โอกาสที่สร้างมาจากความหลงใหล ของ วีกฤษฎิ์ พลาฤทธิ์

0

SMmagonline – วีกฤษฎิ์ พลาฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นอร์ส รีพับบลิค จำกัด (Norse Republic)เป็นอีกคนที่พบความชอบของตัวเองตั้งแต่เด็ก รู้ตัวว่าชอบวาดรูปก็วาดอยู่ตลอดในช่วงชีวิตการเรียน แม้จะตัดสินใจปล่อยชีวิตให้เดินไปตามเส้นทางที่ครอบครัวกำหนดให้เพื่อเป็นผู้สานต่อธุรกิจของครอบครัวเมื่อเรียนจบแล้วก็ตาม

Norse-friztHansen-smmagonline3

แต่แล้ววันหนึ่งความชอบที่ฝังอยู่ลึกๆ ก็ได้รับการสนองตอบ แม้จะเริ่มต้นช้าแต่สุดท้ายก็เป็นตัวนำทางให้เขาพบกับโอกาสทางธุรกิจจนกลายมาเป็นผู้นำเข้าหลักเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังจากสแกนดิเนเวียน ในขั้นที่เรียกว่าเป็นทั้งผู้เปิดตลาดเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์เซกเมนต์นี้ในไทยและขึ้นแท่นเจ้าตลาดไปเรียบร้อยหลังจากใช้เวลาเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองไม่ถึง 10 ปี

“ตั้งแต่เด็กผมชอบวาดรูปแต่ไม่คิดว่าตัวเองจะมาสายดีไซน์ เรียนวิศวอุตสาหการก็ห่างเรื่องดีไซน์มากจบมาทำงานก็ไม่มีความสุขกับมันเลย มีแค่ช่วงปีเดียวที่สนุกเพราะเป็นช่วงที่ธุรกิจมีการปรับแบรนดิ้งได้มีส่วนในการดีไซน์แพ็กเกจจิ้ง โลโก้ เว็บไซต์ เปิดตัวแบรนด์ใหม่ เสร็จจากงานนั้นก็ตัน ไม่อยากทำอะไรต่อแล้ว” วีกฤษฏิ์ เปิดฉากเล่าถึงชีวิตช่วงที่ยังมองไม่เห็นจุดเริ่มต้นจากสิ่งที่เป็นอยู่ในวันนี้

จังหวะนั้นเองคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเริ่มเส้นทางสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์นำเข้า เพราะหลังจากนั้นเขาก็ตัดสินใจเริ่มต้นใหม่ในวัย 26 ปี กลับไปเรียนปริญญาตรีกับเพื่อนร่วมชั้นอายุ 18-19 ปี อีกครั้งด้านอินดัสเทรียลดีไซน์

เลือกไปเรียนที่มิลาน ประเทศอิตาลี เพียงเพราะที่นั่นเป็นศูนย์กลางงานแสดงสินค้าดีไซน์ที่มีการจัดงานมิลานดีไซน์วีคขึ้นทุกเดือนเมษายนของทุกปีซึ่งจะมีเฟอร์นิเจอร์ของใช้ที่เขาชอบที่สุดจากทั่วโลกหลั่งไหลมารวมกันในงานนี้

“ผมก็คิดแค่ เราเอาตัวเองไปอยู่ที่นั่นดีกว่าโชคดีมากที่พื้นฐานการเรียนวิศวอุตสาหการทำให้มีพื้นฐานด้านฟิสิกส์ ที่มาใช้กับหลักการออกแบบของทุกอย่างให้ใช้งานได้จริง ได้เอาความรู้เดิมมาใช้ทำได้ค่อนข้างดี ก็เลยเหมือนสนุก แต่ถ้ามีโปรเจกต์ให้เลือกทำได้โดยอิสระ ผมก็จะโฟกัสไปที่โต๊ะ โคมไฟเพราะเฟอร์นิเจอร์เป็นสิ่งที่ใจผมโฟกัสมาตลอด”

เริ่มต้นที่มิลาน แต่ทำไมกลายเป็นผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์สแกนดิเนเวีย

ประเด็นนี้เป็นอีกเรื่องที่ความชอบเป็นตัวนำไป วีกฤษฏิ์ เล่าว่า ตอนเรียนที่มิลานยังไม่รู้จักแบรนด์สแกนดิเนเวียเลยด้วยซ้ำ จนมีโอกาสได้ไปเที่ยวแล้วก็รู้สึกชอบวัฒนธรรม การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย และงานดีไซน์ที่เห็นก็ค่อนข้างใหม่แถมมีเอกลักษณ์ไม่ค่อยแคร์ตลาดต่างประเทศ

ช่วงนั้นประมาณปี 2557 เขาเรียนจบกลับมาเมืองไทยแล้ว ก่อนหน้านั้นปีหนึ่งพยายามพัฒนาสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของตัวเองแต่ไม่สำเร็จ

“รู้สึกว่าทำออกมาไม่ดีไม่อยากทำ มีข้อจำกัดหลายอย่างทั้งวิธีการผลิต วัตถุดิบที่ใช้ ฝีมือช่างรวมทั้งงานดีไซน์ของเราด้วย ปรับแล้วไม่รอด เลยเลิกดีกว่า แล้วหันมานำเข้าโปรดักส์ที่เราชอบ ประทับใจงานดีไซน์ของสแกนดิเนเวีย เพราะเรียบง่าย แต่ดึงดูดสายตา รู้สึกว่ามันใหม่และจุดประกายเรา มองดูตลาดไทยทุกคนก็โฟกัสแต่เฟอร์นิเจอร์จากอิตาลี อังกฤษ อเมริกา ถ้าอย่างนั้นเรามานำเสนออะไรใหม่ให้ตลาดดีกว่า

วีกฤษฎิ์ ยอมรับว่า เริ่มธุรกิจเพราะความชอบล้วนๆ ไม่มีการศึกษาตลาดว่าคนไทยชอบไม่ชอบแต่เพราะความที่รู้จักตัวเองดีว่า ไม่ใช่คนที่สามารถขายอะไรได้ทุกอย่าง ถ้าไม่ชอบจะไม่สามารถพูดอธิบายถึงโปรดักส์ชิ้นนั้นได้

แต่เขาก็ยอมรับว่า โชคดีที่สิ่งที่คิดและชอบบังเอิญล้อไปกับเทรนด์ของโลก ที่ช่วงปี 2558 สินค้าจากสแกนดิเนเวียเริ่มเข้ามาในตลาดและขยายตัวทุกปี ทั้งมีอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มมีสินค้าเข้าไปร่วมในงานมิลานแฟชั่นวีก คนอิตาลีเองก็ปรับสไตล์จากใส่สูทผูกไทรองเท้าหนังมาเป็นการแต่งตัวที่แคชช่วลขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากวัฒนธรรมสแกนดิเนเวียที่แพร่กระจายออกไป

“ตอนนั้นแม้แต่คนไทยเองก็ได้รับอิทธิพล เห็นไลฟ์สไตล์ใหม่ เช่น การขี่จักรยาน คาเฟ่ฮอปปิ้ง การออกกำลัง การแต่งกายสบายๆ ทุกอย่างจากสแกนดิเนเวียมาหมดจริงๆ ก็คิดว่าเฟอร์นิเจอร์ก็น่าจะตอบสนองสำหรับคนที่มีความชอบแบบนั้น”

วีกฤษฎิ์ ไม่ได้เริ่มจากโปรดักส์ชิ้นใหญ่อย่างเฟอร์นิเจอร์ แต่เพลย์เซฟเริ่มแบบพอดีตัว นำเข้าแอกเซสซอรี่แบรนด์เฮย์ (Hay) เข้ามาทำตลาดก่อน โดยเลือกที่เป็นแบรนด์ใหม่อายุถึงตอนนี้ก็เพียง 15 ปี ราคาเหมาะสม เป็นแบรนด์ที่เกิดมาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของตลาดเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ของสแกนดิเนเวียที่มีให้เลือกแค่ 2 ระดับ คือไม่ราคาถูกก็ราคาสูงไปเลย ไม่มีตรงกลาง

Feature 03

โดยเฮย์ใช้วิธีนำงานดีไซเนอร์ที่มีชื่อมาทำในวิธีการผลิตที่ไม่แพงเกินไป แต่ยังนำเสนอดีไซน์ในแบบสแกนดิเนเวีย วีกฤษฎิ์ เลือกใช้วิธีเปิดตลาด ด้วยป๊อปอัพสโตร์ที่สยามเซ็นเตอร์ ช่วงปลายปีในคอนเซ็ปต์คริสต์มาสมาร์เก็ต ได้ผลตอบรับดีเพราะมีผู้บริโภคที่มองหาของแบบนี้อยู่ไม่น้อย จากนั้นก็เริ่ม นำเข้าเฟอร์นิเจอร์บางตัว ได้ลูกค้าเป็นบรรดาคาเฟ่ที่เริ่มเปิดขึ้นมากในยุคนั้น บางแบรนด์ร้านคาเฟ่ยังคงเป็นลูกค้ามาถึงปัจจุบัน รวมถึงคอนโดกลางเมืองที่เกิดขึ้นมาก ก็เป็นตลาดที่ดีของแบรนด์ และหลังจากนั้นยังได้งานโปรเจกต์จากอาคารสำนักงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เฮย์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของวีกฤษฎิ์ ที่การตัดสินใจทำในสิ่งที่ชอบทำให้เรื่องที่คิดว่ายากเป็นไปได้หมด ไม่ว่าจะเป็นการขอพื้นที่ขนาด 200 ตารางเมตรซึ่งถือว่าใหญ่ในสยามดิสคัฟเวอรี่ จนกลายเป็นจุดดึงดูดให้แบรนด์อย่าง ฟริตซ์ ฮานเซ่น (Fritz Hansen) เข้ามาแนะนำตัวเอง เพื่อให้เขาเป็นผู้นำเข้าและทำตลาดในไทย เพราะประทับใจกับความจริงจังในการนำเสนอแบรนด์จากสแกนดิเนเวียผ่านเฮย์

“จากตรงนั้นก็มีแบรนด์ใหม่ๆ ติดต่อเรามาตลอดฟริตซ์ ฮานเซ่น เขาบอกเพิ่งเห็นมีคนทำตลาดสินค้าจากสแกนฯ ในไทยอย่างจริงจัง ทั้งที่เขานำเข้ามาขายในไทยเกือบ 20 ปี งานสแกนฯ เหมือนเป็นแค่ตัวเสริม ทำให้การนำเสนอโปรดักส์ไม่ได้ทำให้ลูกค้าเห็นความเป็นสแกนฯ ทั้งหมด แต่เราคิดทุกอย่าง”

คำพูดนี้สะท้อนสไตล์การทำงานของวีกฤษฎิ์ ที่ให้ความสำคัญกับทุกแบรนด์ที่นำเข้ามาอย่างจริงจังซึ่งหลังจากนั้นมามีการนำเข้าแบรนด์ใหม่เพิ่ม ได้แก่ อาร์เท็ก (Artek) กูบิ (Gubi) ซึ่งแต่ละแบรนด์จะมีคาแรคเตอร์ของตัวเองและมีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จนมาถึงแบรนด์ วิทรา (Vitra) แบรนด์ล่าสุดที่บริษัทฯ นำเข้ามาช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ก็กลายเป็นแบรนด์ใหม่ที่มาแรงได้รับการตอบรับจากคนรุ่นใหม่อย่างรวดเร็ว แม้จะอยู่ในช่วงโควิด-19

แม้แต่ละแบรนด์จะแตกต่าง เช่น ลูกค้า ฟริตซ์ ฮานเซ่น จะเป็นกลุ่มอายุประมาณ 35-50 ปี วิทรา จะเด็กลงมาอีกราว 25-40 หรือเด็กเลย เฮย์ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคอร์ปอเรท เป็นระดับบนของกลุ่มบีทูบีอย่าง ร้านกาแฟ ออฟฟิศ แต่การทำงานเหมือนกัน คือเน้นการให้ข้อมูลที่ซื่อสัตย์กับลูกค้า มีสตอรี่ของตัวเอง และราคาสมเหตุผล ซึ่งเมื่อวัดความสำเร็จจากยอดขายก็พบว่า เฮย์และฟริตซ์ ฮานเซ่นรวมกันทำรายได้ให้บริษัทฯ 35% ขณะที่วิทราเป็นแบรด์ที่มีศักยภาพสูง โดยปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 79 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้ก็จะมียอดขายเติบโตสูงมากด้วยเช่นกัน

Norse-friztHansen-smmagonline

“เราต้องสื่อสารเรื่องราวของชิ้นงาน เพราะลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่เก้าอี้ หรือโซฟา เขาซื้อความภูมิใจ ซื้อสตอรี่ มันมีอีโมชันนอลอิมแพคของแต่ละชิ้น แล้วผมก็อยากจะให้ลูกค้าที่ซื้อไป ภูมิใจกับมัน ให้รู้สึกว่ามันทัชเขาอย่างไร ทุกแบรนด์คล้ายกัน แต่ว่าวิธีการตลาด และกลุ่มเป้าหมายที่จะสื่อสารในวิธีที่แตกต่าง”

โดยการขยายธุรกิจ วีกฤษฏิ์จะใช้วิธีมองจากสิ่งที่บริษัทฯ ยังขาดและดูว่าลูกค้ามองหาอะไร จากนั้นค่อยๆ ต่อยอดนำเข้ามา แล้วขยายการทำตลาดออกไป

อย่างไรก็ตาม แม้จะเริ่มจากความพร้อม แต่เมื่อนานไปเป็นเรื่องของธุรกิจที่ต้องขยายตัว วีกฤษฎิ์ จะรักษาความยั่งยืนสดใหม่ของบริษัทฯ อย่างไรไม่ให้เหมือนบริษัทนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ทั่วไปที่วันหนึ่งก็ถึงจุดอิ่มตัว ซึ่งเขามีแนวคิดที่ยังใช้ความชอบเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ได้ดีในเรื่องนี้ จากการกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

“การทำตลาดเฟอร์นิเจอร์ต้องมีความต่อเนื่องบางคนทำบริษัทขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าต้องการออฟเฟอร์ให้กับลูกค้า ทุกๆ อย่างก็นำเข้ามาทุกแบรนด์ทุกสไตล์ที่คิดว่าลูกค้าน่าจะชอบ แต่กลายเป็นว่า บริษัทต้องเสียไอเดนติตี้ไป ไม่มีภาพจำ เราต้องเลือกทำให้คนจำเราในภาพๆ หนึ่ง แม้จะรู้ว่าเฟอร์นิเจอร์ที่มีไม่ได้เข้ากับทุกคน ไม่ใช่ทุกคนจะชอบ เราต้องไม่เลือกไปทุกไดเรกชัน แต่ต้องทำให้คนมองแล้วรู้ว่าสไตล์เราเป็นอย่างไร นั่นคือความยั่งยืนในการทำให้คนจำเราในแบบไหน แล้วลูกค้าจะยังคงให้ความเชื่อถือและเดินมาหาเราทุกครั้งที่มีอะไรใหม่ๆ”

นอกจากนี้ จากเริ่มต้นธุรกิจด้วยแพสชัน จนถึงวันนี้ วีกฤษฎิ์ ก็ยังยืนยันว่าการเริ่มต้นทำอะไรด้วยแพสชัน แม้สิ่งนั้นจะไม่ก่อให้เกิดรายได้เป็นกอบเป็นกำแต่ก็ยังเป็นองค์ประกอบที่ดีของการทำธุรกิจที่ทำให้เกิดการลงมือทำอย่างกระตือรือร้นและมุ่งมั่นเสมอ

Norse-friztHansen-smmagonline02

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

*บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารเอสเอ็ม (SMmagazine) ฉบับที่ 222 เดือนตุลาคม 2563

smmagazine-oct-2020

Share.