จากแพสชันสู่จังหวะแห่งความพอดี ของ พลพัฒน์ อัศวะประภา

0

SMmagonline – พลพัฒน์ อัศวะประภา หรือ หมู – อาซาว่า เจ้าของแบรนด์ ผู้ก่อตั้ง Asava Group เป็นทั้งนักธุรกิจ ดีไซเนอร์ ที่ไม่จำกัดตัวเองแค่วงการแฟชั่นแม้จะมีชื่อเสียง โดดเด่น และเกิดจากวงการนี้ เพราะความเป็นดีไซเนอร์ที่เขาชื่นชอบและค้นพบตัวเองมาตั้งแต่เป็นนักเรียน ทำให้เขาพาตัวเองก้าวไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ได้อย่างไร้ขีดจำกัด เคยประสบความสำเร็จแบบเกิดคาดคิด ได้เรียนรู้อะไรมากมาย แต่ ณ วันนี้เลือกที่พาธุรกิจให้เดินหน้าไปด้วยความพอดี 

ธุรกิจแฟชั่นมักจะถูกมองว่าหวือหวาไม่ต่างจากแฟชั่น มาเร็ว มาแรง และอาจจะไปไว หากขาดบาลานซ์ที่ดี โชคดีก็อาจจะมีโอกาสได้สร้างตำนานไว้ให้วงการก่อนจากไป แต่จะทำให้ธุรกิจยั่งยืนและรักษาความสนุกไปจนถึงรักษาจิตวิญญาณของแบรนด์ไว้ได้นอกจากบาลานซ์ ยังต้องมีแพสชันเป็นตัวหล่อเลี้ยงอยู่เสมอ

moo-asava-smmagonline

พลพัฒน์ อัศวะประภา หรือ หมู – อาซาว่า เจ้าของแบรนด์ ผู้ก่อตั้ง Asava Group เล่าว่า เดินมาถึงจุดนี้ได้เพราะแพสชัน ซึ่ง แพสชัน ในนิยามของเขาคือ สิ่งต่างๆ รอบตัวที่ฟูมฟัก หล่อหลอมบวกกับการสั่งสมประสบการณ์ในแต่ละช่วง จนทำให้ตกผลึกและตระหนักได้ว่า อะไรคือสิ่งที่หลงใหล รักชอบ จนกลายเป็นคุณค่าในชีวิต ซึ่งรวมแล้วก็คือจิตวิญญาณของความเป็นตัวเอง

แต่อย่างไรก็ตาม แม้คุณค่าและตัวตนที่เกิดขึ้นจะได้มาจากการตกผลึกจากช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิต แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่คงที่ และไม่ควรยึดติด

“วันนี้สังคมเปลี่ยนเร็ว เราเองก็ต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งมันก็คือความเป็นมนุษย์ที่ในชีวิตมันไม่มีอะไรซ้ำเดิม แพสชันของเราก็เคลื่อนไหวถูกปรับถูกเปลี่ยน ถูกเขย่าเพื่อให้ลงล็อกกับสังคมที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป แต่สำหรับผมนับตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มธุรกิจมันเกิดด้วยแพสชัน รวมทั้งจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ตอนแรกคิดว่าเป็นการดื้อรั้นกบฏ แต่ก็มาค้นพบทีหลังว่ามันคือแพสชัน”

ปรากฏการณ์กบฏในชีวิตของพลพัฒน์ เป็นสิ่งที่เขามาสรุปทีหลังว่า มันคือความโชคดีที่ทำให้เขามีความแตกต่าง เพราะการชอบหรืออยู่ในจุดที่ไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ในสังคมในทุกๆ ช่วงชีวิตและทุกๆ สถานที่ที่เขาโตมา กลายเป็นชีวิตนอกเบ้าหลอมที่สร้างความแตกต่างที่โดดเด่นให้กับเขาในหลายๆ ด้าน

“ตั้งแต่เด็กเหมือนอยู่นอกเบ้าตลอด เรียนโรงเรียนชายล้วนก็ไม่ใช่บุคลิกเรา เขาเตะฟุตบอลกันก็ไม่ทำวิชาที่ชอบและทำให้รู้ตัวว่าทำได้ดีก็กลายเป็นวิชาตัดเย็บสมัยเรียน ม.1 ซ้ำยังทำให้รู้จักกับสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข กลายเป็นแพสชันที่ติดตัวมาตลอดฝังแน่นขนาดที่ชุดนอนลายทางสีฟ้าขาวชุดแรกที่ตัดเป็นการบ้านส่งครู เป็นลายที่ผมฝังใจ จนทุกวันนี้ก็ยังมีผ้าลายขาวฟ้าอยู่ในคอลเลกชัน”

ไม่ใช่แค่ค้นพบแพสชันตั้งแต่เด็ก แต่เขายังทำมันได้ดี และเต็มที่กับงานชิ้นแรก เพราะทั้งเย็บทั้งตัดด้วยตัวเอง และยังคิดวิธีนำเสนอแบบ 3 มิติด้วยการให้เพื่อนใส่ชุดเดินไปส่งครูแทนที่จะพับส่งไปเหมือนคนอื่นๆ ทำเพิ่มจากโจทย์ทั้งเพิ่มกระดุม เติมกระเป๋าจนกลายเป็นความทรงจำครั้งแรกของเขาว่า “การทำเสื้อเป็นเรื่องสนุก”

“ถ้าจะถามผมว่า ทำไมเก็บความชอบไว้ได้นานจนมาทำแบรนด์ของตัวเอง ทั้งที่โดนวางกรอบไว้ตั้งแต่แรก ผมก็ตอบไม่ได้ ผมไม่ได้เลือกอาชีพนี้แต่เหมือนอาชีพนี้เลือกผม”

หลังจบโปรเจกต์ชุดนอนที่ทำให้ พลพัฒน์ รู้จักตัวเองเขาก็เปิดโลกของตัวเองด้วยการเรียนรู้ผ่านนิตยสารแฟชั่นทั้งไทยและต่างประเทศ อย่าง ลลนา เปรียว Vogue รู้จักดนตรี ศิลปิน รวมทั้งนักเขียน ที่ผลงานเหล่านั้นน่าจะมีส่วนหล่อหลอมเขามาด้วยส่วนหนึ่ง

พอถึงวัยเข้ามหาวิทยาลัยก็เป็นจังหวะที่คณะนิเทศศาสตร์เริ่มได้รับความนิยม กลายเป็นคณะที่มีคะแนนสูงสุดและกลายเป็นตัวเลือกของพลพัฒน์ และตัวเขาเองก็ปฏิเสธทั้งคณะบัญชีฯ และเศรษฐศาสตร์ไปแน่นอนแล้ว จบมาทำเอเจนซี่ซึ่งเป็นอาชีพที่กำลังเติบโตในยุคนั้นก่อนจะไปเรียนต่อเอ็มบีเอที่อเมริกาตามความต้องการของคุณพ่อ แต่ใจแอบคิดไว้แล้วโดยไม่บอกใครว่า จะไปเรียนต่อปริญญาโทด้านแฟชั่นพอจบเอ็มบีเอเลยขายบ้านขายรถหอบกระเป๋าบินจากแอลเอไปนิวยอร์ก ได้ ครูโต – ม.ล.จิราธร จิรประวัติ ช่วยสอนวาดภาพทำพอร์ต จนไปยื่นสมัครเรียนแฟชั่นได้สำเร็จ

“การออกจากเส้นบรรทัดบางทีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายยุคนั้นก็อกตัญญูเบาๆ แต่ครอบครัวไม่ถึงกับเป็นแนวอนุรักษ์นิยมแต่มีแบบแผน มีค่านิยมแบบครอบครัวคนจีนทั่วไป ที่ต้องเรียนอะไรทำงานอะไร แล้วยุคนั้นยุค 80-90 อาชีพดารา สไตลิสต์ ช่างทำผม ยังไม่ได้ถูกมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงและมีเกียรติ”

แม้กระทั่งการหอบพอร์ตที่มีรูปสเก็ตช์ที่ พลพัฒน์ บอกว่าเหมือนคนเป็นออทิสติก ก็ยังถือเป็นเรื่องดีเพราะแตกต่างจากงานสเก็ตช์ของคนอื่นๆ ที่ดูคล้ายๆ กันเขาเชื่อว่าความแตกต่างนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ได้รับเลือก

“ชีวิตเป็นแบบนี้ทุกที่ นอกเบ้าตลอด แต่ดีที่ทำให้เขาสนใจ และรู้สึกโชคดีที่เป็นแบบนั้น ไม่ต้องฟิตอินกับใครที่ไหน และทำให้คุ้นชินกับการไม่อยู่ในเบ้า ไม่รู้สึกว่าเป็นปมด้อย ดีเสียอีกที่ไม่ต้องอยู่ในมาตรฐานใครเลย”

อย่างไรก็ตาม ในความแตกต่างและดูเหมือนทุกอย่างจะเดินไปตามสิ่งที่ชอบอยู่เสมอ แต่ พลพัฒน์ บอกว่า การเริ่มต้นธุรกิจของเขาก็เปี่ยมไปด้วยความคิดแบบนักธุรกิจซึ่งเขาเชื่อว่า ส่วนใหญ่ได้จากการเติบโตมาในบ้านพ่อค้ามากกว่าการเรียนเอ็มบีเอ ที่ช่วยแค่เรื่องการจัดระบบความคิด และได้ทักษะการสื่อสารการตลาด ประชาสัมพันธ์จากการเรียนนิเทศฯ ซึ่งกลายเป็นว่าเหมือนทุกอย่างที่เกิดขึ้นดีไปหมด แม้ก่อนหน้านั้นการเรียนเอ็มบีเอจะทำให้เขารู้สึกจะตายเหมือนโลกทลายก็ตามที

“ทุกอย่างที่หล่อหลอมมาเป็นเรา เราได้ใช้ทุกอย่างใช้ทุกวัน เหมือนทุกอย่างมันถูกปั้นมา แล้วมันก็ได้ใช้ประโยชน์จริงๆ ในชีวิตในทุกวัน”

ที่อเมริกา พลพัฒน์ ได้ฝึกงานกับ Marc Jacobs จากนั้นก็ไปดิสเพลย์ให้ Armani สุดท้ายไปจบที่แบรนด์อิตาลีอย่าง Max Mara ที่เขาเก็บเกี่ยวความรู้มาใช้ในการทำแบรนด์อาซาว่าในการสร้างแบรนด์อย่างเป็นระบบ

“ทุกที่ที่เราได้เรียนรู้ เหมือนสถาบัน วันที่กลับมาทำเสื้อเริ่มจากพนักงาน 4 คน ก็ได้ระบบทั้งหมดจาก Max Mara ที่มีระบบจัดการธุรกิจแฟชั่นและคิดถึงการขยายกิจการว่าจะเปิดเป็นแบรนด์ไม่ใช่แค่ทำห้องเสื้อ ดังนั้น ตั้งแต่เริ่มไม่ว่าจะผลิตเสื้อกี่ตัวก็จะมีซีเรียลนัมเบอร์กำกับ ตอนวางตำแหน่งแบรนด์ก็มีเดินเก็บข้อมูล ไม่มากขนาดกล้าเรียกว่าเป็นรีเสิร์ช ถ้าจะพูดภาษานักธุรกิจก็คือมาด้วยวิสัยทัศน์ที่ตั้งใจจะทำให้แบรนด์เติบโต โดยที่ไม่รู้ตัว แต่ว่านั้นคือวิธีเดียวที่เราเรียนรู้จากแบรนด์ที่เราเข้าไปทำงานมา 7-8 ปี วิธีการวางแผน ขยายคอลเลกชัน และการขยายคอลเลกชันแบบบริษัทแฟชั่นขนาดใหญ่ ถึงแม้ตอนนั้นจะมีกันแค่ 4 คน ผม ผู้ช่วยหนึ่ง คนตัดหนึ่ง คนทำ แพทเทิร์นอีกหนึ่งเท่านั้น”

พลพัฒน์ ใช้มุมธุรกิจให้ข้อมูลว่า แม้ตอนนั้นจะยังไม่ถึงที่ต้องมีการวิเคราะห์ทำตัวเลข แต่เขาเชื่อว่าต้องมีการเก็บข้อมูลเพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทซึ่งเป็นมุมหนึ่งที่หลุดพ้นจากคำว่าแพสชันที่เป็นตัวตั้งต้นธุรกิจ หากต้องการให้บริษัทเติบโตต้องมีการใช้หลักการทางธุรกิจที่เป็นวิทยาศาสตร์เข้ามาเพื่อกำหนดและวางกลยุทธ์ระดับหนึ่ง เพราะแบรนด์ที่จะโตได้ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้asava-smmagonline

“เอาเป็นว่า ตอนนี้แพสชันไม่สำคัญเลย มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น กลายเป็นวาทกรรมที่ถูกป้อนว่าต้องหามันให้เจอแล้วติดกับ สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเพียร แพสชันที่ปราศจากความเพียรมันไม่มีอะไรเลยอย่าแค่ฝัน ถ้าฝันแล้วไม่ใฝ่ อะไรก็ไม่มีสิทธิ์เป็นไปได้”

แต่ข้อดีของแพสชันที่จะใช้ได้ดี คือมีประโยชน์ตอนล้มเหลว ยิ่งล้มขนาดไม่มีทางเลือกทำอย่างอื่นไม่เป็นไม่ว่าเจ็บแค่ไหนแพสชันจะเป็นเหมือนตัวกระตุ้นที่ทำให้อึด ลุกขึ้นมาฮึดสู้ใหม่

ในทางตรงกันข้าม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างมากและเร็วเกินไป ก็อาจจะทำให้ความสำเร็จสะดุดได้เหมือนกัน เหมือนครั้งหนึ่งที่ พลพัฒน์ เล่าว่า อาซาว่า เคยเติบโตจากเย็บเสื้อเดือนละ 15 ตัว มาเป็นเดือนละหมื่นสองหมื่นตัว โตเร็วขนาดนี้เป็นใครก็คะนองแคชโฟลว์ไหลมายิ่งกว่าน้ำหลาก แต่ทุกอย่างพลิกกลับมาเป็นตัวแดงอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น

“จากที่บริษัทโตเร็วจนคะนอง ไม่รู้จักพอ อะไรที่แคชโฟลว์ไปได้เราไปหมด ไม่รู้เลยว่าดิสรัปชันจะเกิดเมื่อไร เทรนด์ คู่แข่ง ผู้เล่นรายใหม่ที่สดกว่าช่วงปี 2011-2012 เราสนุกจนขาดสติ ผลคือสำรอกออกมาหมด ขาดทุนตัวแดง ผ้า กระดุม เสื้อที่ขายไม่ออกเหลือค้างเต็มโกดัง”

โชคดี ที่อาซาว่า ยอมรับความผิดพลาดและกลับมาตั้งหลักได้ทัน โดย พลพัฒน์ แชร์ประสบการณ์ให้เป็นแนวทางสำหรับธุรกิจที่ต้องการแนวคิดเพื่อหาความพอดีทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ตั้งสติ ต้องรู้จักตัวเอง ความพอดีของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ ถ้ายังไม่ตอบโจทย์ปัญหาที่มี ก็แสดงว่ามันยังไม่พอดี ผมเชื่อว่าบริษัทจะยั่งยืนได้ต้องมีพอยท์ออฟวิวที่ชัดเจนและต้องมีความมั่นคงตอกย้ำในสิ่งที่ตัวเองเป็น และต้องมีคุณค่าที่แท้จริงกับผู้บริโภคและสังคมและให้การเติบโตเป็นไปแบบออร์แกนิค ที่สำคัญ ห้ามยึดติดกับความสำเร็จของตัวเอง เพราะคนที่จะพัฒนาตัวเองได้ก็คือคนที่พร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ เพราะว่าโลกนี้แม้แต่ความยั่งยืนก็ไม่ยั่งยืน ฉะนั้น แอททิจูด ของเราต้องพร้อมที่จะรู้ว่ามันมีสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงผิดพลาดอยู่เสมอ ปัญหาเข้ามาเสมอ หน้าที่คือเขย่าสมการตรงนั้นให้ขยับเขยือนไปในทางที่ฝันให้ได้มากที่สุด มันคือเคล็ดลับของคนที่อยู่กับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไม่เป็นทุกข์”

อาณาจักรอาซาว่ากรุ๊ป

อาซาว่ากรุ๊ป (Asava Group) ก่อตั้งโดย หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา ประกอบด้วย แบรนด์แฟชั่น 5 แบรนด์ ได้แก่ Asava (อาซาว่า) Asv (เอเอสวี) Uniform by Asava (ยูนิฟอร์มบาย อาซาว่า) White Asava (ไวท์ อาซาว่า) MOO (หมู) และร้านอาหารอีก 2 ร้าน ได้แก่ Sava All Day Dining (ซาว่า ออล เดย์ ไดนิ่ง) และ Co Limited (โค ลิมิเต็ด) ซึ่ง หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา นำเอาจิตวิญญาณ ความเชื่อ และความฝันตลอดชีวิตมาประกอบกัน

พลพัฒน์ จบปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท จาก Peter F. Drucker Graduate School of Management ที่ Claremont Graduate University ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนจะเข้าโรงเรียนศิลปะในนิวยอร์ก ที่ Parsons School of Design เคยฝึกงานกับ Marc Jacobs และร่วมงานกับแบรนด์ดังของอิตาลีอย่าง Max Mara ในตำแหน่ง Merchandiser (เมอร์เชนไดเซอร์) เมื่อปี 2542 และเป็นผู้อำนวยการฝ่ายแฟชั่นในปี 2546

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

*บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารเอสเอ็ม (SMmagazine) ฉบับที่ 222 เดือนตุลาคม 2563
smmagazine-oct-2020

Share.