ์ในเชิงธุรกิจที่เร็วมากขึ้น” เนตรนรินทร์ จันทร์จรัสสุข ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์พรินเตอร์ บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าว

ที่สำคัญ อิงค์เจ็ท ยังช่วยแก้เพนพ้อยท์ของบางธุรกิจได้ดีกว่าในบางเรื่อง

“ด้วยความที่อิงค์เจ็ทเป็นน้ำ เลยแก้ปัญหาเรื่องผงฝุ่น กลิ่น ซึ่งเหมาะกับบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจที่ต้องทำงานในคลีนนิ่งรูม หรือองค์กรที่คอนเซิร์นเรื่องมลพิษที่เกิดขึ้นได้ดี ทั้งช่วยแก้ปัญหาเดิมที่ลูกค้าเคยเจอ ทั้งเรื่องต้นทุนต่อแผ่น กระดาษติด การพิมพ์มีเดียที่มีความหลากหลาย กลิ่น การดูแล เป็นเหมือนเทคโนฯ ที่คิดมาแก้เพนพอยท์ปัจจุบันของลูกค้าประเด็นนี้เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้อิงค์เจ็ทชนะขาดเลเซอร์ และเมื่อยิ่งได้เทคโนโลยีที่ช่วยให้ทำธุรกิจง่ายขึ้น บวกกับความประหยัดต้นทุนก็ยิ่งตอบโจทย์ธุรกิจได้หลากหลาย” เนตรนรินทร์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

โดยครั้งนี้ แคนนอน เลือกโฟกัสกลุ่มธุรกิจที่กำลังมาแรงอย่างกลุ่มสตาร์ทอัพ ไม่ว่าจะเป็นทั้งแบบที่มีการเปิดร้านและแบบออนไลน์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงในไทยเป็นตลาดหลัก รวมถึงกลุ่มยูสเซอร์ ที่เป็นหน่วยงานหรือหน่วยงานราชการ

“ขนาดธุรกิจที่เราโฟกัสและเห็นว่ามีโอกาสมากคือ สตาร์ทอัพ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทในตระกูล G Series ที่มีเรื่องสปีด หัวพิมพ์ความทนทาน การเชื่อมต่อ ที่จะเข้าไปเติมเต็มความต้องการสำหรับการใช้งานของกลุ่มสตาร์ทอัพบ้านเราที่โตเยอะได้ดี” เนตรนรินทร์ กล่าวย้ำ

การเปิดตัวอิงค์เจ็ทรุ่นใหม่ในปีนี้ แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จัดขึ้นภายใต้งาน “แคนนอน อิงค์เจ็ท เวิลด์” (Canon Inkjet World) ซึ่งมีการขนเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท 2 ซีรีส์ รวม 5 โมเดล ตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่สำหรับลูกค้าธุรกิจ และมุ่งสร้างการตอกย้ำเพื่อเป็นผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทไทย

โดย มร.ฮิโรชิ โยโกตะ ประธานบริษัท และประธานกรรมการบริหาร บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยถึงยอดจำหน่ายเครื่องพิมพ์ในไลน์อิงค์เจ็ทว่า ในปี 2561 แคนนอน มียอดจำหน่ายเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท จำนวน 373,942 เครื่อง มีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น 40% ส่วนปี 2562 (ม.ค. – ส.ค. 2562) มียอดขาย 238,720 เครื่อง ยังคงมีส่วนแบ่งตลาด 40%

โดยคาดหวังการเติบโตของยอดขาย ในกลุ่มสินค้าเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ททะลุ 420,000 เครื่อง หรือเติบโต 12% ภายในสิ้นปี 2562 ซึ่งปีนี้ยังเป็นปีที่แคนนอน ประเทศไทย ครบรอบ 25 ปี ที่บริษัทต้องการรักษาการเติบโตที่แข็งแกร่งจากการกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่องต่อไป

เครื่องพิมพ์รุ่นใหม่จากงาน แคนนอน อิงค์เจ็ท เวิลด์

เปิดตัวทั้งหมด 5 รุ่น ภายใต้คอนเซ็ปต์ งาน “Simplify Life Maximize Business” ประกอบด้วย
• เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทในตระกูล G Series
ได้แก่ G6070 G5070 และ GM2070
• เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทสี ขนาด A3 ในตระกูล WG Series ได้แก่ WG7740 และWG7750F

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ
www.smmagonline.com

Share.