อีซูซุ นวัตกรรมเปลี่ยนโลกธุรกิจยานยนต์

0

SMmagonline – Digital Disruption และ COVID-19 ได้ทำให้เกิด “ชีวิตวิถีใหม่” (New Normal) ซึ่งแตกต่างจากเดิมการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคมีความซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้เกิด “เส้นทางใหม่ของผู้บริโภค” (The New Customer Journey) เช่นนี้แล้ว

อีซูซุจึงมุ่งใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ทั้งในเชิงคุณค่าในการใช้งาน (Functional Value) และคุณค่าด้านอารมณ์ความรู้สึก (Emotional Value) สร้างความแตกต่าง (Differentiation) เพื่อทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในแบรนด์ กล้าซื้อ และกล้าบอกต่อส่งผลให้อีซูซุกลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ที่อยู่ในใจผู้บริโภคไทย

 

ท่ามกลางวิกฤต และภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งอย่างมากและมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น จึงจะสามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้” ปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวพร้อมเผยถึงการบริหารอีซูซุ แบรนด์ยานยนต์ค่ายใหญ่ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานกว่า 63 ปี ว่าปีนี้ถือว่าการทำธุรกิจล้วนเต็มไปด้วยความท้าทายยิ่งยวดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และโอกาสที่ฟื้นตัวไม่ง่ายนัก

คำถามคือ เมื่อตลาดรวมยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเช่นนี้ ธุรกิจจะเดินหน้าไปต่อได้เช่นไร คำตอบจาก ปนัดดำ คือ ต้องพยายามรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ควบคู่ไปกับการเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนหลังวิกฤต COVID-19

ซึ่งจะทำได้เช่นนี้ ต้องไม่หยุดพัฒนาธุรกิจให้เท่าทันยุคดิจิทัล รู้จักนำเทคโนโลยีมาช่วยในการจัดการระบบหน้าบ้าน หลังบ้าน พร้อมกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และที่สำคัญคือ ต้องพัฒนาบุคลากรในองค์กรเพราะทีมงานคือ พลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวผ่านความพลิกผันและวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวคิดทำธุรกิจที่ยึดมั่น Brand Purpose ของ “วิถีอีซูซุ” (The Isuzu Spirit) คือ “ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา” และไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาองค์กร สิ่งเหล่านี้เองทำให้แม้เกิดวิกฤต ธุรกิจก็จะสามารถผ่านพ้น ผ่อนจากหนักเป็นเบาได้ โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา อีซูซุ เดินหน้าเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างในแง่ของเทคโนโลยี เมื่อเห็นเทรนด์ของเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจมากขึ้นนั้น กลุ่มอีซูซุมีการคาดการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดจาก Digital Disruption จึงได้ลงทุนจำนวนมหาศาลในการปรับเปลี่ยนระบบ IT ใหม่หมด ไม่ว่าจะเป็นการทำระบบ IT-10 ของบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด, ระบบ i-Win ของบริษัท ตรีเพชรอีซูซุลีสซิ่ง จำกัด, ระบบ T-SIS ของบริษัท ตรีเพชรอินชัวรันส์เซอร์วิส จำกัด และระบบ MIRAI ของผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศ ตลอดจนมุ่งพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้มี 2 คุณสมบัติอันโดดเด่นคือ มีความยืดหยุ่นสูง (Flexibility) และมีความสามารถรอบด้าน (Well-Roundedness) โดยบุคลากรจำเป็นต้องพัฒนาทักษะเดิมที่มีอยู่ พร้อมกับการเรียนรู้สิ่งใหม่โดยการมีกระบวนการคิดแบบ Growth Mindset ควบคู่ไปกับการ Reskill/Upskill เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการดำเนินธุรกิจขององค์กรที่เปลี่ยนแปลงไป

แม้แต่ช่วงที่เกิดวิกฤต COVID-19 อีซูซุก็ปรับเปลี่ยนโมเดลการทำตลาดเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ โดยเน้นการทำแบบ Hybrid Marketing คือใช้ทั้งการตลาดแบบออนไลน์และออฟไลน์เข้ามาผสานเชื่อมโยงกันแบบไร้รอยต่อ มีการวางแผนการตลาด โดยวิเคราะห์ทุกจุดที่อีซูซุมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภค (Touch Points) และตลอดเส้นทางของผู้บริโภคตั้งแต่ก่อนซื้อ ระหว่างซื้อ และหลังการซื้อสินค้าหรือบริการ เพื่อให้สามารถพัฒนาวิธีการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากขึ้น และวางแผนกลยุทธ์ในอนาคตเพื่อสร้างความพอใจให้แก่ลูกค้าและรักษาฐานลูกค้าไว้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การเตรียมพร้อมพัฒนาทุกมิติเช่นนี้ ทำให้ อีซูซุ สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภค และวิกฤตต่างๆ โดยใช้ประโยชน์จากการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) ได้อย่างเต็มรูปแบบ และสร้างแบรนด์ให้กลายเป็นที่จดจำของลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย

ส่วนแผนการทำธุรกิจในปีที่หนักหน่วงนี้ เพื่อเข้าไปอยู่ในใจลูกค้า ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่น และตัดสินใจซื้อยานยนต์ภายใต้แบรนด์ อีซูซุ ให้ได้มากที่สุด ทางกลุ่มตรีเพชรได้ร่วมมือกับผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศ ดำเนินการปรับโฉมโชว์รูมและศูนย์บริการอีซูซุคอนเซ็ปต์ใหม่ภายใต้แนวคิด “The TOUCH” (Trust, Omotenashi, Understanding, Community and Hi-Tech) เพื่อยกระดับความพอใจของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์อีซูซุให้สูงยิ่งขึ้น

ซึ่งการผนึกกำลังกับพันธมิตรทางธุรกิจครั้งสำคัญนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอีซูซุครบเครื่อง ทั้ง “ฮาร์ดแวร์” อย่างโชว์รูมและศูนย์บริการรูปแบบใหม่ และด้าน “ซอฟต์แวร์” ที่มีการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการด้านต่างๆ โดยยังคงนำเอกลักษณ์การบริการตามแบบฉบับอีซูซุที่สั่งสมมายาวนานกว่า 6 ทศวรรษ ที่เข้าใจความต้องการของลูกค้าคนไทย รวมทั้งได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการอำนวยความสะดวก มาช่วยผสมผสาน พัฒนาสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้กับลูกค้าเมื่อเข้ามาที่โชว์รูม และศูนย์บริการ อีซูซุ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยภายในสิ้นปีนี้คาดว่า จะสามารถเผยโฉมโชว์รูมและศูนย์บริการให้บริการตามคอนเซ็ปต์ใหม่ได้กว่า 300 แห่งทั่วประเทศรวมมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 4.3 พันล้านบาท นับเป็นเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ที่สำคัญ นอกจากเต็มสปีดการทำตลาดรถยนต์มือหนึ่งป้ายแดงเต็มสูบแล้ว ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ก็มองหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ล่าสุดทาง ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ ได้ขยายธุรกิจไปสู่ตลาดรถมือสอง ที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมสูงจากตลาดผู้บริโภคไทย โดยได้ตั้งบริษัทขึ้นมาดูแลธุรกิจนี้อย่างจริงจัง ภายใต้ชื่อบริษัท “โอมาคาเสะ คาร์” จำกัด เพื่อยกระดับมาตรฐานการซื้อ-ขายรถมือสองในเมืองไทย ด้วยการจำหน่ายรถมือสองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเน้นเรื่องคุณภาพสูง ประวัติชัดเจนเชื่อถือได้ พร้อมการันตีการซ่อมบำรุงจากช่างผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งบริการสินเชื่อจากสถาบันการเงินชั้นนำเพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการซื้อขายรถยนต์มือสอง

ปนัดดา กล่าวถึง แนวคิดการทำธุรกิจใหม่ที่กำลังมาแรงนี้ว่าคำว่า “โอมาคาเสะ” (Omakase) ในภาษาญี่ปุ่น แปลว่า “วางใจให้เราดูแล” ดังนั้น นิยามของการดำเนินธุรกิจ “โอมาคาเสะ คาร์” จึงหมายถึงการไว้ใจให้เราคัดสรรรถยนต์มือสองคุณภาพสูงทุกประเภท ธุรกิจใหม่นี้แตกต่างไปจากธุรกิจขายรถมือสองทั่วไปคือ ลูกค้าสามารถเลือกซื้อผ่าน www.omakasecar.com ได้สำหรับลูกค้าที่ต้องการเห็นรถจริงและทดลองขับสำหรับการตัดสินใจซื้อ ก็มาที่สาขาของ “โอมาคาเสะ คาร์” ทั้ง 2 แห่งคือ บริเวณถนนรัตนาธิเบศร์ กับถนนเกษตร-นวมินทร์ และเตรียมพบกับอีก 2 สาขา บนทำเล กรุงเทพฯ และ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ได้ภายในปีนี้

ในฐานะที่ดูแลองค์กรใหญ่ ธุรกิจยานยนต์แถวหน้าในไทย ปนัดดา ย้ำเจตนารมณ์ของธุรกิจว่า มุ่งหวังที่จะเป็นกลุ่มบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยจิตวิญญาณของ “SME” โดยไม่ป่วยเป็น “โรคขององค์กรขนาดใหญ่” (Big Company Syndrome) โดยต้องการให้การบริหารองค์กรขนาดใหญ่นี้ ไม่เป็นดังเช่นเรือบรรทุกน้ำมันหรือเรือขนส่งสินค้า แต่เป็นดั่งเรือลาดตระเวนความเร็วสูงที่สามารถเปลี่ยนแปลงความเร็วอัตราเร่ง หรือเส้นทางได้โดยเสรีและรวดเร็ว เพราะในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างเฉียบพลัน โดยมี เทคโนโลยีและ COVID-19 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคให้รวดเร็วกว่าเดิมนั้น องค์กรที่ไม่สามารถมีความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินงานได้อย่างทันเหตุการณ์แล้ว จะไม่สามารถอยู่รอดได้อย่างแน่นอน

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

Share.