วีซ่า ออกโครงการช่วย 10 ล้านร้านค้าในเอเชียแปซิฟิก กระตุ้นการฟื้นตัวผ่านการค้าในรูปแบบดิจิทัล

0

SMmagonline – วีซ่าประกาศความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือ 10 ล้านธุรกิจขนาดย่อยทั่วเอเชียแปซิฟิก เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอี ร้านค้าท้องถิ่น ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ด้วยหลากหลายโครงการและโซลูชั่น เน้นให้สามารถเติบโตได้ด้วยรูปแบบดิจิทัล จากการเปิดรับการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลที่เป็นที่ต้องการมากขึ้นในปัจจุบันกับความต้องการในการชำระเงินในรูปแบบไร้เงินสด

นอกจากนี้วีซ่ายังได้ก่อตั้งสถาบันส่งเสริมเศรษฐกิจของวีซ่า [Visa Economic Empowerment Institute (VEEI)] ที่เน้นประเด็นทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรวมไปถึงความท้าท้ายของวิกฤติที่ส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอี และลดช่องว่างในการทำงานระหว่างเชื้อชาติและเพศ

visa-smmagonline

โดย 10 ล้านร้านค้าที่เข้าร่วมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการระดับโลก ที่ วีซ่า จะให้การสนับสนุนจาก 50 ล้านร้านค้าขนาดเล็กทั่วโลก ธุรกิจขนาดเล็กจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เศรษฐกิจในแต่และชุมชนฟื้นตัวขึ้นมาได้ พวกเขามีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการจ้างงานทั่วโลก และเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากวิกฤตนในครั้งนี้ โดยในเอเชียแปซิฟิก ธุรกิจเอสเอ็มอี มีมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจทั้งหมดและมีการจ้างแรงงานมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์

นอกจากผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้วโควิด-19 ยังช่วยเร่งสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าในรูปแบบดิจิทัล เพราะผู้คนเริ่มหาวิธีการใหม่ๆในการชำระเงินเพื่อลดการสัมผัส ตลอดจนการซื้อสินค้าออนไลน์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการรณรงค์อยู่บ้านหยุดเชื้อจึงทำให้มีการซื้อสินค้าออนไลน์มากกว่าในร้านค้า

  • ในเอเชียแปซิฟิก 41 เปอร์เซ็นต์ ของผู้บริโภคมีการทำธุรกรรมอีคอมเมิร์ซอย่างน้อย 5 ครั้งในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา
  • 3 ใน 4 ของผู้บริโภคในภูมิภาค กล่าวว่า พวกเขาจะยังคงใช้วิธีการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลแทนที่จะกลับไปใช้เงินสด แม้ว่าวิกฤติในครั้งจะผ่านพ้นไปแล้วก็ตามที

“การค้าทั่วเอเชียแปซิฟิกได้ปรับตัวสู่ระบบดิจิทัลในช่วงวิกฤตโควิด-19 เพราะผู้คนได้มีการสั่งซื้อสินค้าจำเป็นในช่องทางออนไลน์ ตลอดจนมองหาความปลอดภัย และลดการสัมผัสในการชำระเงิน” คริส คลาร์ก ประธานบริหาร ของวีซ่า ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว

เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก วีซ่าได้ออก 4 มาตรการในการส่งเสริมการค้าออนไลน์และการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมด้วยแผนงานในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ซึ่งแบ่งออกเป็นมาตรากร ตามด้านล่างนี้

ส่งเสริมธุรกิจให้เข้าสู่ระบบดิจิทัล: วีซ่าได้สร้างศูนย์รวมข้อมูลออนไลน์ในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะมีเครื่องมือต่างๆ รวมถึงข้อเสนอและข้อมูลจากพันธมิตรในการเริ่มต้นและดำเนินกิจการในรูปแบบดิจิทัลสำหรับธุรกิจร้านค้าขนาดเล็ก วีซ่าได้ร่วมมือกับอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มชั้นนำ อย่าง Shopify และ Boutirในการช่วยเหลือร้านค้าท้องถิ่นให้สามารถรับการชำระเงินในรูปแบบออนไลน์ โดยวีซ่าจะขยายความร่วมมือไปยังพันธมิตรระดับโลกอย่าง IFundWomen ที่จะมาช่วยเหลือร้านค้าในเอเชียแปซิฟิก และให้ความรู้ในการทำการค้าในรูปแบบดิจิทัลแก่เจ้าของกิจการขนาดเล็กที่เป็นผู้หญิงในอินเดีย

กระตุ้นการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัล: การทำให้การตอบรับเทคโนโลยีการชำระแบบไร้สัมผัสเป็นเรื่องง่าย มีความรวดเร็ว และมีมาตรฐาน ซึ่งมีความสำคัญในการช่วยให้การค้ามีความคล่องตัว และปลอดภัยยิ่งขึ้น วีซ่าได้ดำเนินการเพื่อแนะนำวิธีการรับการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลที่ต้นทุนต่ำ รวมถึงโซลูชั่นที่สามารถลดระบบการทำงาน ณ จุดขาย และเปลี่ยนสมาร์ทโฟนของร้านค้าให้กลายเป็นจุดรับชำระเงิน

โดยวีซ่าได้ร่วมกับพันธมิตรในการเปิดโซลูชั่นอย่าง Tap to Phone ผ่านสมาร์ทโฟนที่มาเลเซีย โดยจะขยายไปยังประเทศอื่นๆในเอเชียแปซิฟิก อย่าง ออสเตรเลีย ฮ่องกง อินเดีย ไต้หวัน และเวียดนาม เป็นลำดับต่อไป

นอกจากนี้ วีซ่า ยังได้สนับสนุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถทำการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลสำหรับ การทำการค้าระหว่างธุรกิจทำกับธุรกิจ (B2B) ด้วยการชำระเงินในการจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบดิจิทัลผ่านบัตรเครดิตเพื่อการทำธุรกิจของวีซ่า เอสเอ็มอีสามารถใช้เครื่องมือในการเข้าถึงข้อมูลและได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่มีประสิทธิภาพสูง

วีซ่าได้รวบรวมข้อเสนอสุดพิเศษจากพันธมิตรมามอบให้แก่เอสเอ็มอีที่ใช้บัตรเครดิตเพื่อการทำธุรกิจของวีซ่า ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแพลตฟอร์มบัญชีผ่านคลาวด์การทำการตลาดในรูปแบบดิจิทัล และหลักสูตรสำหรับมืออาชีพ

การให้การสนับสนุนพื้นที่ในชุมชน: การเป็นพันธมิตรร่วมกับวีซ่าช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าท้องถิ่นมากขึ้น และยังเป็นการตอกย้ำว่าสถานที่ที่พวกเขาเลือกซื้อนั่นสำคัญ โครงการ Back to Businessของวีซ่า ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถค้นหาร้านค้าที่ยังเปิดให้บริการในช่วงวิกฤติหรือภัยธรรมชาติ ซึ่งตอนนี้เปิดให้ใช้บริการแล้วในรูปแบบออนไลน์ที่ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา และจะมีการขยายไปทั่วโลกในลำดับถัดไป

ล่าสุด วีซ่าเปิดตัวโครงการ “Where You Shop Matters” ที่ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการ และกระตุ้นให้ผู้บริโภคสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กมากขึ้น โดยวีซ่าจะขยายโครงการนี้ไปยังตลาดเอเชียแปซิฟิกอื่นๆ เช่นฮ่องกง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ในอนาคต

การพัฒนาจุดยืนและนโยบาย: นอกเหนือจากความคิดริเริ่มในการสร้างโครงการ “Where You Shop Matters” วันนี้วีซ่าได้ประกาศถึงการจัดตั้งของสถาบันส่งเสริมเศรษฐกิจ ที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหา เจาะลึกการเติบโตของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อยและการเปลี่ยนแปลงช่องว่างของความแตกต่างทางเชื้อชาติและเพศ

โดยโครงการหลักที่จะเกิดขึ้นในระยะหกเดือนข้างหน้าจะมุ่งเน้นในเรื่องของการฟื้นฟูและการกลับคืนสู่สภาวะปกติภายหลังวิกฤต การเปลี่ยนแปลงในชุมชนเมือง การกำจัดช่องว่างด้านโอกาสในความเท่าเทียมกัน และข้อมูลเชิงลึกเพื่อเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจแบบอาชีพอิสระ (gig economy)

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า

“ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการในครั้งนี้ วีซ่าประเทศไทยได้นำเอาความรู้ความสามารถที่มีอยู่มาช่วยเหลือพร้อมร่วมงานกับพันธมิตรฟินเทคเพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดย่อยและขนาดย่อมสามารถก้าวสู่การทำธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลได้โดยโครงการ Everyone Speaks Visa ที่เพิ่งเปิดตัวไปจะเข้ามาช่วยให้ธุรกิจไม่ว่าจะขนาดใดก็สามารถรับการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลที่ทั้ง รวดเร็ว สะดวก และปลอดภัยได้

“ณ ตอนนี้ธุรกิจเริ่มกลับมาตื่นตัวอีกครั้งและผู้บริโภคได้เริ่มกลับไปเลือกซื้อสินค้าที่ร้านค้ามากยิ่งขึ้น วีซ่ายังคงตั้งมั่นที่จะมอบประสบการ์การค้าที่ดีให้ทั้งแก่ผู้ซื้อและผู้ขายด้วยการเปิดรับการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลโดยวีซ่าได้ร่วมมือกับร้านค้าพันธมิตรทั่วประเทศในการเพิ่มจุดรับชำระเงินในรูปแบบคอนแทคเลส เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในปัจจุบันที่ผู้คนมองหาการชำระเงินแบบดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น”

การประกาศในวันนี้ต่อยอดความมุ่งมั่นของวีซ่า จากมูลนิธิวีซ่า (Visa Foundation) ที่ได้ประกาศไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาในการจัดเตรียมเงินมูลค่า210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อบรรเทาความเสียหายจากวิกฤตโควิด-19 และเป็นแผนระยะยาวในการช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมและรายย่อยต่อไปในอีก 5 ปีข้างหน้า

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

Share.