Delivery Vs สะดวกซื้อ ศึกข้ามสายพันธุ์ เอาใจผู้บริโภครักสบาย

0

SMmagonline-ในยุคที่ New gen กำลังทรงอิทธิพลสูงขึ้นเรื่อยๆ การตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบายหรือ Convenience จึงกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของภาคธุรกิจเพราะไม่ว่า Gen-Y หรือ Gen-Z ต่างไม่ชอบการรอคอยและรักที่จะมีอิสระมากขึ้น

ปัจจัยนี้กำลังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาคธุรกิจเดิมต้องนำมาปรับกลยุทธ์ ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้กับธุรกิจใหม่ๆ เปิดตัวเข้ามารองรับความต้องการเหล่านี้ อย่างเช่น ธุรกิจฟู้ด เดลิเวอรี่ (Food Delifery) ซึ่งขณะนี้มูลค่าตลาดแตะระดับ 3 หมื่นล้านและมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นอีกจากโอกาสที่ยังเปิดกว้างอีกมาก และอาจจะถึงระดับที่กลายเป็นผลกระทบลุกลามถึงธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ซึ่งจะใช่หรือไม่นั้นต้องจับตากันต่อไป

Consumer Insight ดันมูลค่าตลาด Food delivery ทะลุ 30,000 ล้าน

Food-Dlivery-Grab_SMmagonline

สำหรับอัตราเร่งที่สำคัญในตลาด Food on demand หรือ Food delivery มาจากพฤติกรรมผู้โภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ทั้ง Gen- Y, Gen –Z ซึ่งชอบการตอบสนองที่มากกว่ารวดเร็วแต่ต้องทันทีทันใด ขณะเดียวกันก็ต้องสะดวก ไม่ยุ่งยาก ไม่ชอบอากาศร้อน ไม่ชอบฝุ่น นอกจากนี้อาจจะมีตัวแปรอื่นๆ เข้ามาสนับสนุนอีก อย่างการแพร่ระบาดของไวราโคโรน่า หรือ โควิด-19 (Covid-19)

อย่างไรก็ตาม คนยุคใหม่ยังชอบที่จะได้เลือก โดยยอมแลกกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นประกอบกับทุกวันนี้คนไทยเกือบ 100% มีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือตลอดเวลาและคุ้นเคยกับการใช้แอพลิเคชั่นที่อำนวยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น รวมถึงการซื้ออาหารด้วย

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ฟู้ดเดลิเวอร์รี่เป็นตลาดที่ร้อนแรงมาตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ยังคงเป็น Rising Star Service สะท้อนชัดจากมูลค่าตลาดซึ่งใช้เวลาไม่นานก็ไต่ระดับถึงหลักหมื่นล้านไปเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่ปี 2560 พุ่งต่อเนื่องเป็น 26,000 ล้านบาท ถัดมาในปี 2561 ยังขยายตัวสูงถึง 30,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2562 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่ามีมูลค่ตาดอยู่ที่ระดับ 35,000 ล้านบาท

แนวรบในตลาดใกล้จุดประทุ

ในสถานการณ์ที่ความต้องการในตลาดกำลังลื่นไหลสู่จุด “Peak” หลายแบรนด์ในตลาดพยายามใช้กลยุทธ์เพื่อชิงฐานลูกค้าโดยกลยุทธ์หลักคือการนำเสนอด้านปริมาณและความหลากหลายของร้านอาหาร โดยขณะนี้ ไลน์แมน (LINE MAN) เคลมว่ามีจำนวนร้านอาหาในแพลตฟอร์มากกว่า 50,000 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนแกร็บฟู้ด (GRAB FOOD) 4,000 ร้านใน 20 จังหวัด และ ฟู้ดแพนด้า (FOODPANDA) 1,000 ร้านใน 21 จังหวัด

นอกจากนี้แนวรบที่กำลังดุเดือดคือ “ราคา” ซึ่งเกมนี้แกร็บฟู้ดมีความได้เปรียบเพราะวางระดับไว้ต่ำสุดในตลาด ขณะที่รายอื่นเลือกที่จะแทรกซึมเข้ามาผ่านการจัดแคมเปญด้านราคาในระยะสั้น เช่น แคมเปญราคาเหมา 29 บาทในระยะ 6 กิโลเมตรโดยร่วมกับร้านอาหารประมาณ 1,000 ร้าน

ขณะที่ ฟู้ดแพนด้า ใช้วิธีร่วมกับร้านอาหารในแพลตฟอร์มเพื่อทำแคมเปญ เช่น ให้ส่วนลดค่าส่ง ฟรีค่าส่งหรือแถมอาหารหรือเครื่องดื่ม เป็นต้น

ไม่เว้นแม้แต่แกร็บซึ่งมีราคาตั้งต้นต่ำอยู่แล้ว โดยในปีที่ผ่านมา จัดแคมเปญใหญ GrabFood 8.8 Mega Sale ซึ่งให้ส่วนลดสูงถึง 80% และดีลพิเศษจากพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร 250 แห่งและปิดท้ายปีด้วยแคมเปญ11.11 ซึ่งเป็นโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 ฯลฯ

เมื่อความสะดวกสบายในการซื้อหาอาหารการเกินสะดวกยิ่งขึ้นเพียงกดสมาร์ทโฟน รอ และอาหารหรือเครื่องดื่มจะส่งถึงประตูบ้านหรือถึงที่ทำงานแถมเป็นอาหารปรุงสดใหม่ มีประโยชน์ จากผักสด เนื้อสัตว์ที่ใหม่ จากร้านอร่อย มีชื่อมีฝีมือ หรือร้านที่รีวิวในโลกออนไลน์ ทั้งที่มีแบรนด์และไม่มีแบรนด์ ซึ่งเหล่านี้สามารถเลือกได้ตามความต้องการ ด้วยราคาค่าบริการที่คุ้มค่ากว่าการเดินทางไปหาซื้อเอง

คำถามคือหากปัจจัยเหล่านี้ มีโอกาสที่จะทำให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้ออาหารมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจากเดิมที่เมื่อหิวหรือต้องการอาหารเร่งด่วนจะเดินไปที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อหาอาหารแช่แข็งหรือแช่เย็น ซึ่งแน่นอนว่ามีให้เลือกไม่มากและเป็นรูปแบบเดิมๆ ราคาก็ใกล้เคียงกับอาหารริมถนนหรือ Street Food มาสู่การใช้บริการเดลิเวอรี่มากขึ้น ที่น่าสนใจมากขึ้นครั้งนี้ผู้บริโภคมีต้นทุนในการ Switching Cost ในการใช้บริการที่ต่ำ

convenience-store-food_SMmagonline

เมื่อร้านสะดวกซื้อ ต้องเจอกับ “บริการสะดวกกว่า”

สำหรับร้านสะดวกซื้อที่ผ่านมาได้หันมาให้ความสำคัญกับการทำตลาดสินค้าในกลุ่มอาหารอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งมีปัจจุบันสัดส่วนรายได้ 70% มาจากสินค้าอาหารซึ่งสอดคล้องกับการวางตำแหน่งของแบรนด์ไว้ที่“คอนวีเนียน ฟู้ดสโตร์” ไม่ต่างกับเชนร้านสะดวกซื้ออื่นๆที่หันมาสร้างจุดขายและความแตกต่างด้วยสินค้ากลุ่มอาหารไม่ว่า แฟมิลี่มาร์ทหรือลอว์สัน 108 ที่นำเมนูอาหารญี่ปุ่นเข้ามาสร้างโอกาสในการชิงกำลังซื้อจากเซเว่น อีเลฟเว่น

อย่างไรก็ตาม ด้วยจุดอ่อนของประเภทอาหารที่ส่วนใหญ่เป็นอาหารสำเร็จรูปแช่เย็นและแช่แข็งและต้องอุ่นก่อนรับประทาน และส่วนใหญ่เป็นเมนูจากข้าว,แป้งและเนื้อสัตว์ ซึ่งที่ผ่านมาเซเว่นอีเลฟเว่นมองเห็นถึงอุปสรรคของสินค้าอาหาร จึงทำการทดลองโมเดลร้านที่มีเมนูปรุงสดใหม่ในราคาที่ใกล้เคียงกับร้านอาหารริมถนนออกมาให้บริการแต่ยังจำกัดอยู่ในวงแคบๆ

นอกจากเซเว่นอีเลฟเว่นเองก็คงมีความกังวลกับภัยคุกคาครั้งใหม่อยู่เช่นกัน ดั่งจะเห็นจากการทดลองให้บริการจัดส่งสินค้าถึงที่โดยเริ่มให้บริการในช่วงปลายปีที่ผ่านมาเฉพาะสาขาซอยบรมราชชนนี 4 และ สาขาบริเวณหมู่บ้านสีวลี-ราชพฤกษ์ ให้บริการตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม สำหรับวิธีการใช้งานทำได้ด้วยการ ทักแชท Official LINE ของเซเว่นอีเลฟเว่น ระบุสินค้าที่ต้องการ เลือกชำระเงินได้ 2 ทางคือ เงินสดและทรู มันนี่ วอลเลต โดยซื้อขั้นต่ำ 100 ขึ้นไปสั่งฟรีภายในเวลาประมาณ 30 นาที

ร้านสะดวกซื้อเองได้พัฒนาบริการด้านต่างๆมากขึ้นเพื่อรักษาทราฟฟิคในการเข้าใช้บริการ เช่น แบงก์กิ้งเอเย่นต์ที่สามารถฝาก ถอน โอนหรือล่าสุดสามารถเปิดบัญชีธนาคารผ่านเทคโนโลยีสแกนใบหน้า(Facial Recognition)เพื่อยืนยันตัวตนเพื่อเปิดบัญชีใหม่ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสในเซเว่น อีเลฟเว่น โดยไม่จำเป็นต้องไปที่สาขาของธนาคาร

All-Service-7-11-SMmagonlineหรือล่าสุดได้ยกระดับความสะดวกหนักขึ้นผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์ม “All Service” ประกอบด้วยรวมบริการต่างๆในที่เดียว เช่นขนส่งพัสดุ สปีด-ดี, ซื้อ พ.ร.บ.-ต่อภาษีรถยนต์และจักรยานยนต์, ชำระบิล, ขายตั๋วคอนเสิร์ต-กีฬา-เดินทาง, ซัก อบ รีด,และบริการล่าสุดร้านสะดวกซัก 24 ชั่วโมง “ออลลอนดรี้ บาย อ๊อตเทริ”ซึ่งขณะนี้มี 1 สาขาและมีแผนที่จะขยายเพิ่มอีก

การเคลื่อนตัวของทั้งสองธุรกิจมีนัยสำคัญไม่น้อยและเป็นสิ่งที่น่าติดตาม แม้ว่าขณะนี้คำตอบจะยังห่างไกล แต่เชื่อว่าต้องมีจุดที่เป็น“ผลกระทบ”ขึ้นได้ระหว่างฟู้ดเดลิเวอรี่กับร้านสะดวกซื้อไม่มากก็น้อย เพราะต่างเป็นธุรกิจที่มุ่งตอบสนองที่ความสะดวกรวดเร็วเช่นเดียวกัน

ทำความรู้จัก กับ Lazy Consumer

lazy-economy-SMmagonline

จากการสัมมนาของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU ซึ่งได้รายงานถึง LAZY ECONOMY ว่าจัดเป็นเทรนด์เศรษฐกิจใหม่ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย เพื่อช่วยลดการทำงานเล็กๆ น้อยๆ และนำเวลาไปทำงานที่สำคัญมากขึ้น โดยมีปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการเติบโต​จากพฤติกรรมรักความสบาย และการพัฒนาของเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ CMMU ได้สำรวจพฤติกรรมของกลุ่ม Lazy Consumer ในประเทศไทยจากการทำวิเคราะห์เชิงลึกผ่านกลุ่มตัวอย่าง 1,200 คน ทั้งจากกลุ่ม Gen Z,Y, X และ Baby Boomers โดยพบว่า 10 กิจกรรมที่คนไทย ขี้เกียจทำมากที่สุด คือ 1.ออกกำลังกาย 84%, 2.รอคิวซื้อของ 81%, 3.ทำความสะอาดบ้าน 77%,

4.อ่านหนังสือ​ และทำอาหาร ในสัดส่วนเท่ากันที่ 70%6. การพูดหรือพบเจอคนเยอะๆ​ และการดูแลผิวพรรณตัวเอง สัดส่วนเท่ากันที่ 68%,  8.เรียน/ทำงาน 65%  9.ออกไปช้อปปิ้ง 64% และ 10. การเดินทางไปไหนมาไหน ในสัดส่วน 60%

มูลค่าตลาด Food delivery

ปี 2560 26,000
ปี 2561 30,100
ปี 2562 *35,000

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

หมายเหตุ : *ประมาณการณ์

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

Share.

mother-day-2563-smmagonline