กลยุทธ์การพัฒนาของจีน ท่ามกลางการขัดแย้งสหรัฐ

0

SMmagonline-ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่ดีขึ้นเป็นอย่างมากนั้น เกิดจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ หาใช่ความสัมพันธ์ด้านการเมืองและความมั่นคงไม่ ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศที่ดีขึ้นชนิด “ผิดหูผิดตา” นั้น เกิดจากมูลเหตุต่างๆ

ดังเช่น ประการแรก ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนที่ปรากฏออกมาให้เห็นในหลายต่อหลายภาคส่วน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “สงครามการค้า” (Trade war) “สงครามเทคโนโลยี” (Tech war) ฯลฯ นั้น ทำให้จีนต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการพัฒนาเศรษฐกิจของตนเป็นอย่างมาก ทั้งการมุ่งสู่การใช้ปัจจัยภายในประเทศ (Internal factor) ของจีนเองและการปฏิสัมพันธ์ทางสากล

ในด้านปัจจัยภายในประเทศนั้น จีนมีแนวโน้มที่จะสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่มีบางท่านเรียกว่าเป็น “ห่วงโซ่อุปทานแดง” (The red supply chain) โดยการพึ่งพาตัวเองด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและการสร้างห่วงโซ่อุปทานโดยการพึ่งพา “พื้นที่เศรษฐกิจ” (Economic space) ภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยอาศัยความได้เปรียบของจีนในฐานะที่เป็นประเทศที่ใหญ่โต เปรียบเสมือน “ทวีป” ทั้งทวีป เพราะมีประชากรถึงประมาณ 1,400 ล้านคน ที่อาศัยการกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ประมาณ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร ที่ส่งผลให้จีนสามารถบริหารการแบ่งงานกันทำ(Division of labor) ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สภาวการณ์ดังกล่าว ได้ส่งผลให้จีนสามารถพึ่งพาตนเอง (Self sufficiency) ได้ในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นฐานทางอุปทาน (Supply base) หรือฐานทางด้านอุปสงค์ (Demand base)รวมทั้งด้านเซมิคอนดัคเตอร์หรือชิฟคอมพิวเตอร์ต่างๆ

ถ้าจีนสามารถพึ่งพาการผลิต semiconductors ได้เอง ตามเป้าที่กำหนดไว้คือ พึ่งพาได้ 40% และ 70% ในปี 2020 และ 2025 ตามลำดับ ของจำนวน semiconductors ทั้งหมดที่ใช้ภายในประเทศ จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก (Global supply chain) ของอุตสาหกรรมนี้เป็นอย่างมาก

ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ในช่วงที่ผ่านมาอุปสงค์จีน (China’s demand) ต่อผลิตภัณฑ์เซมิคอนดัคเตอร์

มีผลต่อพัฒนาการของอุตสาหกรรมดังกล่าวในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศตะวันตกและประเทศตะวันออกเป็นอย่างมากเพราะจีนเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกว่าครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั่วโลกที่มีมูลค่ากว่า 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปี

หากจีนประสบความสำเร็จในการผลิตและสามารถพึ่งพาผลิตภัณฑ์semiconductors ได้เองเป็นส่วนใหญ่และสามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ (Domestic supply chain) ที่เข้มแข็งขึ้นได้ จะสร้างปัญหาให้แก่อุปทานของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในตลาดโลกเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีอุปสงค์จากจีนที่มีขนาดใหญ่โตและมีพลวัตมากมายรองรับ

อุปสงค์จีนที่ขาดหายไปหรืองวดตัวเอง อาจลดทอนแรงจูงใจของบรรดา startups หรือ Talents ในสาขาที่เกี่ยวข้องในการค้นคว้าสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะผลตอบแทนจากการทุ่มเทหยาดเหงื่อและแรงงานของตนจะมีไม่มากเหมือนที่เคยเป็นมา

ไม่เพียงเท่านั้น ภายใต้กระแสการปกป้องและกีดกันทางเศรษฐกิจ (Economic protectionism)

ที่ถูกจุดกระแสโดย “Donald Trump” ภายใต้นโยบายอเมริกาต้องมาก่อน (America first) จะส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศขนาดใหญ่หรือประเทศที่มีลำดับขั้นทางการพัฒนาที่สูง ต้องหันไปใช้นโยบายพึ่งพาตัวเอง (Self-sufficiency) มากยิ่งขึ้นซึ่งเท่ากับเป็นการลดทอนอุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีเช่นsemiconductors ฯลฯ มากยิ่งขึ้นไปอีก

การพึ่งพาตนเองของจีนในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวภายในประเทศ ส่งผลให้จีนมีการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครือธุรกิจเดียวกัน (In-house production) หรือมีการผลิตแบบการรวมตัวในแนวดิ่ง (Vertical Integration) เพิ่มมากขึ้น

ถ้าหากโมเดลการผลิตดังกล่าวยังไม่เพียงพอ ผู้ผลิตในจีนก็อาจจะซื้อหาจากบรรดา “Suppliers” อื่นๆ ภายในจีนเองก่อน ซึ่งสามารถทำได้ง่ายกว่าประเทศอื่นๆ ในฐานะที่จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเหมือนกับทวีปขนาดใหญ่ ที่แต่ละมณฑลของจีนจะมีขนาดเท่ากับประเทศๆ หนึ่ง และบางมณฑลก็เป็น “ประเทศ” ขนาดใหญ่เพราะมีประชากรนับร้อยล้านคนเช่นมณฑลเหอหนาน กวางตุ้ง เสฉวน ฯลฯ

ในด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศนั้น จีนมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางในการบริหารห่วงโซ่อุปทานที่มีขอบข่ายกว้างขวางชนิดครอบคลุมทั้งโลก (The global supply chain) โดยมีจีนเป็นศูนย์กลางการผลิต จนส่งผลให้จีนได้รับฉายาว่า โรงงานแห่งโลก (The global workshop)

ในหลายภาคส่วนเช่นด้านเทคโนโลยีที่จีนให้ความสำคัญเป็นอย่างมากนั้น มีความเป็นไปได้สูงที่จีนจะลดการพึ่งพาและการปฏิสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้ว (Advanced Western Economies) ลง โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศที่มองว่าจีนเป็นปรปักษ์ และเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ (Strategic competitor) ของตน

แต่ด้วยระดับขั้นทางการพัฒนาเทคโนโลยีภายในจีนเองที่แม้ว่าได้มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นมากในช่วงประมาณ 1-2 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ก็ยังล้าหลังกว่าประเทศพัฒนาแล้วในตะวันตกหลายๆ ประเทศเป็นอันมาก ทำให้จีนอาจไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศได้ทันต่อพลวัตแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีโลก

(The global technological development dynamism) ที่มีความ “ถี่กระชั้น” และเต็มไปด้วยพลังแห่ง

การแข่งขันเช่นที่เป็นอยู่ และจะมีมากยิ่งขึ้นชนิดตัวกระโดด (Exponential competition) นับจากบัดนี้เป็นต้นไป

เมื่อเหลียวมองรอบๆ ตัว จีนอาจจะพบว่า เหล่าประเทศที่จีนจะสามารถพึ่งพาได้มากที่สุด ก็คือบรรดาประเทศเพื่อนบ้านและเขตเศรษฐกิจ ที่ตั้งอยู่รายรอบประทศจีนเอง ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน “Information Technology” (IT) ซึ่งเป็นแก่นแกน (Core) ที่สำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรม (Manufacturing technologies) ด้านการแพทย์ (Medical-related technologies) ด้านชีวภาพ (Biotechnology) ในหลากหลายลักษณะและรูปแบบ ฯลฯ

แม้ว่าประเทศและเขตเศรษฐกิจข้างต้นได้มีช่องว่างทางความสัมพันธ์กับจีนในด้านปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ(Non-economic relationships) เช่น ด้านสังคม การเมือง และความมั่นคงไม่ใช่น้อย แต่ “เค็ก” ทางเศรษฐกิจในจีนนั้น ก้อนช่างใหญ่โตและ “เตะตา” บรรดาประเทศต่างๆ ข้างต้นมากมายเหลือเกิน

เพราะสำหรับด้านปัจจัยทางเศรษฐกิจ (Economic factor) แล้ว จีนและบรรดาประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าวต่างเป็นเศรษฐกิจที่มีความเกื้อกูลกันสูง (Highly complementary economies) ที่สามารถนำไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค (Regional supply chain collaboration) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น ทั้งในด้านอุปทาน (Supply side) และด้านอุปสงค์ (Demand side)

ในด้านอุปทานนั้น ขณะที่จีนเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่โตที่สุด จนได้รับฉายานามว่าเป็นโรงงานแห่งโลกนั้นประเทศและเขตเศรษฐกิจที่รายล้อมจีนอยู่ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ก็มีระดับขั้นทาง

การพัฒนาด้านการวิจัยและพัฒนา (Research and Development – R&D) ที่สูงในระดับที่ไม่เป็นรองบรรดาประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้วทั้งหลายที่หลายต่อหลายประเทศ ไม่อาจเป็นกลุ่มที่เป็นมิตรต่อจีนได้ในระยะยาว (China’s unfriendly countries)

รศ. ดร. สมภพ มานะรังสรรค์: จัดเป็นนักวิชาการที่เจิดจรัสมากคนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจจากการเป็นนักวิชาการรับเชิญในองค์กรและมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศญี่ปุ่น ๆ ในห้างหุ้นส่วนจำกัดต่างออกประเทศและต่างออกประเทศัหนังสือนอย่างมีรสชาตินอกจากเป็นรองศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ยังเป็นคุณผู้อำนวยหัวเรื่อง: การศู ย์จีนศึกษาสถาบันเอเชียจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปัจจุบัน ตำแหน่งอธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดที่ได้รับในนิตยสารและ
www.smmagonline.com

Share.