EGAT – บี.กริม เพาเวอร์ – Energy China ฟิวชั่นการผลิตไฟฟ้า ท็อปอัพความมั่นคงด้วยพลังงานสะอาด

0

SMmagonline-EGAT- บี.กริม เพาเวอร์ เดินหน้ามิติใหม่โรงไฟฟ้าลูกผสม ท็อปอัพไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนฐานผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ สร้างนวัตกรรมรวมมิตรเก็บทุกพลังงาน สร้างไอเดียพัฒนาเป็นโครงการพลังงานแสงอาิทตย์ทุ่นลอยน้ำแบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าบนฐานการผลิตเดิมที่ได้ทั้งเสถียรภาพ ความมั่งคงไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ได้เวลาเดินหน้าโครงการโซลาร์ลอยน้ำแบบไฮบริดใหญ่ที่สุดในโลกในไทย เมื่อ กฟผ. (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) ร่วมกับ กิจการร่วม บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) และเอ็นเนอร์ยี่ ไชน่า ผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้ารายใหญ่จากจีน ลงนามสัญญาจัดซื้อและก่อสร้างโครงการโซลาร์ลอยน้ำเขื่อนสิรินธรมูลค่ากว่า 842 ล้านบาท ซึ่งการร่วมมือครั้งนี้นับว่าเป็นการโชว์ศักยภาพพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำแบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลกในการสร้างเถสียรภาพและความมั่นคงไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ที่เพิ่มเติมเข้าไปในพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเดิม

พลเอกสมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาโครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร ระหว่าง กฟผ. กับกิจการค้าร่วม บี.กริม เพาเวอร์ ‘BGRIM’-เอ็นเนอร์ยี่ ไชน่า โดยมี เทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. เป็นผู้แทน กฟผ.ร่วมลงนามกับ ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม ปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ และ Mr. Wang Xinping ประธานกรรมการ บริษัท China Energy Engineering Group Shanxi Electric Power Engineering Co., Ltd. โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะกรรมการ กฟผ.กล่าวว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ของ กฟผ. เป็นการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานระหว่างโซลาร์เซลล์กับโรงไฟฟ้าพลังน้ำถือเป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำแบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทยที่ลดข้อจำกัดความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ สอดรับกับนโยบายสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาลตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับปัจจุบัน (PDP2018) และช่วยให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดลดการพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้า

โครงการโซลาร์ลอยน้ำแบบไฮบริดเป็นอย่างไร

เทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. กล่าวว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี เป็นการผลิตไฟฟ้าด้วยระบบผสมผสานระหว่างโซลาร์เซลล์บนทุ่นลอยน้ำ ที่จะผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางวันร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนของ กฟผ.ที่มีอยู่เดิม 

โดยนำระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System หรือ EMS) มาบริหารจัดการพลังงานทั้งสองประเภท ทำให้สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความต้องการของระบบไฟฟ้า โดยในอนาคตยังสามารถนำระบบกักเก็บพลังงานมาใช้ร่วมกับโครงการเพื่อสร้างเสถียรภาพของพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้า และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย 

สำหรับโครงการโซลาร์ลอยน้ำเขื่อนสิรินธรมีกำลังผลิต 45 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการกว่า 842 ล้านบาท จะใช้แผงโซลาร์เซลล์ชนิดดับเบิ้ลกลาสที่เหมาะสมกับการวางแผงโซลาร์เซลล์ใกล้ผิวน้ำที่มีความชื้นสูงและมีการเคลื่อนไหวของผิวน้ำอยู่ตลอดเวลา และใช้ทุ่นลอยน้ำชนิด HDPE ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม ติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมดบนพื้นที่ผิวน้ำกว่า 450 ไร่ โดยใช้ระบบส่งไฟฟ้าเดิมร่วมกับเขื่อนของ กฟผ. เช่น หม้อแปลง สายส่ง สถานีไฟฟ้าแรงสูงทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าในอนาคตมีราคาถูกภายหลังจากการลงนามในสัญญาแล้วคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ 12 เดือน และจะสามารถผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในเดือนธันวาคม 2563

ด้าน ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธาน บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) พูดถึงการลงนามฯครั้งนี้ว่า ถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวของบริษัทในการโชว์ศักยภาพในด้านพลังงานทุกมิติ และถือเป็นการพัฒนาโครงการพลังงานทดแทนของประเทศไทยที่มีการพัฒนาเพิ่มศักยภาพและมาตรฐานใรการพัฒนาธุรกิจด้านพลังงานทดแทนที่แข็งแกร่งขึ้นและต่อเนื่อง อีกทั้งได้สนองนโยบายของภาครัฐ รวมทั้งเป็นโอกาสที่จะทำให้บริษัทได้รับโอกาสในการพัมนาและดำเนินโครงการโซลาร์ทุ่นลอยน้ำในโครงการอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

ที่สำคัญการดำเนินงานของบีกริมฯ ยังเป็นการก้าวไปพร้อมกับความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อย่างเอ็นเนอร์ยี่ ไชน่า รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งสาธารณะประชาชนจีนที่มีข้อได้เปรียบด้านเงินทุน การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ และการพัมนาเทคนิควิศวกรรมในการพัฒนาโรงไฟฟ้าที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล 

ทั้งนี้ ปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการ (M&A) โรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ โดยคาดว่าประมาณกลางปี 2563 จะมีความชัดเจนอย่างน้อย 2 โครงการ ซึ่งจะทำให้รายได้บริษัทโตเพิ่มไม่ต่ำกว่า 20% จากเดิมที่ตั้งเป้ารายได้ในปีนี้โตตามแผนงานปกติ 10-20%

โดยโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจา เข่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในประเทศ โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯในมาเลเซีย โครงการโซลาร์ในฟิลิปปินส์ โครงการในเกาหลี เวียดนาม ฯลฯ ซึ่งแต่ละโครงการก็น่าจะมีความชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้มั่นใจว่าจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าตามเป้าหมาย 5,000 เมกะวัตต์ (MW) ภายในปี 65 จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิตที่ COD แล้ว 2,896 เมกะวัตต์

“คาดว่าบริษัทฯจะใช้เงินลงทุนในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นเงินคงเหลือจากการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ 8 พันล้านบาทเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่ไม่ว่าอย่างไร บริษัทก็จะเน้นควบคุมหนี้สินต่อทุน (D/E) ไม่เกิน 2 เท่า”

ปัจจุบัน BGRIM มีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้า SPP ใหม่ จำนวน 7 โครงการ กำลังผลิตรวมสุทธิรวมจำนวน 800 เมกะวัตต์ ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2565 โดยเป็นโรงไฟฟ้า SPP เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้า SPP จาก 5 โครงการ กำลังผลิตรวม 565 เมกะวัตต์ ที่จะหมดอายุในปี 2565 และโรงไฟฟ้า SPP ใหม่ 2 โครงการที่ย้ายพื้นที่จาก จ.ราชบุรี มาเป็น จ.อ่างทอง กำลังการผลิตรวม 240 เมกะวัตต์

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดที่ได้รับในนิตยสารและ
www.smmagonline.com

Share.