รับมือการเปลี่ยนผ่านของ “Value Chain” โลก

0

smmagonline – ถึงเวลาที่ต้องเตรียมรับมือกับช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transformation Period) ครั้งสำคัญของโลก ที่จะมีความเปลี่ยนผ่านในเรื่องต่างๆ หลายๆ เรื่อง ทั้งในเรื่องสังคม การเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนผ่านของระบบ “Value Chain” ของโลก อันประกอบด้วย ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และห่วงโซ่อุปสงค์ (Demand Chain) (เรื่องโดย ดร.สมภพ มานะรังสรรค์)

แนวโน้มของการเปลี่ยนผ่านด้านห่วงโซ่อุปทานนั้น จะมีทิศทางอยู่สองด้าน คือ การมุ่งพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ถ้าหากว่าประเทศนั้นๆ มีขนาดใหญ่พอตัวอย่างเช่น ประเทศจีน ที่จะมีสภาวะพลวัตของห่วงโซ่ อุปทานภายในประเทศ (Internal Supply Chain Dynamism) เป็นอย่างมาก

ความใหญ่โตของประเทศที่ประกอบด้วยประชากรรวม 1,400 ล้านคน หรือเกือบ 20% ของประชากรรวมของโลก ได้ส่งผลให้จีนเหมือนเป็นทวีปขนาดใหญ่ทวีปหนึ่งของโลกที่ประกอบไปด้วย 30 มณฑลและเขตปกครองพิเศษเทียบเท่ามณฑลที่แต่ละมณฑลเหมือนเป็นประเทศประเทศหนึ่งและบางมณฑลก็เป็นประเทศ “ขนาดใหญ่” เพราะมีประชากรนับร้อยล้านคน

จำนวนประชากรที่มีมากกว่าประเทศมหาอำนาจคู่แข่ง คือ สหรัฐฯ ถึง 4-5 เท่า (สหรัฐฯ มีประชากรประมาณ 330 ล้านคน) ทำให้จีนสามารถใช้ “พลัง” และ “พลวัต” ภายในประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้มาก ถ้าหากว่ามีนโยบายและมาตรการบริหารจัดการประเทศได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพพอ

เพราะแม้แต่รัฐที่มีขนาดใหญ่สุดของสหรัฐฯ คือ “แคลิฟอร์เนีย” ก็มีประชากรเพียงประมาณ 40 ล้านคน ซึ่งเท่ากับมณฑลขนาดเล็กของจีนเพียงแค่มณฑลเดียวเท่านั้น ขณะที่มณฑลขนาดใหญ่ๆ ของจีนเช่น “เหอนาน” “กวางตุ้ง” “เสฉวน” ฯลฯ มีประชากรในแต่ละมณฑลมากกว่ารัฐคาลิฟอร์เนียหลายเท่าตัว

ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังมีความได้เปรียบของระดับขั้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาคือ ประเทศ “เกิดใหม่” ขนาดใหญ่เทียบกับทวีปทั้งทวีป และยังเป็นประเทศรายได้ปานกลาง (Middle income country) คือมีรายได้ต่อหัวของประชากรเพียง 8,000-9,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยที่รายได้ต่อหัวของประชากรสหรัฐที่เกือบ 60,000 ดอลลาร์ต่อปีนั้น มากกว่าของจีนถึงประมาณกว่า 6 เท่าตัว

ความเป็นประเทศ “กำลังพัฒนา” และมีขนาดใหญ่มากๆ ของจีน ได้ส่งผลให้จีนสามารถใช้ปัจจัยภายในประเทศ (Internal factors) ของตนในการเป็น “ทัพหลวง” ในการขับเคลื่อนทางการพัฒนาได้อีกหลายขวบปีหรือแม้แต่เป็นเวลานับทศวรรษด้วยซ้ำไป

ตัวอย่างเช่น การใช้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และห่วงโซ่อุปสงค์ (Demand Chain) ที่เรียกรวมกันว่า “Value Chain” ภายในประเทศ เป็น “หัวหอก” สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนท่ามกลางความคุกรุ่นของลัทธิปกป้องทางเศรษฐกิจ (Economic Protectionism) และความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics Friction) ที่กำลังขยายตัวไปทั่วโลก โดยมีประเทศอภิมหาอำนาจโลกเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการดังกล่าว

จีนคงตระหนักดีว่า ขบวนการและมาตรการปิดกั้นจีนสู่สากลจะเกิดขึ้นในทุกรูปแบบนับจากนี้

เป็นต้นไป เพราะอภิมหาอำนาจโลกได้ตระหนักแล้วว่า จีนได้มีพัฒนาการมาถึงจุดที่จะสามารถต่อสู้แข่งขันหรือแม้แต่นำหน้าตนในหลายๆ เรื่องที่ตนเคยเป็นผู้นำโลกอย่างต่อเนื่องกันมา

ดังนั้น การหาทางขีดวงหรือขีดเส้น เพื่อไม่ให้จีนทะยานออกสู่สากลเพื่อแข่งขันกับตนได้ จึงเป็นนโยบายต่างประเทศที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของอภิมหาอำนาจชาติดังกล่าวที่มี “พลานุภาพ” ในทางสากลที่เหนือกว่าจีนในปัจจุบันมาก เพราะได้ขยายบทบาทและ “หยั่งรากลึก” ของความเป็นอภิมหาอำนาจโลกมาเนิ่นนานเป็นเวลาร่วมศตวรรษในช่วงที่ผ่านมา และได้ทวีบทบาทกล้าแข็งมากยิ่งขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เมื่อตนได้เป็น “ผู้นำ” สำคัญในการนำพาชาติพันธมิตรให้มีชัยเหนือคู่ต่อสู้ในสัประยุทธ์ของมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สิ้นสุดลงในปี 1945

ภายหลังศึก “สงครามเย็น” (Cold War) ที่ดำเนินติดต่อกันเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ ระหว่างค่ายทุนนิยมและค่ายสังคมนิยม ได้สร่างซาลงในปลายทศวรรษที่ 1980’s เพราะความพ่ายแพ้ (ยกแรกๆ) ของค่ายสังคมนิยมชาติอภิมหาอำนาจโลกหมายเลขที่ 1 ของโลกดังกล่าว ก็ยิ่งมีส่วน “บงการ” และ “ครอบงำ” โลกที่หนักมือและเหนียวแน่นเพิ่มมากขึ้น

จนกระทั่งถึงทศวรรษที่ 2010’s ที่อดีตผู้นำค่ายสังคมนิยมเดิมคือจีน ได้ผงาดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งด้วยโมเดลทางการพัฒนาที่เป็นระบบสังคมนิยมที่อิงกลไกหรือฐานทางการตลาด (Market Based Socialism) ที่ริเริ่มโดยรัฐบุรุษคนสำคัญของจีนนาม “เติ้ง เสี่ยวผิง” ที่ใช้นโยบายเปิดประเทศจีน (OpenDoor Policy) ตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1970’s ภายหลังจากที่ “ปิดกั้น” ตัวเองอยู่ภายใต้ระบบสังคมนิยมที่มุ่งแนวทางการสร้างสังคม “คอมมิวนิสต์” มาเป็นเวลานับทศวรรษ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960’s ถึงกลาง 1970’s ภายใต้โครงการปฏิวัติวัฒนธรรม(Cultural Revolution) ที่ “เหมาเจ๋อตุง” มีบทบาทนำที่สำคัญ “Market Based Socialism” หรือที่ผู้นำจีนเรียกระบบของตนว่า “Socialist Market Economy” หรือ “Socialism With China’s Characteristics” ส่งผลให้จีนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้ขยายตัวเติบใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว

จนหลายๆ ชาติมองจีนเสมือนเป็น “สิ่งมหัศจรรย์”ใหม่ของโลก เพราะเพียงไม่กี่ทศวรรษภายหลังการใช้นโยบายการพัฒนาดังกล่าว จีนก็สามารถนำพาตัวเองจากชาติยากจนที่มีขนาดใหญ่เหมือนทวีปให้ผงาดขึ้นมาเป็นประเทศกำลังพัฒนา (Developing Economies) ชั้นแนวหน้าของโลก เพราะสามารถมีขนาดของ GDP ที่มีมูลค่าใหญ่ ในอันดับที่ 2 ของโลกในปลายทศวรรษที่ 2000’s แทนที่ญี่ปุ่นภายหลังจากที่จีนดำเนินมาตรการ “Market Based Socialism” มาเพียงประมาณ 3 ทศวรรษภายหลังจากเริ่มดำเนินนโยบายเปิดประเทศที่เริ่มในปลายปี 1978 เป็นต้นมาเท่านั้นเอง

โดยที่ “ปัจจัย” หนึ่งที่สร้างความกังวลและ “หวั่นไหว” ให้แก่อภิมหาอำนาจโลกที่มองว่าจีนเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ (Strategic Competitor) ของตนก็คือการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ (Great Leap Forward) ทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีที่มีฐานรากมาจากปัญญาประดิษฐ์ (Artifcial Intelligence – AI) ของจีน ที่มีพัฒนาการที่รวดเร็วชนิดน่ามหัศจรรย์ เช่นที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

ยิ่งจีนเป็นผู้นำสำคัญของเทคโนโลยี 5G (The Fifth Generation Technology) ด้านไอที ที่จะยิ่งเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ด้วยแล้ว ก็ยิ่งสร้างความกังวลแก่อภิมหาอำนาจหมายเลขที่ 1 ของโลก และหาทาง “ปิดประตู” ขวางกั้นจีนไม่ให้ผงาดสู่สากลชนิด “จ้าละหวั่น” ในปัจจุบัน

เกี่ยวกับผู้เขียนรศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์:

ปริญญาเอกด้าน Economic Development จาก University เนเธอร์แลนด์ เป็นนักวิชาการรับเชิญในองค์กร และมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งในญี่ปุ่น มีตำแหน่งสำคัญ และราชการพิเศษมากมายแทบทุกกระทรวง ทบวง กรม ต่อเนื่องและสม่ำเสมอในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ สามารถคลุกเศรษฐกิจ การเงินและการเมืองเข้ากันอย่างมีรสชาติ นอกจากเป็นรองศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ยังเป็นผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชีย จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ปัจจุบันตำแหน่ง อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ
www.smmagonline.com

Share.