กรุงเทพฯ กับโอกาสในการเป็นเมืองหลวงของ Mainland ASEAN

0

SMmagonline – รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ผู้เชี่ยวชาเญเศรษฐกิจจีน ตั้งข้อที่น่าสังเกตว่า ในอาณาบริเวณอาเซียนแผ่นดินใหญ่ (Mainland ASEAN) มีกรุงเทพมหานครเท่านั้นที่จัดเป็น “Mega City” หรือ “Metropolitan Area” เพราะเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ของ “CLMV” ยังไม่สามารถเทียบเคียงกับกรุงเทพฯ ได้ แม้แต่นครโฮจิมินห์ของเวียดนาม ซึ่งต้องใช้เวลาอีกนับทศวรรษกว่าจะกลายเป็น “Mega City” ได้ และอีกหลายเหตุผลที่เชื่อว่ากรุงเทพฯ จะเป็นได้อย่างแท้จริง

Mega Cities อื่นๆ ของสมาชิกกลุ่ม ASEAN จะอยู่ใน “Maritime ASEAN” Members เช่น สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์จาการ์ตา มะนิลา ฯลฯ ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ ออกไปเมื่อเทียบกับนครหลวงหรือเมืองใหญ่อื่นๆ ของ “CLMV”

ในภูมิศาสตร์เดียวกันกับ “Mainland ASEAN” ก็เห็นจะมีนครคุนหมิงที่มีความเป็นเมืองใหญ่ ที่มีความเป็น “Metropolitan Area” สูง แต่ยังไม่ถึงขนาดเป็น “Mega City”

แต่การที่มณฑลยูนนานที่มีคุนหมิงเป็นเมืองเอกนั้นมีประชากรค่อนข้างมาก คือพอๆ กับสหภาพเมียนมาทั้งประเทศ หรือกว่าครึ่งของประเทศเวียดนาม และกำลังจะมีเส้นทางรถไฟความเร็วค่อนข้างสูงเชื่อมโยงกับไทย จะส่งผลให้กรุงเทพฯ มีความเป็น “Mega City” ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น

กรุงเทพฯ เป็น “นคร” ที่พัฒนาไปเป็น “มหานคร” อย่างต่อเนื่องในช่วงหลังจากสงครามโลก ครั้งที่ 2 ได้ยุติลงเป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1950’s และต้นทศวรรษที่ 1960’sเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยจากการใช้ระบบเศรษฐกิจที่ค่อนไปทางปิดภายใต้การนำของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ที่เป็นนายกรัฐมนตรีของไทยอย่างต่อเนื่องยาวนานรวมแล้วเป็นเวลานับทศวรรษๆ เปลี่ยนไปเป็นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ใช้ระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด (Market-Based and Open Economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยมาตรการทางการพัฒนาหลากหลายประการ เช่น

การส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบเสรีที่อิงกับการทำงานของกลไกตลาด เช่นการส่งเสริมการลงทุนและการค้า

ทั้งภายในและระหว่างประเทศ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยการใช้แผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 1 ที่เริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม 1961 การระดมสร้างกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Infrastructure) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ท่าเรือ สะพาน ระบบน้ำระบบไฟฟ้า ฯลฯ ที่ทำให้กรุงเทพฯ มีพัฒนาการและการขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามมา

จนกลายเป็น “นคร” และ “มหานคร” ที่มีประชากรอาศัยอยู่นับสิบๆ ล้านคน และมี “ขนาด” และลำดับขั้นทางการพัฒนาที่ทิ้งห่างบรรดาเมืองหลวงของประเทศเพื่อนบ้านบนแผ่นดินใหญ่ของสมาชิกอาเซียน (Mainland ASEAN) อย่างชัดเจนอันเนื่องมาจากมูลเหตุทั้งเศรษฐกิจสังคม การเมืองและความมั่นคงหลายต่อหลายประการ

พัฒนาการในทางวัตถุ (Materialistic Development) ของกรุงเทพฯ ที่มีมากกว่า “เมืองหลวง” ของประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนตอนส่วนบนหรือ “แผ่นดินใหญ่” ได้ส่งผลให้กรุงเทพฯ มีความเป็น “ศูนย์กลาง” ในภูมิภาคนี้มากยิ่งขึ้น แม้ว่าในเชิง “คุณภาพ” แล้วกรุงเทพฯ จะต้องมีการพัฒนาในด้านต่างๆ อีกมากมาย เพื่อไล่ให้ทันกับพัฒนาการในเชิง “ปริมาณ” ที่มีอยู่แล้วมากมายเหนือกว่าเมืองหลวงของประเทศเพื่อนบ้านหลายๆ ประเทศก็ตาม

ถ้า “คุณภาพ” ของการเป็น “มหานคร” (Mega City) ของกรุงเทพฯ ได้มีพัฒนาการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างจริงจังและทันการณ์ ศักยภาพของเมืองหลวงของไทยแห่งนี้ก็คงจะมีมากขึ้นตามมาอย่างแน่นอน และจะมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคม โดยมวลรวมของไทยเอง และส่งผลต่อการพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้านที่รายล้อมไทยอยู่ด้วย

สิ่งที่น่าคำนึงถึงก็คือ เราจะพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็น “มหาเมืองหลวง” (Super Capital) ของบรรดาเมืองหลวงในภูมิภาคนี้เช่น “CLMV” ฯลฯ ได้อย่างไร

สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือ การเพิ่มความเกื้อกูลทางการพัฒนาเศรษฐกิจ (Complementary Economic Development) ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านใน “Mainland ASEAN” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ “นคร” เช่น “เมืองหลวง” และ “เมืองท่า” ฯลฯ เป็นสื่อในการเชื่อมโยง

ตัวอย่างเช่น กรุงเทพฯ จะต้องเพิ่มความเกื้อกูลทางการพัฒนากับประเทศเพื่อนบ้านใน “CLMV” ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจธุรกิจ สังคม ฯลฯ

การที่ “CLMV” เป็นประเทศ “ผู้มาทีหลัง” ทางการพัฒนาเมื่อเทียบกับไทย เพราะขณะที่ไทยเริ่มดำเนินนโยบายและมาตรการเปิดประเทศอย่างจริงจังในสมัยที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นับตั้งแต่ต้น ทศวรรษที่ 1960’s นั้น ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนแผ่นดินใหญ่ ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ จนหลายๆ ประเทศต้องมี “สงคราม ภายใน” อย่างยืดเยื้อยาวนาน และต้องปิดประเทศโดยใช้ลัทธิการปกครองและสังคมนิยมเป็นเวลานับทศวรรษๆ ก่อนที่จะทยอยเปิดประเทศ โดยหันมาใช้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (Market Economy) ภายหลังไทยเป็นเวลาหลายทศวรรษ นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990’s นั้น เป็นต้นมา

ที่ส่งผลให้ประเทศในภูมิภาค “CLMV” ยังมีลำดับขั้นทางการพัฒนาที่ช้ากว่าไทยมาก แม้ว่าบางประเทศเช่นเวียดนามเริ่มเร่งมือพัฒนาเศรษฐกิจเศรษฐกิจอย่างหนักมือยิ่งขึ้น แต่จนถึงปัจจุบัน (ปี 2019) ขนาด GDP ของเวียดนามก็อยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่า GDP ของไทยเท่านั้น ทั้งๆ ที่เวียดนามมีประชากรมากกว่าไทยหลายสิบเปอร์เซ็นต์ (ไทยมีประชากรเกือบ 70 ล้านคน ขณะที่เวียดนามมีเกือบ100 ล้านคน)

ก่อนเวียดนามเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองเป็นสังคมนิยมในปี 1975 ไซง่อนในขณะนั้น (โฮจิมินห์ซิตี้ ในปัจจุบัน) มีลำดับขั้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่แตกต่างจากกรุงเทพฯ มากนักแต่หลังจากอยู่ในระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมที่ปิดตัวจากโลกภายนอกเป็นเวลานับทศวรรษ ก็ได้ส่งผลให้กรุงเทพฯ มีความขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) ที่มากและรวดเร็วกว่าโฮจิมินห์ซิตี้ (และฮานอย) เป็นอันมากโดยที่นครย่างกุ้งของสหภาพเมียนมาก็มีแนวโน้มที่ไม่แตกต่างจากกันเพราะครั้งหนึ่งในช่วงก่อนทศวรรษที่ 1960’s ย่างกุ้งกับกรุงเทพฯ ก็มีลำดับขั้นของความเป็นเมือง (Urbanization level) ที่ไม่ค่อยแตกต่างจากกันมากนัก

ทว่าภายหลังจากที่คณะปฏิวัติโดยการนำของนายพลเนวิน ยึดอำนาจขึ้นปกครองประเทศ พม่าก็หันไปใช้ระบบ “กึ่งสังคมนิยม” และปิดตัวจากโลกภายนอกหรือถูกนานาประเทศแซงค์ชั่น (Sanction) ทำให้พัฒนาการทางเศรษฐกิจเกิดอาการชะงักงันอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลาหลายต่อหลายทศวรรษนับตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมากว่าที่จะมาเปิดประเทศอย่างต่อเนื่องอีกครั้งหนึ่งก็เป็นเวลาไม่ถึงทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง

รศ ดร สมภพมานะรังสรรค์: จัดเป็นนักวิชาการที่เจิดจรัสมากคนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจจากการเป็นนักวิชาการรับเชิญในองค์กรและมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศญี่ปุ่น ๆ ในห้างหุ้นส่วนจำกัดต่างออกประเทศและต่างออกประเทศัหนังสือนอย่างมีรสชาตินอกจากเป็นรองศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ยังเป็นคุณผู้อำนวยหัวเรื่อง: การศู ย์จีนศึกษาสถาบันเอเชียจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปัจจุบัน ตำแหน่งอธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดที่ได้รับในนิตยสารและ
www.smmagonline.com

Share.