โมเดอร์นฟอร์ม Sensible Solution For Modern Lifestyle พลิกโฉมธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ด้วยเทคโนโลยี

0

SMmagonline – โมเดอร์นฟอร์ม แบรนด์ที่อยู่ในวงการเฟอร์นิเจอร์มานานกว่า 40 ปี เปลี่ยนมุมคิดทำธุรกิจใหม่ภายใต้แนวคิด Sensible Solution For Modern Lifestyle ที่มุ่งสร้างสินค้าที่เป็นมากกว่าเฟอร์นิเจอร์ แต่เป็น Smart Furniture, Smart Living ที่ผสานการใช้ชีวิตและเทคโนโลยีให้เป็นหนึ่งเดียวแบบไร้รอยต่อ เพื่อตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์ และยกระดับประสบการณ์ลูกค้าทุกเจเนอเรชัน

ตลอดหลายทศวรรษโมเดอร์นฟอร์ม มุ่งสร้างเฟอร์นิเจอร์ที่ดีที่สุดทั้งในแง่ของการออกแบบ และฟังก์ชันการใช้งาน เพื่อให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและดีขึ้น โดยที่ผ่านมาพัฒนาสินค้าเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามสมัย ล่าสุดในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต ในแง่ของการพัฒนาสร้างสรรค์สินค้าก็ต้องให้ตอบโจทย์ดังกล่าว และนี่เองจึงเป็นที่มาของการประกาศทำรีเฟรชแบรนด์ครั้งสำคัญในปีนี้ ซึ่ง กิติพัฒก์ เนื่องจำนงค์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์นฟอร์ม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ย้ำว่า การรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยน logo แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงานใหม่ เพื่อสร้างโมเดลธุรกิจ และยุทธศาสตร์การทำธุรกิจแบบใหม่ๆ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมปักธงวิสัยทัศน์ใหม่ ที่จะเป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่นักออกแบบ เจ้าของบ้าน และเจ้าของกิจการชื่นชอบมากที่สุด

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของการพัฒนาธุรกิจ โมเดอร์นฟอร์ม ให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ และสร้างความแข็งแกร่งในสายธุรกิจในกลุ่มรีเทล ซึ่งจะเป็นช่องทางการตลาดสำคัญที่ทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวคือการเดินหน้าดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “ทนดำพื For Modern Lifestyle” คือ โมเดอร์นฟอร์ม ต้องการพัฒนาและหา Solution ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ซึ่งการทำ Solution สำหรับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์หนึ่งในหลายๆ เทรนด์ คงหนีไม่พ้น ไลฟ์สไตล์ X เทคโนโลยี

กิติพัฒก์ เปิดใจว่า การทำ Collaboration กับแบรนด์ที่เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีอยู่แล้ว ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่จะทำให้โมเดอร์นฟอร์มสร้างสรรค์สมาร์ทเฟอร์นิเจอร์ได้ในเวลาที่เหมาะเจาะที่ตลาดกำลังต้องการแนวคิดดังกล่าวคือที่มาของการร่วมมือกันระหว่างโมเดอร์นฟอร์ม และเสียวหมี่ ทำโปรเจกต์ “Modernform x Xiaomi” ที่ผนึกกำลังช่วยกันออกแบบและพัฒนาเฟอร์นิเจอร์ชุด “Modernspace Series (โมเดิร์นสเปซซีรีส์)” ภายใต้แนวคิด “Seamless Connection Life and Technology (ผสานการใช้ชีวิตและใช้เทคโนโลยีให้เป็นหนึ่ง)” ซึ่งเป็นชุดเฟอร์นิเจอร์ ที่ครอบคลุมกลุ่มของ Living Space, Resting Space, Cooking Space และ Working Space ที่มีนวัตกรรมการออกแบบมาเพื่อสร้างพื้นที่ให้ชีวิตกับเทคโนโลยีเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อนั่นเอง

การผนึกกำลังข้ามสายธุรกิจในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ Collaboration ที่นำสินค้าของทั้ง 2 แบรนด์มารวมกันแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำจุดแข็งของโมเดอร์นฟอร์ม ที่เชี่ยวชาญเรื่องของเฟอร์นิเจอร์ การออกแบบสินค้าที่เข้าใจไลฟ์สไตล์การใช้งานของผู้บริโภค มาผสานกับจุดแข็งทางด้านเทคโนโลยีของเสียวหมี่เพื่อร่วมกันคิด สร้างสรรค์สมาร์ทเฟอร์นิเจอร์ เพื่อผู้บริโภครุ่นใหม่ที่วันนี้ต้องการเฟอร์นิเจอร์ทั้งดีไซน์ คุณภาพ และเทคโนโลยี ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวก การทำงานไม่มีสะดุด

“โจทย์ของการทำงาน คือ พัฒนาทำ Smart Living โดยนำเทคโนโลยีของบ้านมาเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตในทุกพื้นที่ภายในบ้านอย่างไม่จำกัด อย่าง Smart Living Room ห้องนั่งเล่นพื้นที่สำคัญ สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน, Smart Home Ofce พื้นที่ทำงานภายในบ้านที่มาพร้อมดีไซน์การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่สวยงาม เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่รื่นรมย์ยิ่งขึ้น รวมทั้งต้องมีฟังก์ชันการใช้งานที่รองรับอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่จำเป็น, Smart Kitchen การออกแบบครัวที่เน้นเรื่องการดูแลรักษาความสะอาด มีพื้นที่จัดเก็บให้เป็นระเบียบ รวมทั้งสามารถเชื่อมต่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อให้การทำอาหารเป็นเรื่องที่สนุกและสะดวกมากกว่าที่เคย และ Smart Bedroom เพื่อให้ทุกการนอน คือการพักผ่อนที่แท้จริง โดยมีการจัดแบ่งพื้นที่จัดเก็บเป็นสัดส่วน ทั้งยังป้องกันการรบกวนการนอนจากคลื่นแม่เหล็กที่มาจากมือถือและแก็ดเจ็ตต่างๆ ซึ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานให้สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้หมด ยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตของคนได้ทุกเพศทุกวัย”

การร่วมมือกับเสียวหมี่ในครั้งนี้ไม่เพียงแค่สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการทำธุรกิจของ โมเดอร์นฟอร์ม ที่ยิ่งชัดเจนในแง่ของการบุกตลาดลูกค้ารีเทล โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาช่วยสร้าง Value และสร้างความต่างไปจากผู้เล่นรายอื่นๆ แต่ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดผ่านความแข็งแกร่งของพันธมิตร ทำให้ โมเดอร์นฟอร์มเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้กว้างและมากกว่าเดิม

ที่ผ่านมา รายได้หลักของ โมเดอร์นฟอร์ม กว่า 70% มาจากโมเดลธุรกิจแบบ B2B คือ ลูกค้ากลุ่มโครงการ คอนโด สำนักงาน ฯลฯ ส่วนอีกราว 30% คือ ลูกค้ากลุ่มรีเทลทั่วไป ซึ่ง กิติพัฒก์ เผยว่า ตอนนี้ โมเดอร์นฟอร์มเล็งเห็นแล้วว่า ตลาดค้าปลีก (B2C) ในปัจจุบันยังมีโอกาสโตอีกมาก ทางโมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป ได้หันมาทำตลาดรีเทลมากขึ้นเพราะเชื่อว่า ตลาดนี้จะเป็นอีกหนึ่งตลาดหลักสำคัญที่ทำให้องค์กรโตได้อย่างยั่งยืน โดยได้มีการพัฒนาทำตลาดออนไลน์อย่างหนักผ่านกลยุทธ์ O2O คือ Online To Offline ทำให้ยอดขายโตมากขึ้น

ส่วนเคล็ดลับการทำตลาดแบบ O2O ในช่วงที่ผ่านมาว่าในขณะที่แบรนด์อื่นๆ อาจใช้กลยุทธ์เรื่องของราคามาสร้างความต่างระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ คือ ขายผ่านออนไลน์ในราคาถูกกว่ามาดูที่ร้าน แต่สำหรับ โมเดอร์นฟอร์ม ไม่เน้นแข่งที่ราคา แต่เน้นให้ข้อมูลลูกค้าผ่านทางออนไลน์ ลูกค้าสอบถามได้ทุกอย่าง ที่ทำเช่นนี้ เพราะเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าเมื่อต้องการซื้อสินค้าที่มีราคาสูงจะหาข้อมูลทางออนไลน์ จากนั้นจะมาที่หน้าร้านเพราะต้องการเห็นของจริง ต้องการเช็กว่าสเปกจริงตามข้อมูลที่ให้ไว้ เมื่อมาดูเห็นของจริงแล้วก็ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น จากเดิมที่เคยใช้เวลาดูสินค้าที่โชว์รูมนานกว่า 40 นาที ก็เหลือแค่ 10 นาที การปิดการขายทุกอย่างเร็วขึ้น ซึ่งการทำตลาด O2O ในยุคนี้ได้ผลที่ดี ช่วยผลักดันยอดขายได้หลายเท่าตัว

ข้อดีของการทำ Collaboration ครั้งนี้ว่า ประโยชน์ที่ได้จากความร่วมมือกับเสียวหมี่ ไม่ใช่แค่เรื่องของการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ยังช่วยให้แบรนด์โมเดอร์นฟอร์ม เข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ๆ ที่เป็นลูกค้าของเสียวหมี่ได้อีกด้วย

ส่วนเทรนด์ของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ กิติพัฒก์ ยอมรับว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ทุกการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยังต้องดูความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก คือ ถ้าเอามาผสมผสานกันมากเกินไปอาจไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องการเช่น ลูกค้าซื้อโซฟาหนึ่งตัวก็อยากใช้งานไปนานๆ แต่ถ้าภายในโซฟานั้นมีเทคโนโลยีมากมาย แต่พอใช้ไปสักพัก ตัวโซฟายังดีอยู่แต่ต้องเปลี่ยนเพราะเทคโนโลยี แบบนี้ลูกค้าอาจบอกว่าขอโซฟาแบบธรรมดาดีกว่า ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทุกอย่างต้องตั้งอยู่ตรงกลาง ไม่มากหรือน้อยไป คือถ้าไม่รู้จักใส่นวัตกรรมลูกค้าก็จะมองว่าเชยไม่ตอบโจทย์ แต่ถ้ามีแต่ของใหม่ๆ ล้ำๆ ลูกค้าก็อาจจะกังวลไม่กล้าใช้ หรือรู้สึกว่าเกินความจำเป็นไป ดังนั้น ไม่ว่าจะนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาส่วนใดก็ตาม ต้องติดตามความต้องการ และการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

อย่างการทำโปรเจกต์ Modernform x Xiaomi ที่นำเทคโนโลยีมาผสานอยู่ในเฟอร์นิเจอร์ออกสู่ตลาดครั้งนี้ ก็มาจากการศึกษาความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ แล้วหลังจากนี้ก็ต้องติดตามผลดูว่าตอบโจทย์การใช้งาน ช่วยให้ลูกค้ามีประสบการณ์ดีขึ้นแค่ไหนเพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า โมเดอร์นฟอร์ม เป็นมากกว่าเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป ผลิตภัณฑ์มีมิติที่แตกต่างที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากกว่าที่ผ่านมา

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

Share.