เจียไต๋ พัฒนาจุดแข็งต่อยอดธุรกิจเกษตร สู่ความยั่งยืน

0

SMmagonline – เกษตรเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ถือว่าได้รับอานิสงส์ในเชิงบวกจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะในระหว่างช่วงล็อกดาวน์ หลายคนหันมาปลูกผักอยู่บ้าน แต่กระนั้น ก็ไม่มีธุรกิจใด ที่จะหยุดอยู่นิ่งได้โดยไม่ปรับแผนรองรับสถานการณ์ต่างๆ

ในทางตรงกันข้าม หากองค์กรมีการปรับตัวอยู่เสมอแล้วจะยิ่งมีภูมิคุ้มกันดี เพราะตื่นตัวและมีความพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างฉับไว นั่นคือเหตุผลที่ทำให้องค์กรที่มีลักษณะดังกล่าวมักอยู่ในสถานะของผู้นำธุรกิจ โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือเล็ก เพราะองค์กรเช่นนี้มักจะมีการค้นหาสิ่งใหม่ๆ ให้กับองค์กรอยู่เสมอ

เหมือนเช่นที่ บริษัท เจียไต๋ จำกัด องค์กรอายุยืนยาวที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตนเอง ยังคงมีแนวคิดการบริหารและโมเดลธุรกิจขององค์กรที่พร้อมปรับตัวและเข้ากันได้กับวิถีความปรกติใหม่ของการดำเนินธุรกิจ หรือ New Normal Business ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

chiatai-ceo-vision-2020-smmagonlineมนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร (ซีอีโอ) บริษัท เจียไต๋ จำกัด ซึ่งเพิ่งคว้าปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากรั้วเกษตรศาสตร์มาหมาดๆ จะมาเปิดเผยวิธีคิดการทรานส์ฟอร์มองค์กร ทั้งในด้านของการปรับตัวสู่ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ซึ่งเป็นเรื่องของระบบต่างๆ ภายในองค์กรที่ต้องปรับให้เข้ากับยุคสมัยในแง่มุมต่างๆ และการทรานส์ฟอร์มองค์กรให้มีวัฒนธรรมในการขับเคลื่อนนวัตกรรม (Culture of Innovation) ที่ส่งผลต่อการสร้างการเติบโตให้กับองค์กร

มนัส เล่าว่า สิ่งที่ทำให้เจียไต๋เติบโตต่อเนื่องส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาและปรับเปลี่ยนมาตลอด และยังคงมีโครงการอีกมากมายที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน เพราะอยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยนจากการเป็น Input Provider ไปสู่การเป็น Service Provider ที่ตั้งเป้าหมายไว้ โดยมีจิ๊กซอว์อีกหลายชิ้นที่ต้องต่อเติม เพื่อให้ธุรกิจครบวงจรอย่างสมบูรณ์ภายใต้จุดยืนว่าเจียไต๋เป็นประหนึ่งหุ้นส่วน ที่เป็นทั้ง คู่ค้า คู่คิด คู่ทำ ในลักษณะของการบูรณาการธุรกิจการเกษตรครบวงจรให้กับทั้งเกษตรกรและคู่ค้า รวมทั้งพันธมิตรใหม่ๆ จากการขยายบทบาททางธุรกิจ

“ในอดีต การปลูกแตงกวาต้องใช้เมล็ดพันธุ์จำนวนมาก โดยผลิตผลที่ได้อยู่ที่ประมาณ 1-2 ตันต่อไร่ แต่หลังจากที่เราได้เริ่มการปรับปรุงพันธุ์ หรือ Breeding ทำให้การใช้เมล็ดพันธุ์สำหรับการปลูกต่อไร่ลดจำนวนลงมาก และผลิตผลก็เพิ่มมากขึ้นที่ 5-6 ตันต่อไร่ ซึ่งส่งผลดีต่อเกษตรกรผู้ปลูก ทั้งเรื่องรายได้และการสร้างความมั่นคงทางอาชีพ”

ธุรกิจเกษตรพัฒนาเห็นผล แต่ในทางตรงกันข้ามวิถีของเกษตรกรกลับยังคงเดิม ปลูก เก็บผลิตผล ขายแล้วจบไม่มีการพัฒนาต่อ โดยเฉพาะกระบวนการหลังเก็บเกี่ยว (Post Harvest) หรือแม้กระทั่งการพัฒนาเพื่อลดความสูญเสียและควบคุมการผลิตให้ได้ปริมาณตามที่กำหนดโดยไม่ปล่อยให้เกิดความเสี่ยงจากภาพแวดล้อม ซึ่งเจียไต๋ อยู่ในช่วงทดลองแก้ปัญหาในส่วนนี้

ขณะที่การปรับปรุงพันธุ์ที่กล่าวถึงเป็นส่วนหนึ่งที่ มนัส ดึงผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการต่างๆ เข้ามาในองค์กรและจัดให้มีการปรับปรุงพันธุ์อย่างจริงจังมานานและนับเป็นการสร้างนวัตกรรมให้กับด้านการเกษตรของไทยและเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับการยอมรับในผลงานที่เกิดผลทั้งต่อองค์กร เกษตรกร และวงการอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มนัส ได้รับพระราชทานปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิจัยและพัฒนาการเกษตร คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2563 ที่ผ่านมา

“เจียไต๋ ที่คนรอบข้าง หรือพนักงานเองก็พูด เขามองเรามั่นคง เป็นเหมือนสถาบันที่พัฒนาด้านเกษตรซึ่งเป็นพื้นฐานของประเทศ ซึ่งไทยถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ แต่ความจริงเรามีหลายเรื่องที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ เหมือนเรื่องเมล็ดพันธุ์ตอนที่ผมเข้ามาทำงานบริษัท ตอนนั้นบริษัทอายุ 60 ปี เมืองไทยยังไม่มี Breeding เลย แต่รายได้เกษตรกรขึ้นกับผลิตผลที่ได้ เราจึงมองเห็นโอกาสและหันมาทำด้านนี้ โดยเริ่มจากแตงกวา แล้วก็มาพริก มะเขือเทศ ไล่ไปทีละชนิด”

ที่ผ่านมา บริษัทยังมีการทรานส์ฟอร์มองค์กรเพื่อไปสู่เป้าหมายโดยแบ่งเป็นดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน และการทรานส์ฟอร์มองค์กรเพื่อให้เกิด Culture of Innovation มีการดึงผู้บริหารระดับกลางเข้ามาเพิ่ม มีกระบวนการบ่มเพาะ ปั้นให้ทุกคนเป็นนวัตกรผ่าน โครงการ Chia Tai Innovation Challenge และ Chia Tai Incubator โดยกระตุ้นให้เสนอแนวคิดจนถึงขั้นสนับสนุน แม้กระทั่งให้พนักงานเป็นเจ้าของธุรกิจได้ด้วย

“เหมือนบรีดดิ้งคนพันธุ์ใหม่ในองค์กร ซึ่งต้องให้ความสำคัญที่กระบวนการและการสื่อสาร โดยสิ่งที่คิดไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งใหม่ของโลกแต่ใหม่สำหรับเรา คล้าย Apple ที่บอกว่าไม่ต้องเป็นคนแรกที่คิด แต่เป็นคนที่ทำให้เพอร์เฟกต์”

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งทีม Center of Excellence โดยคัดคนที่มีความสามารถโดดเด่นจากแต่ละแผนกมารวมกัน เพื่อพัฒนาทุกระบบขององค์กร เป็นเหมือนทีมที่เป็นหัวขบวนของการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย

อนาคตเกษตรจะครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

วันนี้เจียไต๋พร้อมพัฒนาและต่อยอดอย่างครบวงจร สำหรับธุรกิจการเกษตร ที่ทำให้บริษัทต้องทำทั้งทรานส์ฟอร์มองค์กร ดึงและดันศักยภาพคนเก่ง เพื่อเป้าหมายการเป็นเซอร์วิสโพรไวเดอร์ของธุรกิจการเกษตรที่จะเชื่อว่าเจียไต๋จะทำให้สำเร็จ ด้วยการสร้าง New Growth ให้กับบริษัทในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

“เจียไต๋ เรามีจุดแข็งด้านการขายปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ยา ปุ๋ย ลูกค้าเราคือเอเย่นต์ ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว แต่ผู้ใช้สินค้าเราคือ เกษตรกร เราปลูกผักเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์เก่ง สิ่งที่เราจะทำ เราต้องออกนอกประสบการณ์ แต่เราจะปลูกผัก ทำตลาดผัก เอา Talents จากข้างนอกเข้ามาเสริม คัดคนเก่งมาสร้างทีมคิดอะไรใหม่ๆ คนเดิมๆ จากขายปุ๋ยขายยา ไม่เคยขายผัก ต้องมาเบลนด์กันใหม่หมด”

มนัส กล่าวว่า จริงๆ แล้วปัญหาใหญ่ของผักคือเรื่องตลาดผักเมืองไทยไม่มีกระบวนการจัดการหลังเก็บผลิตผล ไม่มีแพ็กกิ้งเฮาส์จากที่ เจียไต๋ พัฒนาเรื่องเมล็ดพันธุ์สำเร็จ จึงต้องมองหาศักยภาพอื่นๆ ที่บริษัททำได้ เพราะโจทย์มีทั้งการเติบโตขององค์กร ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตของคนในองค์กรที่ทำให้หยุดอยู่กับที่ไม่ได้จึงต้องหาจุดที่บริษัทจะไปต่อหรือขยายคอร์แวลูของธุรกิจเพิ่มเติมให้ได้

“เราคุยกับทุกคนว่าเราต้องสร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนสำหรับองค์กร แต่ถ้าเกษตรกรที่ซื้อเมล็ดพันธุ์เรายังพัฒนาให้ดีกว่าเดิมไม่ได้จะทำอย่างไร ต้องคิดปัญหาอยู่ตรงไหนแก้ได้อย่างไร”

ปัญหาที่เจียไต๋พบคือ เกษตรกรไทยเป็นผู้ปลูกรายย่อยในพื้นที่เล็ก 1 – 5 ไร่ ต่างคนต่างทำ จบที่ขายสินค้าให้คนรับซื้อเจียไต๋จึงหาวิธีการที่จะให้เกษตรกรผู้ปลูกได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าคุ้มทุน สามารถคงคุณภาพและลดการสูญเสียผลิตผลหลังจากการเก็บเกี่ยว รวมถึงลดปริมาณของเสียและขยะในพื้นที่ปลายทาง โดยเจียไต๋ได้ทดลองทำแพ็กกิ้งเฮาส์ให้ทุกคนมาเป็นสมาชิกร่วมกันทำแล้วขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น โดยเจียไต๋เป็นผู้ลงทุนทั้งหมดและจัดหาแหล่งตลาดภายใต้แบรนด์เจียไต๋ฟาร์ม พร้อมเป็นคู่คิดให้คำแนะนำด้านต่างๆ เกษตรกรเป็นคนทำเพื่อให้ได้ผลิตผลที่ดีได้ผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้นซึ่งบริษัทเชื่อว่าถ้าเห็นผลดีทุกคนจะออกไปทำของตัวเองต่อได้

“เราต้องเปลี่ยนความคิด เราต้องสร้างทิศทางให้กับการเกษตรเชื่อว่า 5 ปีเห็นผลและจะทำสำเร็จ และจะเป็นเบสท์แพรคทิสของอุตสาหกรรมในโลก”

 

“ถึงตอนนั้น เราจะก้าวสู่ศตวรรษใหม่อย่างยั่งยืน ค่อยๆ เป็นเซอร์วิสโพรไวเดอร์ เป็นผู้นำนวัตกรรมการเกษตรที่บูรณาการเกษตรทั้งระบบตั้งแต่ ปลูก ขาย สร้างแบรนด์ ขายเซอร์วิสทั้งแพ็กกิ้งเซอร์วิส มาร์เก็ตติ้งเซอร์วิส เพื่อให้เจตนารมณ์ขององค์กรที่ว่าเราจะยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนผ่านการส่งมอบนวัตกรรมการเกษตรด้วยผลิตภัณฑ์ และบริการที่มีคุณภาพสะท้อนภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของเกษตร ธุรกิจการเกษตรและรวมถึงตัวองค์กรเอง”

ที่สำคัญ เจียไต๋จะมีแหล่งรายได้จากธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นจากการให้บริการแบบฟูลเซอร์วิส อาทิ การเป็นผู้ผลิต ติดตั้งและจำหน่ายกรีนเฮาส์ที่บริษัทหวังจะเห็นการเติบโตอย่างหนาตาทั่วประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นไปตามโมเดลธุรกิจใหม่ของบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่ต่างพุ่งเข้าเติมเต็มธุรกิจด้วยคำว่า “เซอร์วิส” ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการรวมทั้งเกษตรกรเพื่อสร้างความสะดวกและสบายในชีวิตเพิ่มขึ้น และเพื่อเป้าหมายหลักในการผลักดันศักยภาพการเกษตรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

Share.