กสทช. พลิกโฉมธุรกิจดาวเทียมไทย ปลดล็อกผูกขาด สู่แข่งขันเสรี

0

SMmagonline – ระบบสัมปทานของไทยได้ถูกเปลี่ยนผ่านไปยังการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมมากขึ้น ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศถูกพัฒนาด้วยฟันเฟืองชิ้นสำคัญ บริษัทเอกชน และบริษัทต่างชาติจำนวนไม่น้อยสนใจลงทุนในหลายอุตสาหกรรมเมื่อมีการเปิดแข่งขันเสรี ซึ่งธุรกิจดาวเทียมก็เช่นกัน ตลาดกลุ่มนี้มีผู้เล่นน้อยรายมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เมื่อมีการปลดล็อกให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียม จึงเป็นที่จับตาของนักลงทุน โดย กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ มีหน้าที่จัดสรรและออกใบอนุญาตให้สอดรับกับโลกธุรกิจที่กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างไร้พรมแดนพร้อมกับการรักษาสมดุลบริษัทสัญชาติไทยให้มั่นคงอยู่ได้ โดยรัฐจะต้องไม่เสียผลประโยชน์ในการเปิดเสรีบนความเท่าเทียมกัน

หัวใจสำคัญในกำรออกใบอนุญาต แน่นอน ว่าจะเปิดให้มีการแข่งขันด้านกิจการดาวเทียมของประเทศไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม เพราะฉะนั้น จึงต้องใช้วิธีการออกใบอนุญาตเพื่อให้ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นรายเก่า หรือรายใหม่ สามารถเข้าสู่กิจการดาวเทียมได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นหลักการที่สากลและหลายประเทศให้การยอมรับ

พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองเลขาธิการ กสทช.) มองว่า ความยากในการเปิดตลาดของกิจการดาวเทียมที่มีมากกว่ากิจการโทรคมนาคมอื่นนั้นเนื่องจากกิจการโทรคมนาคมอื่นเป็นการแข่งขันกันภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีการเปิดให้มีการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมทั้งรายใหม่และรายเก่าแต่เมื่อบริษัทแม้ว่าจะเป็นสัญชาติต่างประเทศเข้ามาแต่ก็ยังคงเป็นการแข่งขันกันเฉพาะบนภาคพื้นดิน(Ground Segment) ในประเทศไทยเท่านั้น แต่การแข่งขันของกิจการดาวเทียมเป็นการเปิดการแข่งขันใน 2 มิติ คือ การแข่งขันทั้งในภาคอวกาศ (Space Segment) และภาคพื้นดิน (Ground Segment) กล่าวคือ เปิดโอกาสให้มีหลายบริษัทเข้ามาแข่งขันให้มีการพัฒนาดาวเทียมสัญชาติไทยไปสู่อวกาศ และเปิดโอกาสให้มีหลายบริษัทเข้ามาแข่งขันให้สามารถใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติในประเทศไทย หรือ (Landing Right) ได้ ทั้งนี้เพื่อการเปิดโอกาสให้เกิดบริษัทรายใหม่มาร่วมแข่งขันในการลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งๆ ขึ้น

ทั้งนี้ การเปิดเสรีใน 2 ด้าน หากถ้าเปิดด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปโดยไม่มีความสมดุลที่เหมาะสมก็จะทำให้อีกด้านประสบปัญหาไปด้วย สมมติถ้าเราเปิดให้มีการแข่งขันโดยให้มีการใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติในประเทศไทยที่มากเกินไป จนทำให้ดาวเทียมสัญชาติไทยไม่มีลูกค้าหรือไม่สามารถแข่งขันได้ ก็อาจจะทำให้ดาวเทียมไทยหายไปได้ ซึ่งทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ” จึงจำเป็นต้องมีดาวเทียมสัญชาติไทยอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องเปิดเสรีในการแข่งขันทั้งของไทยและต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนหรือผู้บริโภคได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากกิจการดาวเทียมอย่างสูงสุดโดยปราศจากการผูกขาด

โดยสิ่งที่ กสทช. จะต้องดำเนินการ มี 3 เรื่องหลักคือ

  1. การจัดทำแผนแม่บทบริหารสิทธิวงโคจรดาวเทียมซึ่งเสมือนเป็นแนวทางในการกำหนดทิศทางกิจการดาวเทียมไทยจะไปทางไหน? อย่างไร? โดยมีหลักการในการกำหนดสิทธิในการเข้าใช้วงโคจร หรือ ไฟลิ่ง (Filing) ที่รัฐต้องรักษาไว้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างไร?
  2. การออกประกาศหลักเกณฑ์วิธีการอนุญาต ให้บริษัททั้งรายเก่าและรายใหม่ มาใช้สิทธิวงโคจรดาวเทียมเพื่อให้สามารถส่งดาวเทียมสัญชาติไทยได้อย่างไร? และ
  3. การออกประกาศหลักเกณฑ์วิธีการอนุญาต ให้สามารถใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติ หรือ Landing Right เพื่อให้บริการในประเทศไทย ได้อย่างไร?

สิ่งท้าทายที่สำคัญในการจัดทำแผนบริหารสิทธิวงโคจรดาวเทียม คือ ในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนที่ดาวเทียมไทยคมจะหมดสัญญาสัมปทานกับรัฐบาลในวันที่ 11 กันยายน 2564 ซึ่งที่ผ่านมากิจการดาวเทียมเสมือนสุญญากาศ เนื่องจากบริษัท ไทยคม ต้องการจะยิงดาวเทียมดวงใหม่ เช่น ไทยคม 9 ก็ไม่สามารถทำได้หรือบริษัทอื่นใด เช่นกัน สำหรับความท้าทายในการออกประกาศทั้ง 2 ฉบับนั้น คือ จะสร้างสมดุลอย่างไรให้สามารถส่งเสริมดาวเทียมสัญชาติไทยให้ยืนหยัดต่อไปได้และมีบริษัทสัญชาติไทยสร้างดาวเทียมไทยให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากดาวเทียมต่างชาติที่สามารถให้บริการแก่ประชาชนหรือผู้บริโภคได้อย่างสูงสุดเช่นกันด้วย

สำหรับประกาศหลักเกณฑ์การขออนุญาตนั้นกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องใช้วิธีการประมูล ฉะนั้นวิธีการพื้นฐานที่จะนำมาใช้ในการออกใบอนุญาต สำหรับสิทธิ์วงโคจรหรือไฟลิ่งใหม่คือ เรายินดีสนับสนุนผู้ประกอบการทุกรายที่ทำตามเงื่อนไขมายื่นขอ ตามวิธีใครมาก่อนได้ก่อน (FIFO) ส่วนไฟลิ่งเดิมที่ยังไม่ได้ใช้งาน ก็จะมีการออกหลักเกณฑ์เพื่อให้มีการคัดเลือกด้วยวิธี Beauty Contest ซึ่งจะคัดเลือกจากบริษัทที่มีข้อเสนอให้รัฐและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด แต่ทั้งนี้จะต้องมีการเก็บค่าธรรมเนียม และค่าไฟลิ่งของแต่ละปีในราคาที่เหมาะสม ส่วนการใช้ดาวเทียมต่างชาตินั้นจะต้องมีเงื่อนไขในการเก็บค่าธรรมเนียมและค่าไฟลิ่งเช่นกัน รวมทั้งจะต้องมีเงื่อนไขเกี่ยวกับความมั่นคงซึ่งอาจจะมีเงื่อนไขที่จำเป็น เช่น ต้องมาตั้งสถานีภาคพื้นดินในประเทศไทยโดยจะต้องให้รัฐสามารถเข้าตรวจสอบได้ เป็นต้น

ทั้งนี้ ดาวเทียมต่างประเทศสัญชาติใดนั้น ควรจะให้สิทธิ์ดาวเทียมสัญชาติไทยใช้ช่องสัญญาณบนประเทศนั้นได้ด้วย เช่น ดาวเทียมของจีน เข้ามาโคจรมี Foot Print ในประเทศไทย นั่นหมายความว่า ดาวเทียมของไทยก็ควรสามารถใช้ช่องสัญญาณในจีนได้ด้วย เป็นลักษณะคล้ายๆ สายการบิน เช่น จีนมาลงที่ประเทศไทยได้ และสายการบินไทยก็ควรไปลงที่ประเทศจีนได้ จึงใช้คำว่า Landing Right เช่นกัน

การดำเนินการ ทั้ง 3 เรื่อง ดังกล่าว กสทช. มีเป้าหมายที่จะทำให้ได้ภายในสิ้นปีนี้หรือไม่เกินต้นปี 2563 เพื่อให้ช่วงเปลี่ยนผ่านไม่มีปัญหา โดยหลักเกณฑ์ในการให้ไฟลิ่ง ถ้าไฟลิ่งใดอยู่ภายใต้สัมปทานก็จะให้สิทธิ์บริษัทที่ได้สัมปทานนั้นจนสิ้นสัมปทานส่วนภายหลังสัมปทานนั้น ในหลักการ กำหนดไว้ในแผนว่า สิทธิ์ของไฟลิ่งนั้นจะต้องมาเป็นของรัฐเพื่อให้ กสทช. จัดสรรต่อไป จึงต้องแยกกันระหว่างสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดามเทียมหรือไฟลิ่งซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลวงโคจร หรือ Slot และข้อมูลคลื่นความถี่ที่ใช้งาน ซึ่งได้จากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือ ITU จะต้องตกมาเป็นของรัฐ ที่ให้ กสทช. มาบริหารจัดการ แต่สำหรับตัวดาวเทียมและสถานีรับ/ส่ง ซึ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์ อันนี้ภายหลังสัญญาสัมปทานก็จะตกเป็นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอีเอส ในฐานะเจ้าของสัญญาสัมปทาน ประเด็นนี้ก็จะเป็นความท้าทายอีกประการหนึ่งในการบริหารกิจการดาวเทียมไทยคมหลังหมดสัญญาสัมปทาน เพราะฉะนั้นแนวทางสามารถทำได้ คือ ให้กระทรวงดีอีเอส ซึ่งต้องการนำตัวดาวเทียมไปทำ PPT เพื่อหาบริษัทใดมาดำเนินการกับตัวดาวเทียม และกระทรวงก็จะต้องการให้บริษัทที่ดำเนินการกับดาวเทียมนี้ได้ใบอนุญาตไปโดยอัตโนมัติโดยไม่จำเป็นต้องให้ กสทช. จัด Beauty Contest เพื่ออนุญาต

ปัจจุบันบริษัทที่สนใจเปิดกิจการดาวเทียมมีค่อนข้างมากและส่วนหนึ่งเป็นบริษัทผลิตคอนเทนต์และมีกลุ่มธุรกิจดาวเทียมอยู่แล้ว ซึ่งสนใจมากที่จะเข้ามาทำธุรกิจในไทย โดยใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติ เพราะลงทุนน้อยกว่าการสร้างดาวเทียมเองและมีคอนเทนต์อยู่แล้ว ต่างกับบริษัทที่เป็นสัญชาติไทยก็ยังคงเป็นผู้เล่นรายเดิมที่สนใจจะสร้างดาวเทียมใหม่ขึ้นมาสำหรับผู้เล่นรายใหม่จำเป็นต้องมีการลงทุนและต้องมี Knowhow ด้วยจึงเป็นเรื่องที่อาจจะยากกว่าแต่หากมี Knowhow ใหม่ที่ดีก็จะสามารถไปได้ เนื่องจากเทคโนโลยีด้านดาวเทียมเป็นสิ่งที่มีวิวัฒนาการและประยุกต์ใช้งานใหม่ๆ ตลอดเวลา และ กสทช. ในฐานะผู้กำกับดูแลก็จำเป็นต้องส่งเสริมเพื่อให้เกิดดาวเทียมและรักษาไว้ซึ่งสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรของประเทศให้ได้ตามที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนด

ตัวอย่างประเทศเปิดแข่งขันเสรีดาวเทียม

มาเลเซีย ซึ่งเป็นการเปิดเสรีแบบมีข้อจำกัดมีเงื่อนไขโดยการให้บริการที่ประเทศมาเลเซียยังไม่อนุญาต คือ บอร์ดแคชDirect to home แต่สำหรับบรอดแบนด์นั้นมาเลเซียอนุญาตให้ทำได้

 

อินโดนีเซีย ซึ่งเปิดให้เกิดการแข่งขันเสรีเช่นกัน แต่ก็มีเงื่อนไขในลักษณะที่ต้องมีมาตรการในการช่วยให้รัฐสามารถทำไฟลิ่งสัญชาติอินโดนีเซียก่อน ซึ่งเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ ประเทศต่างๆ มีสิทธิ์ที่จะกำหนดให้รัฐได้ผลประโยชน์มากที่สุด

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดได้ที่ นิตยสารเอสเอ็ม และ
www.smmagonline.com

 

Share.